แสงทองอร่ามของยามเช้าค่อยๆ ขจัดม่านหมอกหนาทึบที่ปกคลุมหุบเขาเมฆาเร้นลับมาทั้งคืน หลินซี ค่อยๆ ลืมตาขึ้นอย่างช้าๆ นางรู้สึกถึงน้ำหนักที่กดทับอยู่กึ่งกลางอกและความอบอุ่นที่แผ่ซ่านผ่านเนื้อผ้าชุดนอนชุดบาง เมื่อก้มลงมอง นางก็พบกับก้อนขนสีเงินที่ยังคงซุกหน้าจมลึกอยู่ในร่องอกของนางอย่างไม่ยอมห่างไปไหน
“เสี่ยวอิ๋น... ตื่นได้แล้วเจ้าตัวแสบ สายแล้วนะ” หลินซีกระซิบพลางใช้นิ้วเรียวเกาคางให้ก้อนขนที่โผล่พ้นสาบเสื้อออกมาเล็กน้อย
เสี่ยวอิ๋น ส่งเสียงคราง ‘งื้ด...’ อย่างขัดใจ มันไม่ได้ตื่นขึ้นมาทันที แต่มันกลับยิ่งเบียดกายมุดลึกเข้าไปหาความนุ่มนิ่มที่คุ้นเคย ราวกับจะประท้วงว่าไม่อยากให้เช้านี้มาถึง จมูกสีชมพูเล็กๆ ของมันไซ้ไปตามผิวเนื้อละเอียดอ่อนของหลินซี สูดดมกลิ่นหอมกรุ่นที่อบอวลอยู่ภายใต้ร่มผ้าเป็นครั้งสุดท้ายก่อนจะต้องจากลา
“เจ้าเนี่ยนะ... ซุกเก่งเหลือเกิน” หลินซีหัวเราะเบาๆ นางประคองก้อนนูนที่หน้าอกไว้ด้วยมือทั้งสองข้าง สัมผัสถึงแรงสั่นสะเทือนจากการครางอย่างเป็นสุขของเจ้าอสูรน้อย ความรู้สึกผูกพันนี้ช่างประหลาดนัก แต่มันกลับเติมเต็มหัวใจที่เคยอ้างว้างของนางได้อย่างไม่น่าเชื่อ
ทันใดนั้น บรรยากาศรอบกระท่อมพลันเปลี่ยนไป กลิ่นอายเซียนอันสูงส่งแผ่กระจายไปทั่วบริเวณ ราชาอสูรเงินและราชินีอสูรปรากฏกายขึ้นกลางห้องโถงเล็กๆ ของกระท่อมไม้ไผ่ในร่างมนุษย์ที่สง่างาม
“เสี่ยวอิ๋น... ถึงเวลาต้องกลับแล้วลูก” เสียงทุ้มต่ำของราชาอสูรดังขึ้น แม้จะดูขรึมแต่แววตากลับเต็มไปด้วยความเอ็นดูเมื่อเห็นลูกสาวของตนกำลัง ‘สิง’ อยู่ในเสื้อของสตรีมนุษย์
เสี่ยวอิ๋นจำใจต้องมุดหัวออกมาจากสาบเสื้อของหลินซี ขนสีเงินของมันยุ่งเหยิงและมีกลิ่นหอมของดอกท้อติดตัวออกมาด้วย มันกระโดดลงจากเตียงแล้ววิ่งไปหาพ่อแม่ แต่มันกลับหยุดชะงักแล้วหันมามองหลินซีด้วยดวงตาที่ฉ่ำวาว
“ท่านแม่บุญธรรม... ข้าไม่อยากไปเลย” เสียงกระแสจิตที่แสนเศร้าดังขึ้นในหัวของหลินซี
หลินซีเดินลงจากเตียงทั้งชุดนอนที่ยับย่น นางย่อตัวลงลูบหัวเสี่ยวอิ๋น “เจ้าต้องไปฝึกวิชานะเสี่ยวอิ๋น เพื่อที่วันหน้าเจ้าจะได้ปกป้องข้าได้ไงล่ะ”
ราชินีอสูรก้าวเข้ามาหาหลินซี นางจับมือหญิงสาวไว้แล้วยิ้มละไม “แม่นางหลินซี... วาสนาระหว่างเจ้ากับลูกสาวข้านั้นก้าวข้ามทุกกฎเกณฑ์ พวกเราปรึกษากันแล้วว่า จะไม่พานางไปจากเจ้าตลอดกาล”
