ความเงียบสงัดเข้าปกคลุมโลกอย่างที่ไม่เคยเกิดขึ้นมาก่อนในประวัติศาสตร์สมัยใหม่ เมืองที่เคยสว่างไสวด้วยแสงไฟนีออนบัดนี้กลายเป็นเพียงเงามืดตะคุ่มใต้แสงดาวอันริบหรี่ ในความมืดมิดนั้น มนุษยชาติกำลังเผชิญกับบททดสอบที่โหดเหี้ยมที่สุด นั่นคือ "ความกลัวในสิ่งที่มองไม่เห็น"
ณ ศูนย์บัญชาการลับใต้ภูเขาหินแกรนิต เอเลน่า ยืนจ้องมองจอมอนิเตอร์ที่แสดงผลการสแกนจากดาวเทียมตรวจอากาศที่เหลืออยู่เพียงไม่กี่ดวง
ข้อมูลที่ปรากฏทำให้หัวใจของเธอเต้นผิดจังหวะ 'โพรบ' หรือยานสำรวจขนาดจิ๋วของพรานนิรนามจำนวนสามลำ กำลังลอยค้างอยู่ในวงโคจรค้างฟ้าเหนือมหาสมุทรแปซิฟิก พวกมันดูเหมือนลิ่มโลหะสีดำสนิทที่ไม่มีช่องหน้าต่างหรือเครื่องยนต์พ่นไฟออกมา แต่มันกลับขยับตัวได้อย่างอิสระและไร้เสียง
"พวกมันกำลังสแกนหาอะไรบางอย่างครับด็อกเตอร์" ผู้ช่วยวิจัยกระซิบราวกับกลัวว่าเครื่องมือสื่อสารจะหลุดรอดไปถึงหูของสิ่งเหล่านั้น
"สัญญาณสแกนของมันเป็นคลื่นความถี่ต่ำมากที่ทะลุทะลวงชั้นดินได้ลึกหลายกิโลเมตร ถ้ามันตรวจพบห้องนิรภัยหรือแหล่งพลังงานนิวเคลียร์ใต้ดินของเรา... ทุกอย่างจบเห่แน่"
เอเลน่ามองดู 'ผลึกพรางวิถี' ที่ตั้งอยู่กลางห้อง มันกำลังเรืองแสงสีม่วงจางๆ และสั่นสะเทือนเบาๆ ราวกับกำลังตอบโต้กับการสแกนของศัตรู
"ผลึกนี้ไม่ได้แค่บังตาพวกมัน แต่มันกำลัง 'บิดเบือน' ข้อมูลที่พวกมันได้รับ"เธอวิเคราะห์พลางพิมพ์รหัสลงบนคีย์บอร์ดที่บุด้วยวัสดุกันเสียง
"เราต้องส่ง 'สัญญาณลวง' ที่มีลักษณะเหมือนภูเขาไฟระเบิดหรือการเคลื่อนตัวของเปลือกโลกตามธรรมชาติ เพื่อกลบเกลื่อนร่องรอยการทำงานของเครื่องจักรกลมนุษย์"
ในขณะที่โลกกำลังดิ้นรนซ่อนตัวอยู่ใต้ผ้าห่มแห่งความมืด ในห้วงอวกาศอันไกลโพ้น ยานรบที่พังยับเยินของ ซอลตาร์ (Zoltar) กำลังลอยเคว้างอยู่ขอบเนบิวลาสีเลือด ระบบพยุงชีพของเขาเหลือพลังงานเพียง 2% เท่านั้น
ร่างกายอันมหึมาของเขาเริ่มเข้าสู่สภาวะจำศีลลึกเพื่อรักษาพลังงานสุดท้ายไว้ กระดูกที่แข็งแกร่งกว่าเพชรเริ่มเย็นเยียบจนเกิดเกล็ดน้ำแข็งเกาะตามผิวหนังโลหะ แขนทั้งสี่กอดอกแน่น ดวงตาหลายคู่ปิดสนิทเหลือเพียงดวงตาคู่เล็กที่สุดที่ยังคอยเฝ้าระวังภัยในโหมดประหยัดพลังงาน
ทันใดนั้น เสียงเตือนเบาๆ ดังขึ้นจากเครื่องรับสัญญาณที่ซอลตาร์ดัดแปลงไว้ก่อนหลับไป มันไม่ใช่รหัสจากเพื่อนของเขา แต่เป็นสัญญาณสแกนความเข้มข้นสูงที่กวาดผ่านซากยานของเขาไปอย่างรวดเร็ว
ซอลตาร์ลืมตาทุกดวงขึ้นพร้อมกัน พลังจิตของเขาสัมผัสได้ถึงความกดดันที่คุ้นเคย... ความกดดันของ "ผู้ล่าที่แท้จริง"
หน้าจอด้านหน้าปรากฏภาพยานอวกาศขนาดเล็กรูปทรงเพรียวบางที่ดูคล้ายเข็มเย็บผ้าสีเงิน มันไม่ใช่ยานสำรวจทั่วไป แต่มันคือ 'ยานเพชฌฆาตสายตรวจ' ของพรานป่ามืดที่ถูกส่งมาเพื่อ 'เก็บกวาด' เศษซากที่เหลือจากการลั่นไกครั้งแรก ยานลำนั้นกำลังชะลอความเร็วลงและหมุนตัวกลับมาหาซากยานของเขา
