@เจได เวลา 23.00 น. ที่ท่าเรือ
เรือสินค้าขนาดใหญ่จอดนิ่งอยู่ริมท่า เสียงเครื่องยนต์ที่กำลังอุ่นเครื่องดังครางต่ำๆ คลอไปกับเสียงคลื่นกระทบลำเรือเป็นจังหวะ
ร่างสูงของเจไดในชุดเสื้อเชิ้ตสีเข้มพับแขนเสื้อขึ้นถึงข้อศอก เดินตรวจตราไปตามแนวเรืออย่างชำนาญ สายตาคมกริบไล่มองตั้งแต่เชือกผูกเรือ กล่องสินค้า ไปจนถึงลูกน้องที่กำลังเตรียมอุปกรณ์กันอยู่
“ตรวจสอบความเรียบร้อย ก่อนออกเรือ”
เสียงทุ้มเอ่ยสั่งลูกน้องเรียบๆ
ลูกน้องคนหนึ่งรีบวิ่งเข้ามารายงานทันที
“เรียบร้อยดีครับนาย พร้อมออกเรือใน10 นาที”
เจไดพยักหน้ารับ ก่อนจะเหลือบมองไปยังลังสินค้าที่ถูกยกขึ้นเรียงเป็นระเบียบ สินค้าพวกนี้ต้องไปส่งที่แถบตะเข็บชายแดนเหมือนทุกครั้ง งานเสี่ยง งานเงียบ และต้องไม่มีข้อผิดพลาด
สิบนาทีต่อมา ทุกอย่างพร้อม
“ออกเรือได้”
เรือค่อยๆเคลื่อนออกจากท่า ห่างจากแสงไฟของเมืองออกไปเรื่อยๆ
เจไดยืนพิงราวเหล็ก มองน้ำทะเลสีดำสนิทที่กำลังแหวกออกเป็นทางจากหัวเรือ สายลมกลางทะเลแรงกว่าบนฝั่ง เสื้อเชิ้ตของเขาปลิวเล็กน้อยตามแรงลม
เสียงฝีเท้าเดินเข้ามาใกล้ทำให้เขาหันไปมอง
ไคเลอร์ เดินเข้ามาหยุดข้างๆ
“ที่จริงเฮียจะแต่งงานอยู่แล้ว ไม่ต้องมาก็ได้นะครับ”
ไคเลอร์พูดพลางเอนหลังพิงราวเรือ
“ผมกับฟิลิกซ์เอาอยู่”
เจไดยกมือขึ้นตบไหล่น้องเขยเบาๆ
“เฮียจะปล่อยให้นายมาเสี่ยงได้ยังไง เดี๋ยวจัสมินได้แหกอกเฮียพอดี”
ไคเลอร์หัวเราะหึในลำคอ
“ตอนนี้คุณจัสมินเข้าใจงานของผมมากขึ้นแล้วครับ ”ไคเลอร์พูดถึงภรรยาแล้วยิ้ม
“แล้วไม่ได้รักกันแบบนี้ เฮียจะอยู่ด้วยกันได้เหรอครับ”
เขาถามตรงๆ ใครๆก็รู้ว่าการแต่งงานของเขาครั้งนี้ เกิดขึ้นอย่างไม่เต็มใจ
“ใครทนได้ก็ทน ใครทนไม่ได้ก็เลิกรากันไปแค่นั้นแหละ เราไม่ได้อยากแต่งงานกันตั้งแต่แรกอยู่แล้ว”
เขายักไหล่เล็กน้อยก่อนพูดต่อ
“และอีกอย่าง… เฮียก็ยังไม่อยากมีพันธะกับใคร ยังอยากใช้ชีวิตแบบนี้อยู่”
คำพูดนั้นทำให้ไคเลอร์เพียงแค่ยิ้มมุมปากบางๆ ไม่ได้แย้งอะไร
แต่ก่อนที่บทสนทนาจะจบลง เสียงอีกเสียงก็แทรกเข้ามา
“เจ้านายครับ…”
ฟิลิกซ์โผล่หน้ามาจากด้านหลังเหมือนผีหลอก
“แต่เจ้าสาวของนายสวยมากๆเลยนะครับ”
เขายื่นหน้าเข้ามาใกล้สองคนอย่างไม่เกรงใจ
“ผมว่าต้องทำให้เจ้านายหวั่นไหวบ้างแหละ”
เจไดหันไปมองทันที สายตาเอือมระอาจนฟิลิกซ์หน้าเจื่อน
