วาสนาท่ามกลางป่าเร้นลับ

1300 Words
ในดินแดนเซียนอันกว้างใหญ่ไพศาลที่เต็มไปด้วยการแก่งแย่งชิงดีของสำนักน้อยใหญ่ ยังมีซอกหลืบหนึ่งของโลกที่เรียกว่า "หุบเขาเมฆาเร้นลับ" สถานที่แห่งนี้ปกคลุมด้วยไอหมอกหนาทึบตลอดทั้งปี ผาหินสูงชันสลับซับซ้อนราวกับมังกรหินที่หลับไหล ท่ามกลางป่าทึบที่อุดมไปด้วยปราณฟ้าดินอันบริสุทธิ์ มีกระท่อมไม้ไผ่หลังเล็กตั้งอยู่อย่างเรียบง่ายริมลำธารใสกระจ่าง ผู้อาศัยอยู่ในกระท่อมหลังนี้คือ "หลินซี" หญิงสาวผู้มีดวงตากลมโตสุกใสราวกับลูกกวาง นางเป็นผู้ฝึกตนอิสระที่เลือกจะปลีกวิเวกจากความวุ่นวายมาบำเพ็ญเพียรเพียงลำพัง ผิวพรรณของนางขาวนวลละเอียดลออ กลิ่นกายหอมกรุ่นจางๆ คล้ายดอกมะลิป่าผสมกับกลิ่นแป้งเด็กที่สะอาดสะอ้าน ทุกวันของนางหมดไปกับการดูแลแปลงสมุนไพรและการปรุงยาเพื่อเสริมตบะสมาธิ เช้าวันหนึ่งที่อากาศเย็นเยือก แสงอาทิตย์รำไรลอดผ่านม่านหมอกลงมาเป็นลำแสงสีทอง หลินซีสวมชุดผ้าป่านสีขาวนวลทับด้วยเสื้อคลุมสีเขียวอ่อน กระชับตะกร้าสานใบโปรดขึ้นสะพายหลังเพื่อออกไปหา ‘หญ้าน้ำค้างแข็ง’ สมุนไพรหายากที่มักจะงอกอยู่ตามโคนต้นไม้โบราณที่เปียกชื้น ขณะที่นางกำลังก้มลงใช้เสียมไม้เล็กๆ ขุดดินอย่างระมัดระวัง หูของนางพลันได้ยินเสียงสะอื้นแผ่วเบา... “แง้ว... แง้ว...” มันเป็นเสียงที่เต็มไปด้วยความเจ็บปวดและหวาดกลัว หลินซีชะงักมือ หัวใจของนางกระตุกวูบด้วยความสงสาร นางรีบวางอุปกรณ์ลงแล้วแหวกพุ่มหนามที่สลับซับซ้อนออกอย่างเบามือ สิ่งที่ปรากฏแก่สายตาก็คือ ลูกอสูรเงิน ตัวน้อยที่มีขนาดไม่ใหญ่ไปกว่าแมวบ้านทั่วไป ขนของมันมีสีเงินบริสุทธิ์ทอประกายล้อแสงแดด แต่ทว่าตอนนี้มันกลับเปรอะเปื้อนไปด้วยคราบเลือดและดินโคลน ขาหลังข้างหนึ่งมีแผลลึกจนเห็นกระดูก คาดว่าน่าจะถูกสัตว์อสูรตัวใหญ่กว่าขย้ำเอาขณะที่พลัดหลงจากฝูง ดวงตาสีครามคู่สวยของมันสั่นระริก เมื่อเห็นมนุษย์ตรงหน้า มันพยายามจะขู่ฟ่อและถอยหนี แต่ความเจ็บปวดกลับทำให้มันทรุดลงกับพื้นหญ้าอย่างหมดแรง “โอ้... เจ้าตัวเล็ก ไม่ต้องกลัวนะ ข้าไม่ทำร้ายเจ้าหรอก” หลินซีพูดด้วยน้ำเสียงอ่อนโยนที่สุดเท่าที่จะทำได้ นางค่อยๆ ยื่นมือเรียวบางไปลูบหัวมันอย่างทะนุถนอม