เด็กหญิงปานหทัยเดินนำมารดาและคุณลุงขึ้นไปยังห้องนอนของปรัชญ์ที่อยู่ชั้นสองของบ้าน ซึ่งเป็นห้องนอนใหญ่ที่อยู่ทางฝั่งหน้าบ้าน
ทันทีที่ชายหนุ่มเปิดประตูห้องนอนเข้าไปก็ต้องยกยิ้มละมุนออกมา เพราะทุกอย่างภายในห้องนอน ไม่ว่าจะเป็นเครื่องเรือนแต่ละชิ้น หรือแม้กระทั่งข้าวของบนโต๊ะทำงานยังคงถูกจัดวางเอาไว้อย่างเป็นระเบียบเหมือนเดิมไม่เปลี่ยนแปลง ราวกับว่าห้วงเวลาภายในห้องนี้ถูกหยุดเอาไว้อย่างไรอย่างนั้น
ปรัชญ์หันมามองน้องสาว ก่อนยกมือขึ้นวางลงบนศีรษะเล็ก และโยกไปมาเบา ๆ ด้วยความเอ็นดู
“ขอบคุณนะ ที่ดูแลห้องพี่ดีขนาดนี้”
“ก็อยากจะรับคำขอบคุณเอาไว้อยู่หรอกนะ แต่ป่านไม่ค่อยว่างดูแลห้องพี่ปรัชญ์หรอก ยัยเอมโน่นแหละที่เข้ามาทำความสะอาดห้องนี้ประจำ พอดีป่านอนุญาตให้น้องเข้ามาอ่านหนังสือในห้องนี้น่ะ พี่ปรัชญ์ไม่ว่าเนอะ”
ปรัชญ์ได้ยินแบบนั้นก็หันไปมองชั้นวางหนังสือขนาดมหึมาสูงตระหง่านจรดเพดาน ที่สะอาดหมดจดไร้ร่องรอยฝุ่นผง หนังสือแต่ละเล่มได้รับการดูแลเป็นอย่างดี เมื่อเห็นแบบนั้น ริมฝีปากหยักก็ยกยิ้มด้วยความพึงพอใจ
“จะว่าได้ยังไงล่ะ ดูแลดีขนาดนี้ แล้วนี่น้องเขาอ่านหนังสือการเงินและการลงทุนด้วยเหรอ”
“อืม ยัยเอมเรียนจบการเงินและการธนาคาร เพราะนางสนใจเรื่องการลงทุนนี่แหละ นางมีความฝันอยากทำงานได้เงินเยอะ ๆ มาเลี้ยงดูแม่” ปรีชยาหยุดพูดไปชั่วขณะ เมื่อเห็นพี่ชายกำลังเผยรอยยิ้มด้วยความชื่นชมในตัวเอมิกา “เป็นไงล่ะ ทั้งสวยทั้งเก่งทั้งจิตใจดีใช่ไหมล่ะ น่ารักเนอะ”
ปรัชญ์ได้ยินแบบนั้นก็หันมามองน้องสาวพร้อมขมวดคิ้วย่น
“สวยเหรอ...แบบที่พี่เห็นเมื่อกี้เนี่ยนะ หน้าขาววอกปากแดงเป็นตูดลิงเนี่ยนะ”
“โอ๊ย...นั่นมันฝีมือปันปัน พี่ปรัชญ์ต้องรอเห็นหน้าจริงของยัยเอมซะก่อน รับรองเถียงไม่ออกแน่นอน” ปรีชยารีบโฆษณาสรรพคุณของเอมิกา พี่เลี้ยงสาวคนสวยที่หล่อนทั้งรักและเอ็นดูเหมือนน้องสาวคนหนึ่ง จึงอยากแนะนำให้พี่ชายผู้ครองตัวเป็นโสดมาอย่างยาวนานได้รู้จัก
ทว่าปรัชญ์กลับยิ้มเยาะ พร้อมโคลงศีรษะเบา ๆ
“อย่าเลย...พี่น่ะไม่เคยมองใครว่าสวยมานานมากแล้ว พี่ลืมไปแล้วด้วยซ้ำว่าความรู้สึกใจเต้นเวลาเจอคนที่ถูกใจมันเป็นยังไง พี่ว่าพี่คงแก่เกินไปแล้วล่ะ”
