สายลมที่เคยพัดผ่านหุบเขาเมฆาเร้นลับอย่างนุ่มนวล พลันเปลี่ยนเป็นกรรโชกแรงจนยอดไม้ไผ่ลู่ไหว เสียงนกป่าที่เคยร้องรับอรุณเงียบกริบลงอย่างกะทันหัน ราวกับธรรมชาติกำลังกลั้นหายใจรอคอยมหันตภัยที่กำลังคืบคลานเข้ามา หลินซี ที่กำลังง่วนอยู่กับการตากสมุนไพรบนแคร่ไม้ไผ่ชะงักมือ นางสัมผัสได้ถึงกลิ่นอายที่แปลกปลอม—มันเป็นกลิ่นอายที่เต็มไปด้วยความโลภและจิตสังหารที่เยือกเย็น
“เสี่ยวอิ๋น มานี่เร็ว!” หลินซีร้องเรียกด้วยความตกใจ เมื่อเห็นเจ้าก้อนขนสีเงินกำลังวิ่งไล่จับผีเสื้ออยู่ลานหน้าบ้าน
เสี่ยวอิ๋น สัมผัสได้ถึงน้ำเสียงที่ตื่นตระหนกของหญิงสาว มันรีบกระโจนพรวดเดียวเข้าหาหลินซี แต่มันไม่ได้กระโดดขึ้นตักเหมือนทุกที คราวนี้ด้วยสัญชาตญาณความซนปนความขี้อ้อนที่แสนฉลาด
มันพุ่งหลบวูบเข้าไปใต้สาบเสื้อของนางทันที! มันมุดลึกเข้าไปซุกตัวอยู่ระหว่างหน้าอกนุ่มนิ่มของหลินซี ใช้ขาหน้าเล็กๆ โอบกอดเนินอกที่หอมกรุ่นไว้แน่นจนร่างกายกลมๆ ของมันแทบจะหลอมรวมไปกับสัดส่วนของนาง
“อ๊ะ... เจ้าตัวแสบ คราวนี้ข้าไม่ว่าเจ้าหรอกนะ แต่อยู่เงียบๆ ล่ะ” หลินซีกระซิบพลางใช้มือเรียวประคองก้อนนูนที่หน้าอกไว้แน่น หัวใจของนางเต้นรัวด้วยความกังวล
ทันใดนั้น ร่างในชุดนักพรตสีครามสี่ห้าคนก็ร่อนลงมาจากยอดไม้ พวกเขาถือกระบี่อาคมที่ทอแสงสีเหลืองหม่น นำโดยนักพรตวัยกลางคนที่มีแววตาละโมบ “แม่นาง... ส่งลูกอสูรเงินตัวนั้นมาเสียดีๆ ข้าเห็นมันวิ่งเข้ามาในกระท่อมนี้”
หลินซีตีหน้าเรียบเฉย แม้ในใจจะสั่นสะท้าน นางยืดตัวตรงพยายามปกปิดร่องรอยของเสี่ยวอิ๋นที่กำลัง ‘ดุ๊กดิ๊ก’ อยู่ในเสื้อ “ท่านนักพรต พูดเรื่องอะไรกัน ข้าอยู่ที่นี่ตัวคนเดียวมานาน ไม่เคยเห็นอสูรเงินที่ท่านว่าเลย”
“โกหก!” นักพรตลูกสมุนตวาด “กลิ่นอายอสูรยังอบอวลอยู่แถวนี้ และดูสิ... หน้าอกของเจ้าทำไมถึงขยับเขยื้อนแปลกๆ เช่นนั้น หรือว่าเจ้าซ่อนมันไว้ในร่มผ้า!”
