EP 01 | การกลับมา

1473 Words
“ถึงสนามบินแล้วใช่มั้ย” เสียงของผู้เป็นบิดาดังลอดออกมาจากปลายสาย แพรไหมที่เพิ่งเหยียบพื้นสนามบินไทยเป็นครั้งแรกในรอบหกปี ระบายยิ้มบางๆ ออกมาโดยไม่รู้ตัว มือเรียวยกขึ้นถอดแว่นกันแดดสีชาออกจากใบหน้า ก่อนจะตอบกลับไปด้วยน้ำเสียงสดใส “ถึงแล้วค่ะพ่อ เดี๋ยวไหมจะตรงไปคอนโดเลย” เธอหันมองรอบตัว สนามบินยังคงคึกคัก ผู้คนเดินสวนกันไม่ขาดสาย เสียงล้อกระเป๋าลากครูดไปกับพื้น เสียงประกาศตามสาย และกลิ่นอากาศที่คุ้นเคยจนหัวใจเผลอเต้นแรง นี่คือบ้าน… บ้านที่เธอเคยหนีไปและกำลังกลับมาอีกครั้ง แพรไหมกดวางสาย ก่อนจะลากกระเป๋าเดินออกไปตามทาง และในจังหวะนั้น เธอก็เริ่มรู้สึกได้ถึงสายตาหลายคู่ที่หันมามอง ไม่ใช่เพราะเธอทำอะไรผิดปกติ แต่เพราะรูปลักษณ์ของเธอในตอนนี้ แตกต่างจากเด็กผู้หญิงคนเดิมอย่างสิ้นเชิง หญิงสาวในวัยสิบแปดปีเดินอย่างแผ่วเบา เรือนผมยาวสีเข้มปล่อยสยายลงมาตามแผ่นหลัง รับกับใบหน้าขาวเนียนที่มีโครงหน้าได้รูป ดวงตากลมเรียวมีแววอ่อนโยน แต่ซ่อนความระมัดระวังไว้ลึกๆ ริมฝีปากสีระเรื่อไม่ต้องแต่งแต้มมากก็ยังดูนุ่มนวลอย่างเป็นธรรมชาติ เธอสวมเสื้อไหมพรมบางสีอ่อน ทอเนื้อละเอียดแนบลำตัวพอให้เห็นส่วนเว้าส่วนโค้งอย่างพอดี ไม่หวือหวา แต่ชวนมอง ซ้อนด้วยเสื้อด้านในโทนสุภาพ กระโปรงสั้นสีเข้มตัดกับเรียวขาขาวเนียนที่ก้าวเดินอย่างเก้ๆ กังๆ ราวกับไม่คุ้นชินกับการถูกจับจ้อง กระเป๋าสะพายใบไม่ใหญ่แนบไหล่ จี้เล็กๆ รูปทรงเรียบห้อยอยู่ตรงไหปลาร้า ทุกอย่างบนตัวเธอไม่ได้ตั้งใจอวดใคร แต่กลับดึงสายตาได้โดยไม่ต้องพยายาม แพรไหมรับรู้ถึงสายตาเหล่านั้นดี ไหล่บางเผลอห่อเข้าหากันเล็กน้อย มือกำสายกระเป๋าแน่นขึ้นโดยไม่รู้ตัว เธอยังเป็นคนเดิม คนที่ไม่ชินกับการถูกมอง คนที่หัวใจยังสั่นทุกครั้งที่รู้ว่าตัวเองกำลังเป็นจุดสนใจ แต่ในกระจกเงาที่สะท้อนผ่านกระจกใสของสนามบิน เด็กผู้หญิงอ้วนที่เคยก้มหน้าหลบสายตาใครต่อใคร ได้หายไปแล้ว เหลือเพียง แพรไหม ชัยเดชา เด็กสาวที่พยายามดึงความมั่นใจของตัวเอง แม้หัวใจจะยังกลัวเหมือนเดิม เธอเดินออกมาด้านหน้าสนามบิน ก่อนจะยกมือโบกรถแท็กซี่ที่จอดว่างอยู่ไม่ไกลนัก และบอกปลายทางด้วยน้ำเสียงสุภาพ ประตูรถปิดลง เสียงเครื่องยนต์เริ่มเคลื่อนตัวและวิวกรุงเทพฯ ก็ค่อยๆ ไหลผ่านสายตาเธอไปทีละภาพ แพรไหมนั่งเงียบอยู่เบาะหลัง ดวงตากลมใสมองวิวข้างทางอย่างตั้งใจ ตึกสูง ถนนที่คุ้นเคย ร้านค้า