ซากยานรบหกเหลี่ยมสั่นสะท้านอย่างต่อเนื่อง ระบบพยุงชีพส่งเสียงเตือนแหลมต่ำที่บ่งบอกว่าออกซิเจนเหลือน้อยเต็มที ซอลตาร์ (Zoltar) ใช้แขนที่ยังใช้งานได้ดีอยู่สามข้างยันตัวขึ้นจากแผงควบคุมที่แตกละเอียดยับเยิน
ของเหลวสีเขียวเข้มอันเป็นเลือดที่มีธาตุเหล็กหนาแน่นของเขาไหลซึมลงบนพื้นห้องนักบินที่มีคราบน้ำแข็งเกาะตัวเนื่องจากระบบทำความร้อนล้มเหลว ดวงตาหลายคู่ของเขาพยายามโฟกัสไปที่ข้อความรหัสลับที่กะพริบบนหน้าจอที่ร้าวระแหง
“ซอลตาร์... เจ้ายังอยู่หรือไม่? เราพบที่พรางตัวแห่งใหม่แล้ว... พิกัดเนบิวลาทมิฬ เขตแดนที่เจ็ด...”
มันคือสัญญาณจาก 'อาร์คอส' (Arkos) สหายรบคนสนิทที่แยกทางกันไประหว่างการหลบหนีครั้งใหญ่เมื่อหลายปีก่อน ความหวังวูบหนึ่งจุดประกายขึ้นในอกที่กว้างขวางของเขา
ซอลตาร์รู้ดีว่าเนบิวลาทมิฬคือพื้นที่ที่เต็มไปด้วยฝุ่นผงดาราจักรหนาทึบจนแสงและเรดาร์ทุกชนิดไม่อาจส่องทะลุได้ มันคือ "หลุมหลบภัยทางธรรมชาติ" ที่ดีที่สุดในกาแล็กซีนี้
แต่ก่อนที่เขาจะส่งสัญญาณตอบกลับ เขากลับชะงัก แขนข้างที่เหลืออยู่แตะลงบนเซ็นเซอร์ตรวจจับมิติที่ยังทำงานอยู่อย่างเบามือ เขาสัมผัสได้ถึงแรงสั่นสะเทือนบางอย่างที่แฝงมากับคลื่นวิทยุรหัสลับนั้น... มันมี 'เสียงสะท้อน' ที่ผิดปกติ
"กับดัก..." ซอลตาร์พึมพำผ่านลำคอที่แห้งผาก ดวงตาคู่ที่มองเห็นพลังงานแม่เหล็กไฟฟ้าหรี่ลง เขาเริ่มวิเคราะห์คลื่นสัญญาณอย่างละเอียด และพบว่าภายใต้รหัสลับของอาร์คอส มี "ไมโครสแปม" หรือจุดสัญญาณขนาดจิ๋วที่ซ้อนทับอยู่ มันคือลายเซ็นพลังงานของ 'พรานผู้ล่า' ที่เฝ้าติดตามร่องรอยของผู้ลี้ภัยมาตลอด
พรานไม่ได้แค่ยิงกระสุนอนุภาคใส่เขา แต่มันกำลังใช้เพื่อนของเขาเป็น 'เหยื่อล่อ' เพื่อลากเอาผู้รอดชีวิตทั้งหมดออกมาจากที่ซ่อน
"พวกเจ้าช่างเลือดเย็นนัก" ซอลตาร์กัดฟัน แขนคู่ล่างเริ่มป้อนคำสั่งลบข้อมูลพิกัดของโลกทิ้งอย่างถาวรในหน่วยความจำสำรองของยาน เพื่อป้องกันไม่ให้ศัตรูที่อาจเข้ามายึดซากยานในอนาคตตรวจพบทางกลับไปยังระบบสุริยะ
ตัดกลับมาที่โลก... ความเงียบสงบที่เอเลน่าและรัฐบาลโลกสร้างขึ้นเริ่มส่งผลกระทบที่มองเห็นได้ชัดเจนขึ้น ท้องฟ้าเหนือเมืองใหญ่ทั่วโลกมืดสนิทลงอย่างที่ไม่เคยเป็นมานับศตวรรษ ในกรุงนิวยอร์ก โตเกียว และลอนดอน
ผู้คนเริ่มออกมาเงยหน้ามองท้องฟ้าและเห็นทางช้างเผือกด้วยตาเปล่าเป็นครั้งแรก แต่มันไม่ใช่การมองด้วยความชื่นชมเหมือนในอดีต มันคือการมองด้วยความระแวดระวัง
เอเลน่านั่งอยู่ในห้องวิจัยที่สว่างเพียงแสงสลัวจากหน้าจอคอมพิวเตอร์ เธอตรวจพบว่า 'ผลึกพรางวิถี' เริ่มส่งผลกระทบแปลกๆ ต่อชั้นบรรยากาศ มันไม่ได้แค่พรางคลื่นวิทยุ แต่มันเริ่มสร้าง "ชั้นเมฆประดิษฐ์" ที่สะท้อนแสงอาทิตย์กลับออกไปสู่อวกาศมากขึ้น ทำให้โลกเริ่มเย็นตัวลงอย่างรวดเร็ว