ปรัชญ์กล่าวติดตลกในประโยคสุดท้าย ทว่าประโยคก่อนหน้านั้นเป็นจริงทุกประการ นับตั้งแต่เขาปรับเปลี่ยนตัวเองหลังจากสูญเสียบิดามารดา ตั้งใจเล่าเรียนทำงานทำการ ความรู้สึกรักใคร่ก็ไม่เคยเกิดขึ้นอีกเลย แม้ชายหนุ่มจะผ่านคู่ควงมากมาย ต่อให้ผู้หญิงเหล่านั้นจะสวยหยาดเยิ้มเพียงใด ก็ไม่เคยมีใครทำให้เขาหวั่นไหวใจเต้นได้เลย
ปรีชยามองพี่ชายอย่างอ่อนใจ ก่อนที่หล่อนจะหย่อนสะโพกนั่งลงบนพื้นเคียงข้างเด็กหญิงปานหทัยที่กำลังวุ่นวายอยู่กับการพยายามเปิดกระเป๋าเดินทางของคุณลุง
ปรัชญ์สาวเท้าก้าวไปยังประตูกระจกบานเลื่อนทางฝั่งหน้าบ้าน ก่อนค่อย ๆ เลื่อนเปิดอ้าออกช้า ๆ เผยให้เห็นระเบียงกว้างอันคุ้นเคย ซึ่งเป็นมุมที่ปรัชญ์โปรดปรานมาแต่ไหนแต่ไร
ในอดีต เมื่อครั้งที่ยังอาศัยอยู่ที่ประเทศไทย ชายหนุ่มก็มักจะมานั่งเล่นนอนเล่นอ่านหนังสือที่โซฟาเดย์เบดบนระเบียงแห่งนี้
ดวงตาคู่คมไล่มองพื้นระเบียงที่ได้รับการทำความสะอาดอย่างดี รวมไปถึงโซฟาเดย์เบดที่มีผ้าคลุมกันฝุ่นเอาไว้ ก่อนนัยน์ตาดำขลับจะไปสะดุดเข้ากับโต๊ะตัวเตี้ยที่มีดอกเยอบีร่าสีส้มหนึ่งดอกปักอยู่ในแจกัน
'ใส่ใจรายละเอียดขนาดนี้เลยเหรอเนี่ย'
ปรัชญ์นึกชื่นชมอยู่ในใจ ก่อนก้าวไปยืนริมระเบียง ทอดมองลงไปยังสนามหญ้าหน้าบ้าน พลันดวงตาดำขลับไปสะดุดเข้ากับเจ้าของร่างบางที่กำลังก้ม ๆ เงย ๆ อยู่ตรงแปลงดอกเยอบีร่า
ขณะที่ปรัชญ์กำลังสนใจคนตัวเล็กบนสนามหญ้าหน้าบ้านอยู่นั้น มือเล็กจิ๋วของหลานสาวก็เข้ามาคว้าขากางเกง และเขย่าเบา ๆ คนเป็นลุงจึงรีบย่อตัวลงไปไถ่ถามเจ้าตัวน้อย
“ว่าไงคะ”
“น้องปันเปิดกระเป๋าไม่ได้ค่ะ คุณแม่บอกว่าต้องมีรหัส”
“เดี๋ยวลุงไปเปิดให้นะคะ แต่ปันปันต้องมีรางวัลให้ลุงก่อนค่ะ” ว่าจบปรัชญ์ก็ยื่นหน้าไปใกล้หลานสาวพร้อมทำแก้มป่องเป็นเชิงส่งสัญญาณ เด็กหญิงปานหทัยคนเก่งก็รู้งาน ยกแขนโอบรอบคอคุณลุง ก่อนระดมจุ๊บแก้มสากไปเสียหลายหน ทำเอาคนเป็นลุงชื่นใจจนยิ้มออกมาเต็มใบหน้า
ปรัชญ์อุ้มหลานสาวตัวน้อย พาไปเปิดกระเป๋าเดินทาง จากนั้นทั้งสามคนก็ช่วยกันรื้อข้าวของในกระเป๋าเดินทางออกมาวางกองเต็มพื้นห้อง ซึ่งของส่วนใหญ่ก็ล้วนแล้วแต่เป็นขนมและของเล่นสำหรับหนูน้อยปานหทัยทั้งสิ้น