"เจ้าพวกนี้... กัดไม่ปล่อยจริงๆ"ซอลตาร์คำรามในใจ แขนทั้งสี่ขยับอย่างยากลำบากท่ามกลางความหนาวเหน็บ เขาไม่มีอาวุธเหลืออยู่เลย ระบบวาร์ปพัง ปีกยานขาดหาย สิ่งเดียวที่เขาเหลืออยู่คือ 'ร่างกาย' และ 'ความฉลาดหลักแหลม' ของนักรบที่ผ่านสมรภูมิจักรวาลมานับร้อย
เขารู้ดีว่าถ้าเขาถูกจับได้ พรานพวกนี้จะสกัดเอาข้อมูลพิกัดของดาวโลกออกมาจากสมองของเขาได้อย่างแน่นอน เขาต้องเลือก: จะยอมตายไปพร้อมกับซากยาน หรือจะสู้ด้วยวิถีทางสุดท้ายที่เขาเคยสาบานว่าจะไม่ใช้มันอีก
ซอลตาร์หลับตาลงรวบรวมพลังจิตทั้งหมดที่มี แผ่ซ่านเข้าไปในแกนพลังงานปฏิสสารที่เหลืออยู่เพียงน้อยนิด เขาไม่ได้กระตุ้นให้มันระเบิด แต่เขาใช้พลังจิต 'ดัดแปลงรหัสพันธุกรรมของเครื่องจักร' ให้มันทำงานในโหมดที่เรียกว่า 'เสียงสะท้อนว่างเปล่า' (The Void Echo)
เมื่อยานเพชฌฆาตสีเงินเคลื่อนเข้ามาใกล้ในระยะไม่กี่กิโลเมตร และเริ่มส่งลำแสงดึงดูดออกมาเพื่อลากซากยานไปตรวจสอบ ทันใดนั้น ซากยานของซอลตาร์ก็ระเบิดคลื่นพลังงานสีดำทมิฬออกมา
มันไม่ใช่แรงระเบิดที่ทำลายล้างสสาร แต่เป็นคลื่นที่ลบเลือนข้อมูลทุกอย่างในรัศมีรอบตัว ยานของศัตรูพลันเสียการควบคุม ระบบคอมพิวเตอร์ล่มสลาย และนักบินในยานลำนั้นถูกแรงอัดทางจิตของซอลตาร์จนหมดสติไปในทันที
ซอลตาร์ใช้แขนที่แข็งแกร่งกระแทกฝาครอบห้องนักบินจนหลุดออก เขาทะยานร่างยักษ์ออกสู่ความว่างเปล่าโดยไม่มีชุดอวกาศ ผิวหนังที่หนาแน่นและวิวัฒนาการมาเพื่อทนแรงอัดทำให้เขาเคลื่อนที่ในสุญญากาศได้ชั่วคราว เขาใช้แรงเหวี่ยงจากซากยานเก่าพุ่งเข้าหาจ่อยานสีเงินของศัตรูเหมือนกระสุนมนุษย์
เคร้ง!!!
แขนทั้งสี่ของเขายึดเกาะกับผิวเรียบลื่นของยานเพชฌฆาตไว้แน่น เขาคำรามออกมาไร้เสียงในสุญญากาศ ก่อนจะใช้พละกำลังมหาศาลฉีกกระชากฝาครอบยานของพรานออกด้วยมือเปล่า!
"จากผู้ถูกล่า... บัดนี้ข้าจะขอเป็นพรานบ้าง!"
ซอลตาร์บุกเข้าไปในยานลำเล็กนั้น เขาพบสิ่งมีชีวิตรูปร่างผอมบางที่มีดวงตาเดียวขนาดใหญ่ที่กำลังตกตะลึง เขาไม่ได้ฆ่ามันในทันที แต่ใช้พลังจิตสะกดข่มมันไว้ และสิ่งที่เขาพบในฐานข้อมูลของยานลำนี้ทำเอาเขาต้องตัวสั่นเทา...
พรานป่ามืดไม่ได้มีแค่กลุ่มเดียว และพวกมันกำลังวางแผนที่จะ 'กวาดล้างทั้งระบบสุริยะ' ไม่ใช่แค่โลกดวงเดียว เพราะพวกมันตรวจพบว่ามีการใช้เทคโนโลยีพรางตัวระดับสูง ซึ่งเป็นสัญญาณของอารยธรรมที่อาจเป็นภัยคุกคามในอนาคต
"เอเลน่า... เจ้าซ่อนตัวได้ดีเกินไป จนพวกมันเริ่มสงสัย" ซอลตาร์พึมพำขณะที่เขายึดครองยานเพชฌฆาตลำใหม่ "แต่ข้าจะไม่ยอมให้กรงเล็บของพวกมันเอื้อมไปถึงพวกเจ้า"
เขานำยานลำใหม่หันหัวมุ่งหน้ากลับไปยังทิศทางของระบบสุริยะ แต่ครั้งนี้เขาไม่ได้ไปเพื่อหนี... เขาไปเพื่อเตรียมการทำสงครามพรางตัวที่ซับซ้อนกว่าเดิม สงครามที่มนุษย์จะต้องเรียนรู้ว่า บางครั้งการซ่อนตัวที่ดีที่สุด คือการลุกขึ้นมาล่าพรานก่อนที่พรานจะล่าเรา