ความเงียบงันที่น่าอึดอัดปกคลุมห้องวิจัยใต้ดินหลังจากคำประกาศของ ซอลตาร์ (Zoltar) ยักษ์สี่แขนผู้ทรงพลัง แววตาหลายคู่ของเขาสั่นไหวด้วยความเคร่งเครียดซึ่งขัดกับร่างกายที่ดูแข็งแกร่งร่วมกับขุนเขา
แขนทั้งสี่ของเขากำแน่นจนกล้ามเนื้อบิดเป็นเกลียว น้ำหนักมหาศาลที่กดทับลงบนพื้นคอนกรีตทำให้เกิดรอยร้าวลึกที่ขยายตัวออกไปทุกทิศทาง ราวกับว่าแม้แต่แผ่นดินของโลกก็ไม่อาจรองรับความจริงอันหนักอึ้งที่เขาเพิ่งเอ่ยออกมาได้
"กฎแห่งป่ามืด..." นายพลพึมพำ น้ำเสียงที่เคยเฉียบขาดบัดนี้สั่นเครือ "คุณกำลังจะบอกว่า จักรวาลที่กว้างใหญ่ขนาดนี้... ไม่มีใครต้องการมิตรภาพเลยงั้นเหรอ?"
ซอลตาร์ก้มมองมนุษย์ตัวจิ๋วด้วยดวงตาคู่ที่มองเห็นความร้อน เขาเห็นกระแสเลือดที่สูบฉีดด้วยความหวาดกลัว "มิตรภาพคือความหรูหราของเผ่าพันธุ์ที่ยังไม่เคยเห็นจุดจบของดวงดาว ในป่าที่มืดมิดและหนาวเหน็บนี้ ทุกอารยธรรมคือพรานที่ถือปืนซ่อนตัวอยู่หลังต้นไม้ เราไม่รู้ว่าใครเป็นมิตรหรือศัตรู และเราไม่รู้ว่าใครจะพัฒนาเทคโนโลยีขึ้นมาทำลายเราได้ในวันหน้า ทางเลือกที่ปลอดภัยที่สุด... คือการกำจัดทุกสิ่งที่ส่งเสียงออกมาให้หายไปตลอดกาล"
ทันใดนั้น เสียงสัญญาณเตือนภัยระดับสูงสุดก็ดังระงมไปทั่วฐานทัพ หน้าจอมอนิเตอร์นับสิบเครื่องในห้องควบคุมพลันเปลี่ยนภาพจากแผนที่ภายในฐานกลายเป็นภาพความโกลาหลเบื้องบน
"นายพลครับ! มีการบุกรุกจากภายนอก! ฝูงชนและนักข่าวหลายสำนักบุกเข้ามาถึงเขตกักกันแล้ว!" เจ้าหน้าที่สื่อสารตะโกนด้วยความลนลาน "พวกเขาใช้โดรนบินข้ามรั้วไฟฟ้า และมีใครบางคนเจาะระบบถ่ายทอดสดจากภายในฐาน... ภาพของแขกผู้มาเยือนกำลังถูกส่งออกไปทั่วโลกในตอนนี้ครับ!"
บนหน้าจอขนาดใหญ่ ปรากฏภาพของซอลตาร์ที่กำลังยืนตระหง่านอยู่กลางห้องโถงวิจัย ร่างกายที่สูงกว่ามนุษย์ 7 เท่า และรูปลักษณ์ที่ดูไม่เหมือนสิ่งมีชีวิตบนโลกปรากฏแก่สายตาประชากรนับพันล้านคนในพริบตาเดียว แสงแฟลชจากโดรนที่บินว่อนอยู่เหนือปล่องระบายอากาศสะท้อนกับผิวหนังโลหะของเขา
ซอลตาร์เงยหน้ามองกล้องเหล่านั้นด้วยดวงตาหลายคู่ที่ขยายกว้าง "พวกโง่เขลา..." เขาครางต่ำ เสียงของเขาสั่นสะเทือนไปถึงขั้วหัวใจของผู้ที่ได้ยินผ่านหน้าจอโทรทัศน์และสมาร์ทโฟนทั่วโลก "พวกเจ้าไม่ได้แค่จุดไฟเรียกพราน... แต่พวกเจ้ากำลังกระโดดโลดเต้นท่ามกลางกองไฟเพื่อให้มั่นใจว่าไม่มีใครมองข้ามพิกัดนี้ไปได้!"