สัมผัสจากมือที่นุ่มนิ่มและกลิ่นหอมกรุ่นที่แผ่ออกมาทำให้ลูกอสูรน้อยชะงัก ความอบอุ่นที่ส่งผ่านผิวพรรณของหลินซีเปรียบเสมือนน้ำทิพย์ชโลมใจที่กำลังแตกร้าว ลูกน้อยเริ่มรับรู้ได้ว่ามนุษย์ผู้นี้ไม่มีจิตสังหารแม้แต่น้อย มันจึงเลิกขู่และยอมให้อีกฝ่ายอุ้มขึ้นมาแต่โดยดี หลินซีประคองลูกอสูรน้อยไว้ในอ้อมกอด วินาทีที่ร่างเล็กๆ สัมผัสกับหน้าอกนุ่มนิ่มของนาง เสี่ยวอิ๋น (ชื่อที่นางตั้งให้ในใจทันที) ก็รู้สึกถึงความปลอดภัยอย่างประหลาด มันรีบซุกหน้าเข้าหาไออุ่นจากทรวงอกของหญิงสาว สูดดมกลิ่นหอมเฉพาะตัวของนางที่ทำให้ใจสั่นสะท้านอย่างเป็นสุข เมื่อกลับถึงกระท่อม หลินซีรีบจัดแจงทำแผลให้นางทันที นางใช้ ‘น้ำทิพย์ค้างฝน’ ที่สะสมไว้มาล้างแผลให้เสี่ยวอิ๋นอย่างเบามือ แม้เจ้าตัวน้อยจะสะดุ้งด้วยความแสบ แต่มันกลับไม่ยอมขยับไปไหน มันใช้ขาหน้าเล็กๆ ตะปบแขนเสื้อของหลินซีไว้แน่น สายตาสีครามมองจ้องหน้านางตลอดเวลาเหมือนกลัวว่านางจะหายไป “เจ้าตัวน้อย... เจ็บหน่อยนะ เดี๋ยวก็หายแล้ว” หลินซียิ้มหวาน พลางป้อนสมุนไพรสมานแผลให้ เวลาผ่านไปหลายวัน แผลของเสี่ยวอิ๋นเริ่มสมานตัวและมันก็เริ่มแสดง "ความซน" ออกมาอย่างเต็มที่! ทุกเช้าเมื่อหลินซีตื่นมานั่งหวีผมที่ริมหน้าต่าง เสี่ยวอิ๋นจะกระโดดพรวดขึ้นมาบนโต๊ะเครื่องแป้ง แกล้งปัดตลับแป้งปัดกระจกจนวุ่นวาย พอหลินซีจะดุ มันก็จะทำหน้าเศร้าหูตก แล้วกระโดดเข้าใส่หน้าอกนางทันที! มันมักจะใช้หัวทุยๆ มุดเข้าไปภายใต้สาบเสื้อคอที่หลวมกว้างของหลินซีอย่างชำนาญ “เสี่ยวอิ๋น! หยุดเดี๋ยวนี้เลยนะ ตรงนั้นมันไม่ใช่ที่เล่น!” หลินซีหัวเราะจนตัวงอเมื่อถูกซุกไซ้จนจั๊กจี้ แต่เจ้าก้อนขนเพศเมียตัวนี้กลับยิ่งได้ใจ มันมุดหัวจมหายเข้าไปในร่องอกนุ่มนิ่มของหลินซี เหลือเพียงลำตัวและหางสีเงินที่ส่ายไปมาอยู่ภายนอก เสี่ยวอิ๋นหลับตาพริ้ม สูดกลิ่นหอมนวลจากผิวเนื้อนางพลางใช้แก้มถูไถไปกับความอ่อนนุ่มที่ยืดหยุ่นนั้นอย่างหลงใหล สำหรับมัน... หน้าอกของหลินซีคือหมอนที่วิเศษที่สุดในโลก ทั้งอุ่น ทั้งนุ่ม และมีกลิ่นหอมที่ทำให้มันเคลิบเคลิ้มจนเผลอหลับไปทุกครั้ง บางครั้งในยามบ่ายที่หลินซีนั่งคัดสมุนไพร เสี่ยวอิ๋นจะแอบเดินย่องมาข้างหลัง แล้วกระโดดเกาะไหล่นางก่อนจะมุดลงไปในเสื้อจากทางคอเสื้อทันที