ภาพที่เปลี่ยนไปจากถนนกับตึกสูงเป็นถนนรอบข้างมีบ้านหลังเดี่ยว ตึกอาคารสองหรือสามชั้น มีร้านต่างๆ เล็กๆ บ้างเป็นระยะ กระทั่งสองข้างทางเริ่มโล่งมีต้นไม้เขียวครึ้มบ้านแต่ละหลังห่างกันมากขึ้น แล้วในที่สุดรถก็เลี้ยวเข้ามาในสถานที่หนึ่งซึ่งมีประตูใหญ่ด้านบนเป็นประติมากรรมสวยงาม เพียงเท่านี้แพรรินก็รู้ทันทีว่าเธอถูกพามาที่ไหน เพราะตอนเด็กแม่ของเธอมักจะพาไปที่คล้ายแบบนี้บ่อยๆ
วัดไทย
หญิงสาวหันขวับมามองคนข้างตัว ดวงตากลมโตฉายแววหวาดหวั่นอย่างเห็นได้ชัด จนคนที่นั่งเงียบมาตลอดทางเอ่ยเสียงราบเรียบหากก็เจือด้วยความเห็นใจบางเบา
“อาวุธต้องดูแลความเรียบร้อยที่นี่ และผมก็ต้องมาที่นี่ก่อนเหมือนกัน”
มาถึงตรงนี้แพรรินสังเกตเห็นแววแห่งความเจ็บปวดเสียใจพาดผ่านดวงตาคม ซึ่งเป็นครั้งแรกที่เขาดูจะไม่ปิดบังความรู้สึกนั้นไว้หลังใบหน้าคมหล่อเหลาที่เรียบสนิท ทว่าเพียงชั่วครู่ชายหนุ่มก็หันไปอีกด้านพร้อมกับประตูที่เปิดออกโดยคนของเขา เขายื่นแฟ้มให้ดนัยซึ่งเธอจำชื่อคนของเขาได้ทั้งหมดอย่างไม่ยากเย็นนัก เมื่อชายหนุ่มออกไปยืนด้านนอกแพรรินก็ขยับตามแล้วก้าวลงไป
ร่างบางยืนนิ่งหลังจากลงรถ ลานจอดรถนี้มีรถค่อนข้างเยอะ แล้วก็เห็นคนของเขาอีกสี่คนยืนรอชายหนุ่มอยู่แล้ว ร่างสูงใหญ่ก้าวนำเธอไปทันทีทว่าแพรรินกลับก้าวขาไม่ออก รู้สึกขอบตาร้อนผ่าว ไม่อยากเดินต่อเลยสักนิด เธอยังไม่พร้อม ใจดวงน้อยปวดหนึบทั้งกลัวทั้งหวาดหวั่นกับสิ่งที่รออยู่ ทว่าในขณะที่ความเสียใจกำลังเริ่มหลั่งรินสายตาของแพรรินก็รับภาพของคนที่เธอเชื่อใจรองจากผู้เป็นพ่อ
อาวุธเป็นชายวัยกลางคนร่างสูง ผิวขาว ตาชั้นเดียว เพราะเป็นคนไทยเชื้อสายจีน ตัวไม่ใหญ่หนาหากก็ล่ำสันและยังแข็งแรง เขาก้าวเร็วๆ ตรงมายังจุดที่แพรรินยืนอยู่ หยุดก้มหัวให้ผู้ชายที่แนะนำตัวเองว่าภาคิมเล็กน้อยแล้วหันมาที่เธอ แววตาของคนที่สูงอายุกว่ามองเธออย่างเป็นห่วงเป็นใย
“คุณ...เอ่อ เดินทางเรียบร้อยดีใช่ไหมครับ”
เขาถามโดยที่ไม่กล้าเรียกเธอว่า ‘คุณหนู’ ขณะที่แพรรินอยากโผเข้าไปกอดลุงวุธแล้วร้องไห้หนักๆ แต่ไม่อาจทำได้เพราะมันอาจเพิ่มสงสัยและสนใจในความสนิทสนมของเธอกับคนสนิทของพ่อสำหรับสายตาของคนที่มองอยู่
“ค่ะ”
เธอตอบได้เพียงเท่านั้น น้ำเสียงสั่นเครือจนปิดไม่มิด แถมน้ำตายังเริ่มเอ่อล้นจนต้องยกมือขึ้นปาดออก หากคนสูงวัยก็ทำได้เพียงส่งสายตาให้กำลังใจก่อนจะหันไปทางภาคิม
“ผมต้องขอบคุณคุณภาคิมจริงๆ ครับ ที่ช่วยดูแลเป็นธุระให้”
อาวุธพูดกับชายหนุ่มด้วยน้ำเสียงนิ่งหากก็ให้เกียรติอีกฝ่าย ไม่ได้แข็ง แต่ก็ไม่ได้อ่อน ดูเหมือนจะเป็นทางการมากกว่าสนิทสนมคุ้นเคยกัน
“ไม่เป็นไร ก็...ธุระ...สำคัญนี่นา ผมยินดี”
ภาคิมเหลือบมองหญิงสาวเล็กน้อย เหมือนบ่งบอกความนัยก่อนจะบอกขอตัว
“หมดหน้าที่ผมแล้ว ขอตัวนะครับ”
เขาบอกแล้วก็เดินไปจากลานจอดรถพร้อมกับคนของตัวเอง พอชายหนุ่มกลุ่มนั้นเลี้ยวลับสายตาไป อาวุธก็หันกลับมาหาคุณหนูของเขา ขณะที่หญิงสาวโผเข้าไปกอดชายสูงวัยกว่าแล้วร้องไห้ทันทีอย่างสุดที่จะกลั้นเอาไว้ได้