คำพูดหยาบคายทำให้นักพรตเหล่านั้นหัวเราะร่า สายตาโลมเลียจ้องมองมาที่ทรวงอกของหลินซีที่มีรอยนูนเด่นชัด เสี่ยวอิ๋นที่ซ่อนอยู่ข้างในสัมผัสได้ถึงอารมณ์โกรธของหลินซี และมันเองก็รู้สึกโกรธมนุษย์พวกนี้ที่มาขัดจังหวะการพักผ่อนแสนสบายของมัน มันขยับตัวซุกไซ้แรงขึ้นจนหน้าอกของหลินซีสะเพื่อมตามจังหวะการดิ้นของเจ้าก้อนขน
“แม่นางผู้นี้ช่างกล้านัก กล้าเอาสัตว์อสูรล้ำค่ามาแนบชิดเนื้อนางเช่นนี้ หรือว่าเจ้าอยากจะใช้มันเสริมตบะทางกามราคะ?” นักพรตผู้นำก้าวเข้ามาใกล้ พร้อมกับยกข่ายอาคมสีทองขึ้น “ส่งมันมา! ไม่อย่างนั้นอย่าหาว่าข้าไม่เกรงใจสตรี!”
หลินซีถอยหลังไปจนติดประตูกระท่อม นางไม่มีพลังยุทธ์สูงส่งพอจะต่อกรกับนักพรตกลุ่มนี้ แต่นางก็ไม่มีทางส่งเสี่ยวอิ๋นให้คนพวกนี้แน่ “พวกท่านเป็นผู้บำเพ็ญเพียร แต่กลับมีจิตใจคับแคบและหยาบช้า ข้าไม่มีอะไรจะมอบให้ทั้งนั้น!”
“ถ้าอย่างนั้นก็ตายเสียเถอะ!” นักพรตผู้นำสะบัดข่ายอาคมทองคำพุ่งเข้าใส่หลินซี หวังจะรวบทั้งคนทั้งอสูรไปพร้อมกัน
ในวินาทีแห่งความเป็นตายนั้นเอง เสี่ยวอิ๋นที่ซุกตัวอยู่ในหน้าอกนุ่มๆ ของหลินซีก็ส่งเสียงคำรามแหลมเล็กออกมา มันไม่ได้แค่ซุกเฉยๆ อีกต่อไป
แต่มันเริ่มปลดปล่อยพลังปราณสีเงินบริสุทธิ์ออกมาจากร่างกาย พลังนั้นซึมผ่านหน้าอกของหลินซี กระจายเข้าสู่เส้นลมปราณของนางโดยตรง ร่างกายของหลินซีพลันเปล่งแสงสีเงินเจิดจ้าจนเหล่านักพรตต้องยกมือขึ้นปังตา
ตูม!
ข่ายอาคมทองคำแตกสลายกลายเป็นธุลีเพียงแค่สัมผัสกับรัศมีรอบกายหลินซี หญิงสาวเบิกตากว้างอย่างประหลาดใจ นางรู้สึกถึงพละกำลังมหาศาลที่ไหลเวียนอยู่ในกาย และที่สำคัญ... นางรู้สึกถึงความเชื่อมโยงที่ลึกซึ้งกับเจ้าก้อนขนที่กำลังซุกไซ้อยู่กลางอก
แต่ทว่า ความตื่นตะลึงยังไม่จบเพียงเท่านี้ ท้องฟ้าเหนือหุบเขาพลันมืดมิดลงทันตาเห็น เมฆาสีเงินม้วนตัวเป็นเกลียวคลื่นยักษ์ ก่อนที่ร่างมหึมาของ ราชาอสูรเงิน ในร่างจริงจะปรากฏกายขึ้นท่ามกลางสายฟ้าฟาด! ความกดดันจากอสูรระดับเทวะทำให้นักพรตทั้งกลุ่มทรุดลงกับพื้นกระอักเลือดออกมาคำโต
“บังอาจ... มนุษย์ชั้นต่ำที่กล้าลบหลู่บุตรสาวของข้า และกล้าคุกคามสตรีที่ดูแลนาง!” เสียงคำรามของราชาอสูรดังก้องกังวานจนแผ่นดินสะเทือน
เหล่านักพรตหน้าถอดสี “ร... ราชาอสูรเงิน! เป็นไปได้อย่างไร ที่นี่ไม่ควรมีอสูรระดับนี้!” พวกเขาพยายามจะหนี แต่ราชินีอสูรในร่างจำแลงมนุษย์ก็ปรากฏกายขึ้นขวางทางไว้ นางสะบัดมือเพียงครั้งเดียว เถาวัลย์หนามทิพย์ก็พุ่งขึ้นจากดินพันธนาการคนพวกนั้นไว้แน่น