หลินซีต้องคอยตะปบตัวมันไว้เพราะกลัวมันจะตกลงไป แต่เจ้าตัวแสบกลับยิ่งซุกไซ้ลึกเข้าไปหาจุดที่นุ่มที่สุดเพื่อแอบนอนพักผ่อน “เจ้าตัวร้าย... เจ้าชอบที่นี่ขนาดนั้นเลยหรือ?” หลินซีลูบคลำร่างกลมๆ ผ่านเนื้อผ้าของเสื้อตัวบาง นางรับรู้ได้ถึงจังหวะหัวใจที่เต้นรัวของเจ้าอสูรน้อยที่กำลังมีความสุขล้นปรี่ ทว่าในขณะที่ความอบอุ่นกำลังเบ่งบานในกระท่อมไม้ไผ่ บรรยากาศภายนอกหุบเขาเริ่มเปลี่ยนไป... ท่ามกลางม่านหมอกที่หนาทึบ ปรากฏดวงตาสีเงินคู่ยักษ์ที่เปล่งแสงวาววับดุจโลหะขัดเงา มันคือ ‘ราชาอสูรเงิน’ ผู้ปกครองเทือกเขาแห่งนี้ และเคียงข้างกันคือ ‘ราชินีอสูร’ ผู้มีกลิ่นอายสูงส่งดุจเซียนชั้นสูง พวกเขากำลังตามหาบุตรสาวที่พลัดหลงมาหลายราตรี เมื่อพวกเขามาถึงหน้ากระท่อมและสัมผัสได้ถึงกลิ่นอายอสูรของลูกสาว จิตสังหารอันรุนแรงก็พุ่งพล่านจนใบไม้รอบกระท่อมร่วงกราว! ราชาอสูรเตรียมจะพังกระท่อมนี้ทิ้งเพื่อช่วยลูกสาว แต่ทว่า... ทันทีที่เขามองลอดหน้าต่างเข้าไป ภาพที่เห็นกลับทำให้พลังอสูรที่พลุ่งพล่านสงบลงในพริบตา พวกเขาเห็นมนุษย์สาวคนหนึ่งกำลังนั่งยิ้มละไม มือหนึ่งถือตำราปรุงยา ส่วนอีกมือหนึ่งกำลังประคองสิ่งที่ "นูนเด่น" ภายใต้เสื้อของตนอย่างเบามือ ซึ่งตรงนั้นคือลูกสาวของพวกเขาที่กำลังซุกหน้าหลับปุ๋ยอยู่กับหน้าอกของนางอย่างปลอดภัยและมีความสุขที่สุดอย่างที่ไม่เคยเป็นมาก่อน ราชาอสูรชะงักงัน... เขารับรู้ได้ถึง "ความรัก" ที่ปราศจากความโลภจากผู้หญิงคนนี้ นางไม่ได้ขังลูกเขาไว้ แต่นางโอบกอดลูกเขาไว้ด้วยจิตวิญญาณ “ท่านพี่... ดูสิ ลูกของเราดูจะชอบ ‘ที่นั่น’ มากนะ” ราชินีอสูรกระซิบพร้อมรอยยิ้มเอ็นดู “กลิ่นอายของนางบริสุทธิ์เหลือเกิน ลูกเราเลือกถูกคนแล้ว” ครอบครัวอสูรตัดสินใจยังไม่ปรากฏตัว พวกเขาซ่อนตัวในเงามืดคอยเฝ้าดูความน่ารักและความซนของเสี่ยวอิ๋นที่คอยป่วนและซุกซนอยู่ในอ้อมกอดของหลินซีต่อไป โดยที่หลินซีไม่รู้ตัวเลยว่า นางกำลังดูแล "เจ้าหญิงแห่งอสูร" ที่มีกองทัพอสูรนับพันคอยอารักขาอยู่รอบกระท่อม!
Free reading for new users
Scan code to download app
Facebookexpand_more
  • author-avatar
    Writer
  • chap_listContents
  • likeADD