“ถ้าคุณหนูยังไม่พร้อม จะไปที่พักก่อนก็ได้นะครับ”
อาวุธลูบหลังปลอบแพรรินพร้อมกับบอก เขารู้ดีว่าตอนนี้คุณหนูของเขายังทำใจไม่ได้กับความสูญเสียและรู้สึกเคว้งคว้างกับการก้าวมาสู่สถานที่ใหม่ ที่ที่เธอไม่เคยรู้จัก โดยปราศจากหลักของชีวิต
“ไม่ต้องหรอกค่ะ แพงมาถึงแล้ว แพงอยากเข้าไป...เข้าไปไหว้คุณป๋าก่อน แล้วค่อยไปที่พัก”
แพรรินผละออกมาส่ายหน้าพร้อมบอก
“งั้นก็ได้ครับ คุณหนูของลุงวุธเก่ง แล้วก็เข้มแข็งมากครับ”
คำพูดนี้ทำให้เธอยิ้มออกแบบแหยๆ เธอรู้ว่าความจริงไม่ได้เป็นแบบนั้นและลุงวุธอยากให้เธอทำให้ได้มากกว่า
“แพงจะพยายามนะคะ”
“งั้นเข้าไปข้างในเถอะครับ”
“ค่ะ แต่แพงไม่นึกว่าจะเป็นที่นี่”
แพรรินถามขณะพยายามซับน้ำตา ก่อนจะดึงแว่นดำในกระเป๋าขึ้นมาสวมปกปิดดวงตาที่บวมช้ำของตน
“นายท่านใหญ่กับมิสแครอลก็จัดงานแบบคนไทยครับ พวกท่านถือว่าตัวเองเป็นคนไทยนับถือศาสนาพุทธ”
อาวุธบอกสั้นๆ แพรรินพยักหน้าเข้าใจแล้วก้าวเดินไปพร้อมกับอีกฝ่าย แม้ว่าต้นตระกูลของคุณสาธิตพ่อของเธอจะเป็นชาวจีน ทว่าคุณปู่ของเธอแต่งงานกับผู้หญิงชาวฝรั่งเศสแล้วพากันมาตั้งรกรากที่เมืองไทย จึงรักที่นี่เหมือนถิ่นฐานบ้านเกิดแท้จริง
เมื่อคิดว่าเชื้อสายของตัวเองค่อนข้างมีเสี้ยวต่างชาติต่างภาษา โดยหนักไปทางเอเชียจนชาวต่างชาติไม่สามารถแยกได้ว่าเธอมีเชื้อชาติไหนกันแน่ แพรรินก็อดคิดไปถึงชายหนุ่มที่เธอเรียกในใจว่าอพอลโลไม่ได้ เขาเป็นส่วนผสมระหว่างตะวันตกกับตะวันออกที่เพอร์เฟกต์มาก แม้แต่เอริคที่เธอรู้ดีว่าสาวคนไหนก็ต้องมองจนเหลียวหลังแล้ว หากมายืนด้วยกันความสง่า สุขุม และเต็มเปี่ยมไปด้วยแรงดึงดูดจากเพศตรงข้ามของผู้ชายคนนี้ก็ชนะขาด
ความสนใจของแพรรินกลับมาอยู่ที่ผู้ชายที่ชื่อภาคิมอีกครั้งอย่างช่วยไม่ได้ และความคุ้นเคยที่ค้างคาในใจก็เป็นเรื่องที่เธอไม่อาจปล่อยให้มันผ่านไปได้
“ลุงวุธคะ ผู้ชายคนเมื่อกี้น่ะค่ะ เขาบอกว่าเขาชื่อภาคิม แพงอยากรู้ว่าเขาเป็นใครคะ แพงจำได้ว่าคุ้นชื่อเขา แต่นึกไม่ออกว่าคุณป๋าเคยพูดถึงว่ายังไงบ้าง”
อาวุธหยุดเดินและหันกลับมาหาเธอเมื่อพาหญิงสาวมาถึงด้านหน้าของศาลาพอดี แพรรินหยุดตามขณะที่รอบข้างมีผู้คนอยู่บ้างประปราย ซึ่งหลายสายตามองมายังเธอกับเขา
“คุณภาคิมนับได้ว่าเป็นอาของคุณหนูครับ เพราะอยู่ในฐานะน้องชายของคุณท่าน”
เขาบอกเสียงเบาเพราะไม่อยากให้ใครรู้ว่าเขาเรียกหญิงสาวว่าอะไร โดยไม่รู้เลยว่าแค่ประโยคแรกก็ดังก้องสะท้อนในความรู้สึกของแพรริน
เป็นอาของเธอ...ร่างบางนิ่งงันไปชั่วครู่ อึ้งจนราวกับหูอื้อไปวูบหนึ่งแล้วยังได้ยินอีกว่า เขาเป็นน้องชายของพ่อ ผู้ชายที่ดูดีชนิดหยุดโลกน้อยๆ ในหัวใจของเธอได้เป็นคนแรก เป็นคุณอาของเธอเองเนี่ยนะ นี่มันโลกแตกชัดๆ...พร้อมความคิดนั้น แพรรินรู้สึกเหมือนมีเสียงอะไรสักอย่างแตกเป็นเสี่ยงๆ อยู่ภายในใจของเธอ
=====