“ปันปันเล่นกับลุงปรัชญ์ไปก่อนนะลูก เดี๋ยวแม่ลงไปช่วยพี่เอมเตรียมมื้อเที่ยงก่อน หนูอยากทานไข่เจียวไหมคะ แม่จะได้ทำให้”
“ไม่ค่ะ วันนี้คุณป้าอรทำไข่ยัดไส้มาให้น้องปัน” เด็กหญิงปานหทัยกล่าวขณะที่ยังคงสนใจของเล่นในมือของปรัชญ์ ทำเอาปรีชยานึกมันเขี้ยวลูกสาวจนต้องก้มลงไปฟัดแก้มป่องของลูกน้อยเสียหนึ่งที
“อีกสิบห้านาทีลงไปทานข้าวนะคะคุณลุงคุณหลาน”
ว่าจบปรีชยาก็ลุกขึ้นเดินออกจากห้องนอนของปรัชญ์ ปล่อยให้คุณลุงและหลานสาวตัวน้อยร่วมด้วยช่วยกันแกะกล่องของเล่นอย่างสนุกสนาน
กระทั่งผ่านไปสิบห้านาที ปรัชญ์ก็อุ้มเด็กหญิงปานหทัยลงมายังชั้นล่างของตัวบ้าน เมื่อสองลุงหลานลงมาถึง กลิ่นอาหารหอมกรุ่นก็ลอยเข้ามากระทบจมูก และเมื่อก้าวเข้าไปภายในห้องอาหาร ปรัชญก็เห็นอาหารหน้าตาน่ารับประทานวางเรียงรายอยู่บนโต๊ะ โดยมีปรีชยากำลังสาละวนอยู่กับการตักข้าวใส่จานทีละใบจนครบสี่ที่
นัยน์ตาคู่คมสะดุดเข้ากับแจกันดอกเยอบีร่าที่วางอยู่ตรงกลางโต๊ะรับประทานอาหาร ทำริมฝีปากหยักยกยิ้มด้วยความชอบใจ ชายหนุ่มอุ้มเจ้าตัวน้อยวางลงบนเก้าอี้รับประทานอาหารตัวสูงสำหรับเด็ก ก่อนกวาดสายตามองหาคนตัวเล็กที่เป็นคนนำดอกเยอบีร่าใส่แจกันมาวางประดับบนโต๊ะ พลันดวงตาดำขลับหยุดลงตรงแผ่นหลังบอบบางที่กำลังล้างมืออยู่หน้าเคาน์เตอร์ซิงค์ และในเสี้ยววินาทีต่อจากนั้นเมื่อเธอหันหลังกลับมา ภาพใบหน้างดงามหมดจดอันไร้ซึ่งการแต่งแต้มจากเครื่องสำอางใด ๆ ก็ทำหัวใจแกร่งที่เคยเต้นเป็นจังหวะแทบจะหยุดเต้นลงในบัดดล
ในหัวสมองของปรัชญ์ได้แต่ครุ่นคิดว่า แท้จริงแล้วเอมิกาหน้าตาสะสวยน่ารักจิ้มลิ้มแบบนี้เองหรือ สิ่งที่น้องสาวของเขาได้โอ้อวดเอาไว้นั้นไม่ได้เกินจริงเลยแม่แต่น้อย
และเมื่อดวงตาสุกสกาวคู่งามเคลื่อนมาสบประสานดวงตาคู่คม เธอก็คลี่ยิ้มสดใสออกมา ทำก้อนเนื้อที่อกข้างซ้ายโหมกระหน่ำเต้นอย่างรุนแรง ความรู้สึกที่ปรัชญ์เกือบลืมไปแล้วได้หวนคืนกลับมาอีกครั้ง
“พี่ปรัชญ์ ! พี่ปรัชญ์ !”
ปรีชยาเรียกพี่ชายเสียงดังฟังชัด ทว่าก็ไม่อาจดึงชายหนุ่มออกจากภวังค์ได้เลย
“ลุงปรัชญ์ !”