ราชาอสูรสะบัดมือเบาๆ ปรากฏวงเวียนอาคมสีเงินขนาดเล็กใต้เท้าของหลินซีและเสี่ยวอิ๋น “ข้าได้เชื่อมต่อมิติลับระหว่างวังอสูรและกระท่อมแห่งนี้ไว้แล้ว เมื่อใดที่เสี่ยวอิ๋นฝึกวิชาเสร็จ นางสามารถข้ามมิติมาหาเจ้าได้ทันที... และข้าขอเชิญเจ้า ให้ไปบำเพ็ญเพียรในแดนอสูรเงินกับพวกเราด้วย ที่นั่นมีปราณบริสุทธิ์ที่จะช่วยให้เจ้าบรรลุเซียนได้รวดเร็วนัก”
หลินซีอึ้งไปครู่หนึ่ง นางมองดูครอบครัวอสูรที่ยิ่งใหญ่แต่มอบมิตรภาพที่บริสุทธิ์ให้นาง แล้วก้มมองเจ้าก้อนขนที่กำลังตะปบขาของนางอย่างออดอ้อน “ข้า... ข้าตกลงค่ะ ข้าจะไปกับพวกท่าน”
เสี่ยวอิ๋นกระโดดโลดเต้นด้วยความดีใจ มันพุ่งพรวดขึ้นมาหาหลินซีอีกครั้ง แต่คราวนี้มันไม่ได้ซุกแค่หน้าอก! ร่างของเสี่ยวอิ๋นเปล่งแสงสีเงินเจิดจ้า ก่อนจะค่อยๆ ขยายขนาดขึ้นจนกลายเป็นสตรีวัยแรกรุ่นที่งดงามหยดย้อยในชุดผ้าไหมสีเงิน ผมสีเงินยาวสลวยถึงเอว ใบหน้าของนางถอดแบบมาจากราชินีอสูร แต่ดวงตาสีครามนั้นยังคงมีความซุกซนเหมือนเดิม
“ท่านแม่บุญธรรม! ในที่สุดข้าก็แปลงกายได้สมบูรณ์เสียที!” เสี่ยวอิ๋นในร่างมนุษย์โผเข้ากอดหลินซีไว้เต็มรัก นางซุกใบหน้าสวยซึ้งเข้ากับหน้าอกของหลินซีเหมือนเดิมไม่ผิดเพี้ยน “อื้อ... นุ่มเหมือนเดิมเลย ข้าชอบที่สุด!”
“เสี่ยวอิ๋น! เจ้าโตเป็นสาวแล้วนะ ทำแบบนี้มัน...” หลินซีหน้าแดงก่ำเมื่อถูกหญิงสาวแสนสวยซุกไซ้กลางอกอย่างประเจิดประเจ้อต่อหน้าพ่อแม่ของนาง
ราชาอสูรถึงกับยกมือกุมขมับ “เห้อ... ลูกสาวข้า ต่อให้โตแค่ไหน นิสัยขี้อ้อนก็ไม่หายไปจริงๆ”
ราชินีอสูรหัวเราะร่วน “ปล่อยนางเถอะท่านพี่ ความสุขของลูกสาวเรานี่นา”
ตั้งแต่วันนั้นเป็นต้นมา เรื่องเล่าของ ‘เซียนสาวผู้ปกครองอสูรเงิน’ ก็โด่งดังไปทั่วปฐพี แต่ไม่มีใครรู้เลยว่า เบื้องหลังความเก่งกาจและพลังเซียนอันสูงส่งของหลินซีนั้น ทุกค่ำคืนนางมักจะถูก ‘เจ้าหญิงอสูรเงิน’ จอมซน แอบมุดเข้าไปซุกไซ้ในร่มผ้าเพื่อโหยหาความนุ่มนิ่มและกลิ่นหอมที่ปลอบประโลมวิญญาณ
สายใยแห่งความรักและความผูกพันที่เริ่มต้นจากความสงสารกลางป่าลึก ได้ถักทอจนกลายเป็นวาสนานิรันดร์ ภายใต้อ้อมกอดที่อบอุ่นและนุ่มนวลที่สุดในโลกเซียนแห่งนี้ตลอดไป