“นายอยากลงไปคุยกับปลาหมึกในน้ำมั้ย ยุ่งไม่เข้าเรื่อง”
ฟิลิกซ์ยิ้มแหยทันที
“แฮร่… ไม่อยากครับ”
เขารีบยกมือเกาศีรษะ
“เดี๋ยวผมไปดูข้างหลังเรือหน่อยดีกว่า”
พูดจบก็รีบเผ่นออกไปทันที
เจไดส่ายหัวไปมาเบาๆอย่างเอือมระอา
วันๆเขาต้องปวดหัวกับฟิลิกซ์ไม่ต่ำกว่าสามรอบ
ถ้าไม่ติดว่าฝีมือดีและไว้ใจได้ที่สุดในทีม
เขาคงจับย้ายไปยืนเฝ้าประตูเป็น รปภ. ให้รู้แล้วรู้รอดไปนานแล้ว
หนึ่งเดือนต่อมา
โรงแรมหรูระดับห้าดาวถูกปิดชั้นบอลรูมทั้งชั้นเพื่อจัดงานแต่งของสองตระกูลใหญ่ โถงจัดเลี้ยงกว้างขวางถูกตกแต่งด้วยดอกไม้สีขาวนับพันดอก แขกผู้มีเกียรติจากวงการธุรกิจ นักการเมือง และคนใหญ่คนโตในสังคมต่างทยอยเดินทางมาร่วมงานไม่ขาดสาย
ด้านนอกห้องจัดเลี้ยง ทุกอย่างดูสมบูรณ์แบบ
แต่ภายในห้องรับรองเจ้าบ่าวอีกฝั่งหนึ่ง…
บรรยากาศกลับต่างออกไป
บนโต๊ะกระจกกลางห้องมีขวดวิสกี้ราคาแพงเปิดฝาทิ้งไว้
ร่างสูงของเจได ในชุดสูทเจ้าบ่าวสีดำสนิทนั่งเอนหลังอยู่บนโซฟาหนังหรู เนกไทถูกคลายออกเล็กน้อยเหมือนเจ้าตัวไม่ค่อยสนใจพิธีรีตองอะไรนัก
ในมือเขามีแก้ววิสกี้
น้ำสีอำพันในแก้วถูกยกขึ้นดื่มอย่างสบายอารมณ์ เหมือนคืนนี้เป็นแค่คืนธรรมดาคืนหนึ่ง ไม่ใช่คืนแต่งงานของตัวเอง
ไคเลอร์ที่ยืนอยู่ใกล้ๆ มองภาพนั้นแล้วส่ายหัวไปมา
“เฮียครับ อีกไม่ถึงครึ่งชั่วโมงจะเริ่มพิธีแล้วนะครับ”
เจไดไม่ได้ตอบอะไร เขาเพียงหมุนแก้วในมือช้าๆ มองน้ำแข็งที่กระทบกันเป็นเสียงเบา ก่อนจะยกขึ้นดื่มอีกอึก
ฟิลิกซ์ที่ยืนเฝ้าอยู่หน้าประตู พูดขึ้นเสียงเบาเหมือนกลัวโดนด่า
“เอ่อ…เจ้านายครับ ปกติเจ้าบ่าวเขาไม่ดื่มก่อนขึ้นเวทีหรอกนะครับ”
เจไดเหลือบตามอง
“ใครบอก”
ฟิลิกซ์รีบก้มหน้า
“ก็ไม่มีใครบอกครับ แต่ผมคิดเอาเอง”
“หุบปากของนายไปซะ ก่อนที่วันนี้จะกลายเป็นวันตกงานของนาย ”
“ครับ”
ฟิลิกซ์ตอบรับเสียงเบา เขาชินไปซะแล้วกับคำขู่ของเจ้านาย อยู่ด้วยกันมาก็หลายปี ไม่เห็นนายไล่เขาออกจริงๆซักที
@เบลล่า
ห้องสวีตชั้นบนสุดของโรงแรมหรู ถูกใช้เป็นห้องเตรียมตัวของเจ้าสาว บรรยากาศภายในห้อง เต็มไปด้วยดอกไม้สดสีขาวและชมพูอ่อนถูกจัดวางอยู่ทุกมุมห้อง
ช่างแต่งหน้าหลายคนกำลังเก็บรายละเอียดขั้นสุดท้ายอย่างระมัดระวัง
กลางห้องนั้น
ร่างของเจ้าสาวนั่งอยู่หน้ากระจก