"ด็อกเตอร์ครับ ถ้าเรายังคงใช้ผลึกนี้ในระดับสูงสุด โลกอาจจะเข้าสู่ยุคน้ำแข็งย่อมๆ ในเวลาไม่เกินห้าปีนะครับ" ผู้ช่วยวิจัยรายงานด้วยน้ำเสียงกังวล "เราต้องเลือก... ระหว่างการถูกพรานตรวจพบ หรือการตายเพราะความหนาวเหน็บ"
เอเลน่านิ่งเงียบ เธอเดินไปที่ผลึกสีดำที่ตั้งอยู่ใจกลางห้อง มันยังคงหมุนวนอย่างสงบ "ซอลตาร์บอกเราว่าความเงียบคือมิตร... แต่เขาไม่ได้บอกว่าราคาของมันคืออะไร"เธอยกมือขึ้นแตะผิวสัมผัสที่เย็นเยียบของผลึก
"เราต้องหาวิธี 'ปรับสมดุล' เราต้องสร้างสัญญาณลวงที่กระจายออกไปในทิศทางอื่น เพื่อให้พรานคิดว่าเราเป็นเพียงดาวเคราะห์หินที่ไร้เสถียรภาพ ไม่ใช่ดาวที่มีอารยธรรม"
ในขณะนั้นเอง สัญญาณเตือนภัยจากสถานีสังเกตการณ์ดวงจันทร์ก็ดังขึ้น มีวัตถุขนาดเล็กจำนวนมากกำลังเคลื่อนเข้าสู่เขตวงโคจรของโลก มันไม่ใช่ยานรบ แต่เป็น 'โพรบ' (Probe) หรือยานสำรวจขนาดจิ๋วที่เงียบเชียบและพรางตัวได้ดีเยี่ยม
"พวกมันส่ง 'สุนัขล่าเนื้อ' มาตรวจสอบพิกัดที่กระสุนอนุภาคเพิ่งพลาดเป้าไปครับ!" ผู้ช่วยตะโกน
เอเลน่ารู้ดีว่านี่คือบททดสอบแรกของม่านหมอกที่ซอลตาร์สร้างไว้ หากโพรบเหล่านั้นตรวจพบความผิดปกติเพียงนิดเดียว โลกจะถูกทำลายทิ้งทันที "ปิดระบบไฟฟ้าสำรองทั้งหมด! ให้ทุกเมืองเข้าสู่ภาวะ Blackout (มืดมิด) 100 เปอร์เซ็นต์เดี๋ยวนี้! ห้ามใครจุดไฟแม้แต่ดวงเดียว!"
โลกทั้งใบดับวูบลงในพริบตา ท่ามกลางความมืดมิดนั้น โพรบของผู้ล่าบินผ่านชั้นบรรยากาศโลกไปอย่างช้าๆ พวกมันสแกนหาคลื่นความร้อนและสัญญาณแม่เหล็กไฟฟ้า แต่สิ่งที่พวกมันพบมีเพียงความว่างเปล่าและอุณหภูมิที่หนาวเย็นจัดจากผลึกพรางวิถี
ในอวกาศอันไกลโพ้น ซอลตาร์ตัดสินใจส่งสัญญาณตอบกลับเพื่อนของเขา แต่ไม่ใช่พิกัดที่แท้จริง เขาใช้พลังงานเฮือกสุดท้ายสร้างสัญญาณปลอมที่ชี้ไปยังหลุมดำขนาดยักษ์ที่อยู่ใกล้ที่สุด
"อาร์คอส... ถ้าเจ้าคือเพื่อนข้าจริง เจ้าจะเข้าใจว่าทำไมข้าถึงส่งเจ้าไปที่นั่น" ซอลตาร์พึมพำ "และถ้าเจ้าคือศัตรูที่ปลอมตัวมา... จงหายไปในขอบฟ้าเหตุการณ์ซะ"
ทันทีที่ส่งสัญญาณเสร็จ ซอลตาร์ก็กดปุ่มทำลายตัวเองของระบบสื่อสาร ยานของเขาค่อยๆ ดับเครื่องยนต์ทุกอย่างลงเพื่อเข้าสู่สภาวะ 'ลอยเคว้ง' อย่างสมบูรณ์
เขาจะกลายเป็นเพียงเศษซากอวกาศที่ไม่มีใครสนใจ ท่ามกลางความมืดมิดที่หนาวเหน็บ แขนทั้งสี่ของเขากอดตัวเองไว้เพื่อรักษาความอบอุ่นสุดท้าย ดวงตาหลายคู่ของเขาเริ่มหลับลงช้าๆ
"มนุษย์... ข้าทำได้เพียงเท่านี้ ที่เหลือคือหน้าที่ของพวกเจ้าที่จะต้องเรียนรู้... ว่าจะซ่อนตัวในป่านี้อย่างไรไม่ให้กลายเป็นเหยื่อ"เขากำลังจะเข้าสู่การหลับจำศีลที่ยาวนาน