ราชินีอสูรเดินตรงมาที่หลินซีที่กำลังยืนอึ้ง นางยิ้มอย่างอ่อนโยนพลางมองไปที่ ‘ก้อนนูน’ ตรงหน้าอกของหญิงสาว “แม่นาง... เจ้าไม่ต้องกลัว พวกเรามาเพื่อรับลูกสาวกลับบ้าน และมาขอบใจเจ้าที่ดูแลนางอย่างดี”
หลินซีค่อยๆ คลายมือออกด้วยอาการเหม่อลอย เสี่ยวอิ๋นที่รับรู้ว่าความปลอดภัยมาถึงแล้ว ค่อยๆ มุดหัวทุยๆ ออกมาจากสาบเสื้อของหลินซี ขนสีเงินของมันยุ่งฟูไปหมดจากการซุกไซ้อยู่เป็นเวลานาน มันมองหน้าหลินซีด้วยดวงตาสีครามที่ฉ่ำวาวไปด้วยหยาดน้ำตา (ที่มันแกล้งบีบออกมาเพื่ออ้อน) ก่อนจะเลียไปที่ปลายคางของหญิงสาวเบาๆ หนึ่งที
“เสี่ยวอิ๋น... เจ้าปลอดภัยแล้วนะ” หลินซีกระซิบเสียงแผ่วพลางลูบหัวมัน
เสี่ยวอิ๋นจำใจต้องกระโดดลงจากตักของหลินซีไปหาท่านแม่ของมัน แต่มันยังไม่วายหันมาส่งเสียง ‘แง้ว’ สั่งลาพลางมองไปที่หน้าอกของหลินซีด้วยสายตาละห้อย ราวกับจะบอกว่า ‘ข้ายังซุกไม่จุใจเลย!’
ขณะที่ราชินีอสูรอุ้มลูกสาวขึ้นมา ราชาอสูรก็หันไปจัดการกับเหล่านักพรตด้วยการสะบัดมือเพียงครั้งเดียว ร่างของพวกคนชั่วก็ถูกมวลอากาศบีบอัดจนสลายหายไปกลายเป็นละอองธุลี ไม่เหลือแม้แต่กระดูกให้ฝัง
เมื่อพายุร้ายสงบลง ราชาและราชินีอสูรหันมามองหลินซีอีกครั้ง “แม่นาง... วาสนาระหว่างเจ้ากับลูกสาวข้านั้นลึกซึ้งนัก แม้พวกเราต้องพานางกลับไปยังดินแดนอสูร แต่นี่ไม่ใช่การจากลาตลอดกาล”
ราชาอสูรสะบัดมือเบาๆ ปรากฏจี้หยกรูปหยดน้ำสีเงินตกลงบนฝ่ามือของหลินซี “จี้นี้มีกลิ่นอายของข้า มันจะปกป้องเจ้าจากภยันตรายทั้งปวงในโลกเซียน และวันใดที่เจ้าคิดถึงเสี่ยวอิ๋น... เพียงแค่ลูบมัน นางจะมาหาเจ้าทันที”
เสี่ยวอิ๋นที่อยู่ในอ้อมกอดแม่ พยายามดิ้นรนจะกลับมาซุกหลินซีอีกรอบจนราชินีอสูรต้องหัวเราะ “เอาล่ะๆ เจ้าเด็กขี้อ้อน ไว้พวกเราจะพานางมาเยี่ยมใหม่นะ”
ก่อนที่ร่างของครอบครัวอสูรจะหายลับไปในมวลเมฆ เสี่ยวอิ๋นตะโกนผ่านกระแสจิตเข้าไปในหัวของหลินซีว่า “ท่านแม่บุญธรรม... คอยข้านะ พรุ่งนี้ข้าจะแอบหนีมาซุกหน้าอกนุ่มๆ ของท่านใหม่! รักท่านที่สุดเลย!”
หลินซียืนมองท้องฟ้าที่กลับมาสดใสอีกครั้ง นางกุมจี้หยกสีเงินไว้แนบอกพลางยิ้มออกมาอย่างมีความสุข กระท่อมที่เคยเงียบเหงา บัดนี้กลับมีความทรงจำที่แสนอบอุ่นและ ‘นุ่มนิ่ม’ ประทับอยู่ในใจนางตลอดไป