ป้ายโฆษณา ทุกอย่างเปลี่ยนไปมากกว่าที่เธอจะจำได้ หรืออาจเป็นเพราะ คนที่มอง…ไม่ใช่คนเดิมอีกแล้ว มือเรียวหยิบโทรศัพท์ขึ้นมาเปิดกล้อง ถ่ายภาพวิวด้านนอกผ่านกระจกใส แสงแดดบ่ายตกกระทบเงารถ เงาอาคาร และท้องฟ้าที่ดูไม่เหมือนวันวาน เธอเลือกภาพหนึ่ง กดโพสต์ลงในอินสตาแกรมส่วนตัวที่ตั้งค่าไว้เป็นไพรเวท ไม่มีแคปชัน ไม่มีแท็กสถานที่ ไม่มีการรอใครมากดหัวใจ เธอไม่ได้โพสต์เพราะอยากให้ใครเห็น ไม่ได้ต้องการการรับรู้จากใครทั้งนั้น เธอแค่… อยากเก็บช่วงเวลานี้ไว้ เก็บความรู้สึกของการ “กลับมา” ในวันที่หัวใจยังไม่แน่ใจว่าจะรับมือกับมันได้ดีแค่ไหน นั่นคือเหตุผลที่เธอตั้งชื่ออินสตาแกรมนี้ว่า memory พื้นที่เล็กๆ ที่ไม่มีใครกดดัน ไม่มีอดีตคอยตัดสิน และไม่มีใครถามว่าเธอหายไปไหนมา แพรไหมวางโทรศัพท์ลงบนตักหันกลับไปมองวิวอีกครั้ง รถแท็กซี่ค่อยๆ ชะลอจอดลงตรงหน้าคอนโดสูงสีอ่อน คนขับลงมายกกระเป๋าเดินทางใบใหญ่จากท้ายรถยื่นให้เธอด้วยท่าทางเป็นมิตร แพรไหมยื่นเงินค่าโดยสารให้ พร้อมรอยยิ้มสุภาพที่ติดตัวมาตั้งแต่ไหนแต่ไร ก่อนจะก้าวถอยออกมาหนึ่งก้าว และเงยหน้ามองอาคารตรงหน้าอย่างตั้งใจ คอนโดแห่งนี้ ดูสะอาด เรียบง่าย และอบอุ่นกว่าที่เธอคิดไว้ แสงแดดยามบ่ายสาดกระทบกระจกใสเป็นประกาย เหมือนกำลังต้อนรับใครบางคนที่เพิ่งกลับมา หญิงสาวสูดลมหายใจเข้าลึกๆ ให้กลิ่นอากาศใหม่ๆ เติมเต็มปอด ก่อนจะระบายรอยยิ้มหวานออกมาอย่างไม่รู้ตัว “ได้เวลาเริ่มต้นใหม่แล้ว!” น้ำเสียงสดใสดังขึ้นเบาๆ แต่หนักแน่นพอจะย้ำกับตัวเอง เหมือนเป็นคำสัญญาเล็กๆ ที่เธอมอบให้หัวใจ แพรไหมจับด้ามกระเป๋าแน่นขึ้น ลากมันไปข้างหน้าอย่างมั่นคง ก้าวเท้าเดินผ่านประตูกระจกบานใหญ่ของคอนโดเข้าไป ทุกก้าวที่เดิน ไม่ใช่แค่การย้ายที่อยู่ แต่คือการก้าวออกจากอดีต และเดินเข้าสู่บทใหม่ของชีวิต บทที่เธอหวังไว้เต็มหัวใจว่า…จะเป็นบทที่อ่อนโยนกับเธอมากกว่าที่ผ่านมา ร่างบางเดินมาหยุดยืนหน้าประตูห้องหมายเลข 2043 ตัวเลขสีเงินสะท้อนแสงไฟทางเดินนิ่งๆ ราวกับกำลังจับจ้องเธออยู่ แพรไหมยกมือกดรหัสเปิดประตู เสียงปี๊บเบาๆ ดังขึ้น ก่อนบานประตูจะเผยอออก เธอก้าวเข้าไปเพียงครึ่งตัว ยังไม่ทันได้ถอนหายใจโล่งอก แกร๊ก… เสียงเปิดประตูจากห้องตรงข้ามดังขึ้นในจังหวะเดียวกัน หัวใจของแพรไหมกระตุกวูบ สัญชาตญาณบางอย่างสั่งให้ร่างกายขยับเร็วกว่าสมอง เธอรีบก้าวพรวดเข้าไปในห้องตัวเอง ก่อนจะปิดประตูลงอย่างแผ่วเบา