ชุดแต่งงานสีขาวถูกตัดเย็บอย่างประณีต ผ้าลูกไม้บางเบาทอดยาวลงมาตามแขน กระโปรงยาวพริ้วไหวปูคลุมเก้าอี้จนแทบจะลากพื้น เพชรเม็ดเล็กบนตัวชุดสะท้อนแสงไฟระยิบระยับราวกับดวงดาว
เธอสวย…สวยจนแทบละสายตาไม่ได้
แต่ใบหน้าที่สะท้อนอยู่ในกระจกนั้น
กลับนิ่งสนิท ไม่มีแม้แต่รอยยิ้ม
“เจ้าสาวสวยมากค่ะ สมกับเป็นงานแต่งสุดอลังการของปี หรือในรอบหลายปีเลยนะคะเนี่ย” เสียงช่างเอ่ยชม แน่นอนมันต้องอลังการ เพราะปู่เธอต้องการให้มันเป็นแบบนั้นอยู่แล้ว
ดวงตาคู่งามมองภาพตัวเองในกระจกอย่างเงียบงัน เหมือนคนที่กำลังพยายามทำความเข้าใจกับสถานการณ์ตรงหน้า
หนึ่งเดือนก่อน
เธอยังใช้ชีวิตของตัวเองตามปกติ
แต่วันนี้…
เธอกำลังจะกลายเป็นเจ้าสาวของงานแต่งงานที่ยิ่งใหญ่ที่สุดงานหนึ่งของสองตระกูล
เสียงเปิดประตูห้องเบาๆ ทำให้คนในห้องหันไปมอง
พ่อของเธอเดินเข้ามาพร้อมบอดี้การ์ดที่ยืนรออยู่ด้านนอก
ทันทีที่เห็นลูกสาวในชุดเจ้าสาว ชายวัยกลางคนก็นิ่งมองอยู่ครู่หนึ่ง
“วันนี้ลูกสาวพ่อสวยมาก”
เสียงของเซบัสเตียนผู้เป็นพ่อสั่นเล็กน้อย
ช่างแต่งหน้าค่อยๆ ถอยออกไปอย่างรู้หน้าที่ ปล่อยให้สองพ่อลูกได้คุยกันตามลำพัง
พ่อเดินเข้ามาหยุดยืนด้านหลังเก้าอี้ ก่อนจะมองลูกสาวผ่านกระจก
“แขกมาครบแล้ว อีกไม่นานก็จะเริ่มพิธี”
เธอไม่ได้หันกลับไปมอง
เพียงพยักหน้าเบาๆเท่านั้น
“ค่ะ”
เสียงตอบสั้นๆ
ชายวัยกลางคนเงียบไปครู่หนึ่งก่อนจะพูดต่อ
“การแต่งงานครั้งนี้สำคัญกับตระกูลเรามากนะลูก พ่อหวังว่ามันจะผ่านไปได้ด้วยดี”
คำพูดนั้นเหมือนเป็นการย้ำในสิ่งที่ทั้งสองคนรู้อยู่แล้ว
เจ้าสาวหลับตาลงชั่ววินาที ก่อนจะลืมขึ้นมาอีกครั้ง
ดวงตาที่มองกระจกยังคงนิ่งเหมือนเดิม
ไม่มีความตื่นเต้น และไม่มีความเขินอายแบบเจ้าสาวทั่วไป
มีเพียงความเงียบ…ที่ดูเหมือนการยอมรับอะไรบางอย่าง
พ่อวางมือบนไหล่เธอเบาๆ
“พ่อขอโทษนะลูก การแต่งงานที่ครั้งหนึ่งในชีวิต
ลูกควรจะมีความสุขและรอยยิ้มภูมิใจ ”
เซบัสเตียนพูดอย่างรู้สึกผิด
“ไม่เป็นไรค่ะพ่อ พอครอบครัวของเราพ้นวิกฤต
ถึงวันนั้น หนูค่อยเริ่มต้นใหม่ก็ยังไม่สาย ”
พ่อเงียบไปซักพัก
“ แต่ถ้าเป็นไปได้ พ่อก็ไม่อยากให้ลูกต้องเริ่มต้นใหม่ และถ้าเป็นไปได้ พ่ออยากให้ลูกให้โอกาสเจได ”
เบลล่ายิ้มขำ ทั้งที่แววตาของเธอไม่ได้ขำด้วยเลย จะให้เธอให้โอกาสผู้ชายแบบนั้น คิดว่าคงเป็นไปได้ยาก