แสงแดดยามสายส่องทะลุม่านหมอกหนาลงมายังหน้าต่างกระท่อมไม้ไผ่ หลินซี กำลังนั่งขะมักเขม้นอยู่กับการคัดแยก ‘ผลรากวิญญาณ’ ที่เพิ่งเก็บมาได้ กลิ่นหอมสะอาดสะอ้านของสมุนไพรสดอบอวลไปทั่วห้อง ผสมผสานกับกลิ่นกายธรรมชาติของนางที่ละมุนละไมดุจดอกไม้ป่าที่ผลิบานในเหมันต์
ทว่า การทำงานของนางในเช้านี้กลับไม่ได้ราบรื่นอย่างที่คิด เพราะมีแขกไม่ได้รับเชิญตัวน้อยกำลังปฏิบัติการ "ก่อกวน" อย่างหนัก เสี่ยวอิ๋น ในร่างก้อนขนสีเงินแวววาวไม่ได้นอนหมอบนิ่งๆ เหมือนวันแรกๆ อีกต่อไป แผลที่ขาของมันเกือบจะหายสนิทด้วยโอสถทิพย์ของหลินซี และนั่นหมายความว่า "พลังความซน" ของมันได้ฟื้นคืนกลับมาเต็มร้อย!
“เสี่ยวอิ๋น! อย่ากินตะกร้านะลูก!” หลินซีอุทานพลางรีบดึงตะกร้าหวายออกจากปากเล็กๆ ของเจ้าตัวแสบ
เสี่ยวอิ๋นทำหูตก แสร้งทำหน้าเศร้าสร้อยดวงตาสีครามสั่นระริกเหมือนจะร้องไห้ แต่พอหลินซีเผลอละสายตาเพียงครู่เดียว เจ้าก้อนขนก็กระโดดแวบเดียวขึ้นมาบนตักของนางทันที แต่มันไม่ได้หยุดแค่ตรงนั้น... เป้าหมายของมันคือ "สรวงสวรรค์" ที่มันหลงใหลที่สุด
มันใช้จมูกเล็กๆ สีชมพูอ่อนตะกุยตะกายไปตามสาบเสื้อของหลินซี พยายามจะมุดเข้าไปหาความนุ่มนิ่มที่ซ่อนอยู่ภายใต้เนื้อผ้า หลินซีรู้สึกจั๊กจี้จนต้องหดตัวหนี “ฮึ่ย... เสี่ยวอิ๋น อย่าซุกสิ ข้าคันนะ!”
แต่เสี่ยวอิ๋นกลับไม่ฟังเสียงคัดค้าน มันใช้ขาหน้าเล็กๆ ยันอกของหลินซีไว้ แล้วพยายามแทรกหัวทุยๆ เข้าไปในปกเสื้อที่ปลดกระดุมเม็ดบนออกเพื่อความสบายในการทำงาน ทันทีที่หัวของมันมุดผ่านเข้าไปได้ เสี่ยวอิ๋นก็ส่งเสียงคราง ‘งื้ด...’ อย่างพึงพอใจล้นปรี่
มันมุดเข้าไปจนมิดหัว เหลือเพียงลำตัวท่อนล่างและหางที่ส่ายไปมาอย่างเริงร่าอยู่ภายนอกเสื้อ ภายในพื้นที่แคบๆ นั้น เสี่ยวอิ๋นสัมผัสได้ถึงความอุ่นร้อนที่แผ่ออกมาจากผิวเนื้อนวลเนียน กลิ่นหอมกรุ่นที่เข้มข้นกว่าภายนอกทำให้มันเคลิบเคลิ้ม มันใช้แก้มถูไถไปกับความนุ่มนิ่มที่ยืดหยุ่นของเนินอกนางอย่างรักใคร่ สำหรับลูกอสูรน้อยเพศเมียตัวนี้ หลินซีเปรียบเสมือนแม่และพี่สาวที่ปลอดภัยที่สุดในโลก
“เจ้าตัวร้าย... ชอบที่แคบๆ แบบนี้จริงนะ” หลินซีถอนหายใจยาวพลางยิ้มขำ นางใช้มือข้างหนึ่งประคองร่างที่นูนเด่นออกมาจากหน้าอกของตนผ่านเนื้อผ้าเสื้อสีขาวเบาบาง สัมผัสได้ถึงแรงขยับดุ๊กดิ๊กของเจ้าตัวเล็กที่อยู่ข้างใน