สุดท้ายก็ได้เสียงเล็กแหลมจากเจ้าตัวน้อย พร้อมมือเล็กจิ๋วที่เอื้อมมาคว้าข้อมือแกร่ง และออกแรงเขย่าเบา ๆ ช่วยเรียกชายหนุ่มกลับคืนสู่ปัจจุบัน พอรู้ตัวอีกทีก็พบว่าทุกคนมานั่งพร้อมหน้าพร้อมตากันเป็นที่เรียบร้อย รวมทั้งเอมิกาที่กำลังจ้องมองชายหนุ่มด้วยแววตาสดใส
“อ้อ โทษที พี่น่าจะเพลียก็เลยมึน ๆ งง ๆ” ปรัชญ์รีบแก้ตัวอย่างรวดเร็ว
“งั้นรีบทานเถอะ จะได้รีบไปพักผ่อน” ปรีชยารีบกล่าว ก่อนหันมาทางลูกสาวที่นั่งอยู่ฝั่งตรงข้ามเคียงข้างลุงปรัชญ์ “บ่ายนี้ให้ลุงปรัชญ์นอนหลับปุ๋ยนะคะ น้องปันอยู่เล่นกับแม่กับพี่เอมเข้าใจไหม”
“เข้าใจค่ะ”
เมื่อลูกสาวตอบรับเสียงดังฟังชัด ปรีชยาก็ลงมือตักไข่ยัดไส้วางลงบนจานของเจ้าตัวน้อย ก่อนที่หล่อนจะหันไปตักต้มยำกุ้งน้ำใสวางลงบนจานของพี่ชาย
“พี่ปรัชญ์ลองทานฝีมือคุณแม่ยัยเอมดู แล้วค่อยตัดสินใจว่าจะผูกปิ่นโตยัยเอมไหม” สิ้นเสียงของน้องสาว ปรัชญ์ที่กำลังยกช้อนขึ้นมาชิมน้ำต้มยำก็แทบสำลักออกมา ทว่าก็กลั้นเอาไว้ทัน
“เอ่อ...ก็ดีเหมือนกัน” ปรัชญ์รีบตอบออกมา พร้อมพยายามปรับสีหน้าให้เรียบเฉยเพื่อไม่ให้เสียอาการ
“อืม...งั้นวันไหนอยากทานอะไรพี่ปรัชญ์ก็บอกเอมได้เลยนะ” ปรีชยาว่าพลางตักอาหารใส่จานตัวเอง
“พี่ทานอะไรก็ได้ ให้เอมจัดมาเลยละกัน”
เอมิกาได้ยินแบบนั้นก็นิ่งคิดชั่วขณะก่อนตัดสินใจกล่าวออกมาพร้อมใบหน้าเปื้อนรอยยิ้ม
“คุณปรัชญ์มีอะไรที่ไม่ชอบทาน หรือชอบทานเป็นพิเศษไหมคะ” เสียงหวานที่ออกมาจากริมฝีปากบาง ทำชายหนุ่มแทบตกอยู่ในภวังค์ กว่าเขาจะกล่าวตอบออกมาได้ สองสาวก็นั่งรอฟังด้วยความสงสัย
“ไม่มีครับ เอมจัดมาได้เลย”
ปรีชยาหรี่ตามองอาการของพี่ชายก็ชวนให้คิดว่าปรัชญ์คงเหนื่อยล้าจากการเดินทางเต็มที
“โอเค ก็ตามนั้น พี่ปรัชญ์รีบทานแล้วรีบขึ้นไปนอนเถอะ ท่าทางเริ่มไม่ไหวแล้ว”
สิ้นเสียงของปรีชยา ทุกคนบนโต๊ะอาหารก็เริ่มลงมือรับประทานมื้อเที่ยงกันอย่างเอร็ดอร่อย กระทั่งผ่านไปหลายนาทีอาหารมากมายที่วางเรียงรายบนโต๊ะก็ถูกรับประทานจนเกลี้ยง จากนั้นปรีชยาก็ไล่พี่ชายให้ขึ้นไปอาบน้ำพักผ่อน ส่วนหล่อนก็ขึ้นห้องไปเก็บข้าวของเพื่อเตรียมตัวออกเดินทางไปประเทศจีนในสัปดาห์หน้า ปล่อยให้ลูกสาวอยู่ในความดูแลของพี่เลี้ยงคนสวยตลอดช่วงบ่ายจนถึงเย็น