ไม่ใช่เพราะกลัวอีกฝ่ายจะทำอะไรแต่เพราะเธอ “ยังไม่พร้อม” ยังไม่พร้อมจะสบตา ยิ้มหรือแม้แต่จะพยักหน้าให้คนแปลกหน้า แพรไหมยืนแนบแผ่นหลังกับประตู ลมหายใจติดขัดเล็กน้อย ก่อนจะค่อยๆ เขย่งปลายเท้า ชะโงกหน้าไปมองผ่านรูตาแมวอย่างระแวดระวัง ภาพแรกที่เห็นคือแผ่นหลังกว้างของชายหนุ่มจากห้องตรงข้าม เสื้อยืดสีเข้มแนบไปกับแผ่นหลังสูงโปร่ง ไหล่กว้างจนทำให้กรอบประตูห้องดูแคบลงไปถนัดตา สูงเกินร้อยแปดสิบแน่ๆ ความคิดนั้นผุดขึ้นมาอย่างเลื่อนลอย ก่อนที่ชายคนนั้นจะขยับตัวเล็กน้อย หันใบหน้ามาทางด้านข้าง เพียงเสี้ยววินาทีเดียว โลกทั้งใบของแพรไหมก็เหมือนหยุดหมุน ดวงตากลมเบิกกว้าง หัวใจหล่นวูบลงไปที่ปลายเท้า แรงทั้งหมดในร่างกายเหมือนถูกดึงหายไปในพริบตา ร่างบางทรุดตัวลงนั่งกับพื้น แผ่นหลังไถลตามบานประตู มือสั่นเทากดลงกับอกตัวเองราวกับจะประคองหัวใจไม่ให้แตกสลาย “…โปรด” ชื่อที่ไม่ควรถูกเอ่ย แต่กลับหลุดออกมาจากริมฝีปากอย่างไร้เสียง เขา… ปัณณธร อภิวัฒนากูล คนที่ควรอยู่แค่ในความทรงจำ คนที่เธอหนีมาไกลถึงหกปี กลับยืนอยู่หลังประตูอีกฝั่ง ห่างจากเธอเพียงกำแพงบางๆ เท่านั้น คำถามมากมายถาโถมเข้ามาพร้อมกัน เขามาอยู่ที่นี่ได้ยังไง ทำไมต้องเป็นห้องตรงข้าม แล้วโลกใบนี้…เล็กลงตั้งแต่เมื่อไหร่ เมื่อเช้านี้ เธอยังรู้สึกว่าตัวเองคือ “ผู้ชนะ” ผู้หญิงตัวคนเดียวที่ลากกระเป๋าข้ามประเทศ กลับมาเหยียบแผ่นดินไทยได้ด้วยหัวใจที่ไม่สั่นไหว ไม่มีพ่อเดินข้างๆ ไม่มีใครคอยจับมือ มีแค่เธอกับความกล้าที่เพิ่งก่อรูปขึ้นมาไม่นานนัก เธอคิดว่าตัวเองเก่งขึ้น แข็งแรงขึ้น และพร้อมแล้วสำหรับการเริ่มต้นใหม่ แต่เพียงแค่ประตูห้องฝั่งตรงข้ามเปิดออก ทุกความมั่นใจที่สร้างมาทั้งหมด กลับพังทลายลงราวกับปราสาททรายที่ถูกคลื่นซัด หรือว่าการเจอเขา… คือบททดสอบที่พระเจ้าจงใจส่งมา บททดสอบที่ใหญ่เกินหัวใจของเธอจะรับไหว เธออยากกรี๊ด อยากตะโกนถามฟ้า ถามโชคชะตาว่าทำไมต้องโหดร้ายกับเธอขนาดนี้ แต่สุดท้าย เธอทำได้เพียงนั่งนิ่งๆ อยู่หลังประตู ปล่อยให้ความกลัว ความทรงจำ และชื่อของเขา ค่อยๆ กลืนกินความกล้าทั้งหมดที่เธอเคยภูมิใจ การกลับบ้านครั้งนี้ อาจไม่ใช่แค่การกลับประเทศ แต่มันคือการกลับมาเผชิญหน้ากับบาดแผลที่เธอคิดว่า เยียวยามันได้หมดแล้ว
Free reading for new users
Scan code to download app
Facebookexpand_more
  • author-avatar
    Writer
  • chap_listContents
  • likeADD