ในขณะที่ภายในกระท่อมเต็มไปด้วยความขี้เล่น ภายนอกนั้นกลับเงียบสงัดอย่างน่าประหลาด ราชาอสูรเงิน และ ราชินีอสูร ในร่างจำแลงมนุษย์ที่ดูสง่างามและทรงพลัง ยังคงซ่อนกายอยู่ในม่านหมอกหน้ากระท่อม พวกเขาเฝ้ามองดูลูกสาวตัวน้อยที่กำลัง "เล่นซุกซน" อยู่
ภายในพื้นที่แคบๆ ภายใต้สาบเสื้อสีขาวนวลของหลินซี เสี่ยวอิ๋น กำลังดื่มด่ำกับโลกใบเล็กที่มีเพียงมันและกลิ่นหอมอันเป็นเอกลักษณ์ของหญิงสาว จมูกสีชมพูเล็กๆ ของมันซุกไซ้ไปตามร่องอกนุ่มนิ่มอย่างร่าเริง มันหลับตาพริ้มพลางใช้หน้าผากมนถูไถไปกับผิวเนื้อที่เนียนละเอียดราวกับพึ่งพาอาศัยไออุ่นจากหยกล้ำค่า สัมผัสที่ยืดหยุ่นและนุ่มหยุ่นนั้นทำให้ลูกอสูรน้อยรู้สึกเหมือนถูกโอบกอดด้วยปุยเมฆที่อุ่นสบายที่สุดในแดนเซียน
“อ๊ะ... เสี่ยวอิ๋น อย่ากัดข้านะ!” หลินซีอุทานเสียงหลงเมื่อรู้สึกถึงแรงงับเบาๆ ตรงกลางอก นางรีบใช้มือเรียวบางตะปบประคองก้อนนูนๆ ภายใต้เนื้อผ้าเอาไว้ สัมผัสได้ถึงหัวใจดวงเล็กที่เต้นรัวด้วยความตื่นเต้นของเจ้าตัวแสบ
เสี่ยวอิ๋นส่งเสียง ‘แง้ว’ ประท้วงเบาๆ ในลำคอ แต่มันก็ยังไม่ยอมออกมา มันกลับยิ่งเบียดกายมุดลึกเข้าไปหาจุดที่อุ่นที่สุดและนุ่มที่สุด ราวกับจะประกาศความเป็นเจ้าของในพื้นที่นี้เพียงผู้เดียว ความซุกซนของมันทำให้เสื้อผ้าของหลินซีเริ่มยับย่นและหลุดลุ่ยเล็กน้อย แต่นางกลับไม่ได้โกรธเคืองแม้แต่นิดเดียว มีเพียงรอยยิ้มเอ็นดูที่ประดับอยู่บนใบหน้างดงาม
ขณะเดียวกันนั้นเอง บรรยากาศภายนอกกระท่อมไม้ไผ่ที่เคยเงียบสงบกลับเริ่มมีความกดดันจางๆ แผ่ซ่านออกมา ราชาอสูรเงิน ในร่างจำแลงบุรุษผู้สูงศักดิ์ ยืนกอดอกมองลอดหน้าต่างเข้าไปด้วยแววตาซับซ้อน เขามองดูลูกสาวที่สูงส่งของตนกำลังทำตัวเป็น ‘ลูกแมวขี้อ้อน’ ซุกไซ้อยู่ในหน้าอกของมนุษย์ธรรมดาคนหนึ่ง
“ดูท่า... เสี่ยวอิ๋นจะลืมทางกลับถ้ำเราเสียแล้ว” ราชาอสูรเปรยขึ้นด้วยเสียงทุ้มต่ำที่แฝงไปด้วยความหมั่นไส้ปนเอ็นดู
ราชินีอสูร ที่ยืนเคียงข้างลูบไล้เส้นผมสีเงินของตนพลางยิ้มละไม “ท่านพี่ อย่าเพิ่งขัดขวางความสุขของลูกเลย ท่านไม่เห็นหรือว่าพลังปราณอสูรในตัวเสี่ยวอิ๋นกำลังเสถียรขึ้นอย่างน่าประหลาด กลิ่นอายเซียนที่สะอาดสะอ้านจากร่างกายของแม่นางผู้นี้เปรียบเสมือนโอสถทิพย์ชั้นเลิศ และที่สำคัญ... อ้อมกอดที่นุ่มนิ่มนั่นดูจะถูกใจลูกสาวเราไม่น้อยเลยทีเดียว”