เขาก้าวเดินตรงไปยังประตูเหล็กกล้าขนาดมหึมาที่ถูกปิดตาย แขนทั้งสี่ของเขากระแทกเข้ากับประตูเหล็กหนาหลายฟุตจนเกิดเสียงดังสนั่นหวั่นไหวราวกับเสียงฟ้าผ่า แรงกระแทกนั้นทำให้ประตูเหล็กบุบเบี้ยวเหมือนเศษกระดาษ
"หยุดเถอะ ซอลตาร์!" เสียงหนึ่งดังขึ้นจากกลุ่มนักวิทยาศาสตร์ที่ยืนตัวสั่นอยู่มุมห้อง
เอเลน่า นักวิทยาศาสตร์สาวสาขาดาราศาสตร์ฟิสิกส์ ผู้เป็นคนแรกที่พยายามสื่อสารกับเขาด้วยท่าทีที่เป็นมิตร ก้าวออกมาข้างหน้าอย่างกล้าหาญ แม้ว่าร่างของเธอจะสูงไม่ถึงหัวเข่าของยักษ์สี่แขนผู้นี้ด้วยซ้ำ
ซอลตาร์ชะงัก แขนข้างหนึ่งที่กำลังจะฟาดประตูอีกรอบหยุดค้างกลางอากาศ เขาก้มมองเธอด้วยดวงตาคู่ที่มองเห็นแสงปกติ "เจ้า... มนุษย์ผู้เชื่อในแสงดาวที่ไม่มีจริง"
"ฉันรู้ว่าคุณกลัว และฉันเริ่มเข้าใจกฎที่คุณพูดถึงแล้ว" เอเลน่าพูดพลางชูมือขึ้นเพื่อแสดงเจตนาบริสุทธิ์ "แต่ถ้าคุณหนีไปตอนนี้ โลกของเราจะไม่มีทางรอดเลย เราไม่มีเทคโนโลยีที่จะปกปิดร่องรอยตัวเองได้ทันเวลา ถ้าพรานป่าที่ว่านั่นกำลังเดินทางมา... เราก็เป็นเพียงลูกนกที่รอความตายในรัง"
ซอลตาร์นิ่งเงียบไปนานจนดูเหมือนประติมากรรมหินขนาดใหญ่ พลังจิตของเขาแผ่ออกไปสัมผัสกับจิตใจของเอเลน่า เขาไม่พบความละโมบหรือความโหยหาอำนาจในแววตาของเธอ มีเพียงความห่วงใยในเผ่าพันธุ์ที่กำลังหลงทาง
"ระยะทาง... ยังคงเป็นพันธมิตรของพวกเจ้า" ซอลตาร์เอ่ยด้วยน้ำเสียงที่ลดความก้าวร้าวลง "ดาวที่มีสิ่งมีชีวิตนั้นอยู่ห่างไกลกันมหาศาล สัญญาณวิทยุที่พวกเจ้าส่งออกไปอาจต้องใช้เวลาหลายร้อยปีกว่าจะถึงหูของพรานที่ทรงพลังที่สุด แต่การที่มี 'วัตถุแปลกปลอม' ขนาดมหึมาอย่างยานของข้าตกลงมา มันจะสร้างความปั่นป่วนในระนาบพลังงานที่พรานในเงามืดสามารถตรวจจับได้เร็วกว่าสัญญาณวิทยุหลายเท่านัก"
เขาลดแขนทั้งสี่ลง ก่อนจะใช้ปลายนิ้วที่ดูเหมือนแท่งโลหะเรียวยาว แตะลงบนแผงควบคุมที่อกของเขาเบาๆ ทันใดนั้น วัตถุทรงเหลี่ยมสีดำสนิทที่ดูเหมือนหลุมดำขนาดจิ๋วก็ลอยออกมาจากเกราะหน้าอกของเขา มันดูดซับแสงรอบข้างจนมืดสนิทราวกับความว่างเปล่า
"นี่คือ 'ผลึกพรางวิถี' (Shrouding Crystal)" ซอลตาร์ส่งมันให้เอเลน่าด้วยความระมัดระวังสูงสุด "มันเป็นเทคโนโลยีที่ดัดแปลงกฎฟิสิกส์เพื่อดูดซับสัญญาณแม่เหล็กไฟฟ้าและคลื่นความร้อนในรัศมีที่กว้างพอจะปกคลุมชั้นบรรยากาศของดาวดวงนี้ได้บางส่วน มันจะทำให้โลกของพวกเจ้าดูเหมือน 'ก้อนหินที่ตายแล้ว' ในสายตาของพรานส่วนใหญ่"
เอเลน่ารับมันมาด้วยมือที่สั่นเทา เธอรู้สึกถึงน้ำหนักที่เกินจริงของวัตถุขนาดเล็กชิ้นนี้ "ขอบคุณ... แล้วคุณล่ะ?"
ซอลตาร์หันไปทางประตูที่บิดเบี้ยว "ข้าต้องไปจากที่นี่ ข้าคือผู้ลี้ภัยที่มีศัตรูจดจำลายเซ็นพลังงานได้แม่นยำที่สุด การอยู่บนโลกนี้ต่อไปจะยิ่งเร่งวันตายให้พวกเจ้า ข้าจะนำยานออกสู่ห้วงลึกของพื้นที่ว่างเปล่า เพื่อเบี่ยงเบนความสนใจจาก 'สายตา' ที่อาจกำลังมองมาที่พิกัดนี้"
เขาหันกลับมามองกล้องถ่ายทอดสดของนักข่าวที่ยังคงบินว่อนอยู่รอบๆ "จงจำไว้... มนุษยชาติ ความเงียบคือความเมตตาที่พวกเจ้ามอบให้แก่กันและกัน อย่าให้ใครรู้ว่าพวกเจ้าอยู่ที่นี่อีก"
สิ้นเสียงนั้น ซอลตาร์ก็ระเบิดพลังกายมหาศาลออกมา แขนทั้งสี่กระแทกผนังห้องโถงจนพังทลาย เขาทะยานร่างหนักหลายตันมุ่งหน้าสู่ลานจอดที่ยานรบของเขาจอดอยู่ ทิ้งไว้เพียงคำเตือนที่เป็นดั่งแผลเป็นในใจของคนทั้งโลก และผลึกสีดำในมือของหญิงสาวที่อาจเป็นทางรอดเพียงหนึ่งเดียวของโลกใบนี้