ราชินีอสูรสังเกตเห็นว่า ทุกครั้งที่เสี่ยวอิ๋นซุกหน้าเข้าหาหน้าอกของหลินซี ละอองปราณสีทองจางๆ จากร่างกายของหญิงสาวจะซึมซับเข้าสู่หน้าผากของลูกอสูรน้อย ช่วยขยายเส้นลมปราณและเสริมสร้างฐานรากแห่งเซียนให้อย่างเหลือเชื่อ นี่คือวาสนาที่สัตว์อสูรทั่วไปโหยหาแต่กลับถูกมอบให้เสี่ยวอิ๋นด้วยความรักที่บริสุทธิ์
กลับมาที่ภายในกระท่อม หลินซีที่พยายามจะทำงานต่อเริ่มทนความตื้อไม่ไหว นางวางมัดสมุนไพรลงแล้วตัดสินใจอุ้ม ‘ก้อนนูน’ ภายใต้เสื้อของตนออกมาอย่างระมัดระวัง
“ออกมาได้แล้วเจ้าตัวแสบ ข้าจะหายใจไม่ออกแล้วนะ” หลินซีหัวเราะเบาๆ พลางล้วงมือเข้าไปใต้สาบเสื้อแล้วคีบตัวเสี่ยวอิ๋นออกมาพ้นจากหน้าอก
ทันทีที่หลุดออกมาสู่โลกภายนอก เสี่ยวอิ๋นก็นั่งแปะลงบนตักของนาง ขนสีเงินที่เคยเรียบกริบกลับชี้ฟูไปคนละทิศละทางจากการมุดซุกไซ้เมื่อครู่ มันทำท่าสะบัดหัวไล่ความมึนงงเล็กน้อย ก่อนจะเงยหน้าสบตาหลินซีด้วยดวงตาปิ๊งปั๊ง พร้อมกับยื่นขาหน้าเล็กๆ มาตะปบที่อกของนางอีกครั้งเหมือนจะทวงคืนที่นอนเดิม
“พอเลยๆ วันนี้ซุกพอแล้ว ไปวิ่งเล่นบ้างเถอะ” หลินซีบีบอุ้งเท้านุ่มๆ ของมันเบาๆ เป็นการทำโทษ
แต่ความซนของเสี่ยวอิ๋นไม่ได้หยุดอยู่แค่นั้น เมื่อนางไม่ยอมให้ซุกในเสื้อ มันก็เปลี่ยนแผนใหม่ มันเริ่มวิ่งวนรอบตัวหลินซีพลางกระโดดงับชายกระโปรงบ้าง แกล้งกระโดดเกาะหลังนางเพื่อจะแอบดมกลิ่นหอมที่ซอกคอบ้าง ความร่าเริงของมันทำให้กระท่อมหลังเล็กนี้เต็มไปด้วยเสียงหัวเราะและบรรยากาศที่อบอุ่นจนมวลเมฆรอบหุบเขาดูจะสว่างไสวขึ้นกว่าทุกวัน
ทว่า ความสงบสุขมักถูกท้าทาย... ทันใดนั้น สัมผัสที่เฉียบคมของราชาอสูรภายนอกกระท่อมก็จับกลิ่นอายที่แปลกปลอมได้ กลิ่นของ ‘นักพรตลุ่มหลงในลาภยศ’ กลุ่มหนึ่งที่กำลังบุกรุกเข้ามาในหุบเขาพร้อมกับข่ายอาคมจับสัตว์อสูรระดับสูง
ราชาอสูรนัยน์ตาสีเงินวาววับขึ้นมาทันที “ดูเหมือนจะมีแขกที่ไม่ได้รับเชิญอยากลองดีกับเขตแดนของเราเสียแล้ว”
เขาก้าวเท้าออกไปในเงามืด เตรียมจะสั่งสอนกลุ่มมนุษย์ที่กล้าบุกรุกบ้านของเขา แต่ราชินีอสูรกลับรั้งแขนไว้ “ช้าก่อนท่านพี่... ข้าอยากรู้ว่าแม่นางผู้ใจดีคนนี้ จะปกป้องลูกสาวของเราอย่างไรหากภัยมาถึงตัว”
หลินซีที่ยังไม่รู้ตัวว่าภัยร้ายกำลังใกล้เข้ามา นางยังคงอุ้มเสี่ยวอิ๋นขึ้นมาฟัดที่แก้มอย่างรักใคร่ โดยไม่รู้เลยว่าการทดสอบครั้งสำคัญกำลังจะเริ่มขึ้น และความซนของเจ้าก้อนขนตัวนี้อาจจะเป็นกุญแจสำคัญที่ช่วยชีวิตนางในภายหลัง!