บทที่ 5

2139 Words
จันทร์รวีเหวี่ยงตุ๊กตาตัวโปรดลงกับพื้นอย่างแรง เสียงกระแทกดัง “ปัก!” ก้องอยู่ในห้องเช่าแคบ ๆ แววตาของเธอฉายชัดทั้งความหงุดหงิดและความเจ็บใจ “เกือบแล้วเชียว...เกือบจะจับเจ้าเสี่ยอ้วนได้ง่าย ๆ อยู่แล้ว!” เธอพึมพำกับตัวเอง เสียงแผ่วแต่แฝงความเกรี้ยวกราด “เสียดายที่เมียมันรู้เรื่องเร็วกว่าที่คิด...ถ้าช้าอีกสักสองสามวัน ไอ้เสี่ยอ้วนนั่นเสร็จกูแน่” หญิงสาวเดินวนไปมาด้วยท่าทางกระวนกระวาย ใจไม่เป็นสุข แผนที่วางไว้เป็นเดือนพังไม่เป็นท่า เพราะมีใครบางคนในบริษัทปากไว แอบไปฟ้องยัยเถ้าแก่เนี้ยนั่นเสียก่อน “ซวยจริง ๆ เชียว!” จันทร์รวีสบถออกมาพร้อมกับคว้าโทรศัพท์ขึ้นมาดูเงาสะท้อนในหน้าจออย่างหัวเสีย แก้มข้างหนึ่งบวมปูดขึ้นจนเห็นได้ชัด เธอยกมือแตะเบา ๆ แล้วร้อง “โอ๊ย!” ด้วยความเจ็บ “โดนนังหมูตอนนั่นตบซะหน้าบวมเลย ดั้งกูเพิ่งทำมาใหม่ยังไม่ทันเข้าที่ดีเลย!” เธอบ่นพึมพำกระปอดกระแปดพลางหมุนตัวไปมาหน้ากระจก “ไม่รู้จะกระเทือนโดนข้างในรึเปล่า เดี๋ยวต้องโทรหาหมอให้ดูหน่อยซะแล้ว...แบบนี้ไม่ได้เด็ดขาด!” เธอกดเบอร์คลินิกเสริมความงามเจ้าประจำทันที น้ำเสียงที่เคยอ่อนหวานถูกแทนที่ด้วยความร้อนรน “สวัสดีค่ะ...จะขอนัดหมออาร์ตด่วนหน่อยค่ะ ดั้งโดนกระแทกแรง...เอ่อ หมายถึงพอดีมีอุบัติเหตุนิดหน่อยค่ะ” เมื่อปลายสายตอบกลับว่า หมอจะว่างพรุ่งนี้ช่วงบ่าย จันทร์รวีก็ถอนหายใจแรง ๆ “ให้มันได้อย่างนี้สิ...นอกจากจะโดนตบหน้าเยินแล้ว ยังต้องมานั่งรักษาหน้าอีก!” เธอพึมพำเสียงหงุดหงิด ก่อนเดินไปหยิบแผ่นเจลเย็นจากตู้เย็นมาวางบนแก้มอย่างทะนุถนอม ไม่ใช่เพราะกลัวเจ็บ...แต่กลัว “ความสวยจะเสียทรง” มากกว่า ระหว่างที่จันทร์รวีกำลังประคบหน้า มืออีกข้างก็เลื่อนดูข่าวในโทรศัพท์ไปอย่างไร้จุดหมาย ทั้งข่าวบันเทิง ข่าวสังคม และข่าวธุรกิจ เธอเลื่อนผ่านไปเรื่อย ๆ จนกระทั่งสายตาหยุดนิ่งอยู่ที่ภาพของชายคนหนึ่ง ภาพในบทความที่เธออ่านซ้ำมาแล้วหลายรอบตลอดหลายวันที่ผ่านมา ด้วยความสนใจที่ไม่อาจอธิบายได้ “ภูวินทร์ ชนะวุฒิเดช” นักธุรกิจหนุ่มไฟแรง เจ้าของบริษัทสตาร์ทอัพด้านไอที ที่เพิ่งติดอันดับ 1 ใน 10 บริษัทมาแรงประจำปี “ผัวพี่นิจหล่อขึ้นนะ แถมยังดูมาดดีอีก...น่าสนใจจริง ๆ” เธอพึมพำกับตัวเองเบา ๆ แววตาเป็นประกายวับด้วยความสนใจ จันทร์รวีเคยพบภูวินทร์มาก่อนแล้วครั้งหนึ่ง ในวันแต่งงานของเขากับคะนึงนิจ “แถมยังเป็นเจ้าของบริษัทที่กำลังไปได้สวยอีกต่างหาก” รอยยิ้มบางผุดขึ้นบนมุมปาก ก่อนกลายเป็นรอยยิ้มเจือเลศนัย “สาธุ...ขอให้พี่นิจช่วยพูดให้ได้งานในบริษัทผัวเธอด้วยเถอะ คราวนี้กูจะทำให้หลงจนโงหัวไม่ขึ้นเลยคอยดู ขอให้มีโอกาสสักครั้งเถอะ” เธอพูดพลางหัวเราะหึในลำคอ “หล่อ ๆ แบบนี้ หายากจะตาย สมัยนี้ เจอแต่พวกรวยแต่เขือ หล่อแต่กินไม่ได้ ส่วนพวกรวยจริงก็อ้วนพุงยุ้ย มีเมียมีลูกเป็นโขยง” เธอสบถพลางถอนหายใจ “ไอ้เสี่ยเม้งที่เคยเลี้ยงกูก็ดันไปติดกลิ่นใหม่อีก...ทีนี้จะเอาเงินที่ไหนไปอัปหน้า อัปนม กระเป๋า L ก็เพิ่งออกคอลเล็กชั่นใหม่อีกต่างหาก เฮ้อ...” เธอวางโทรศัพท์ลง มองเงาตัวเองในกระจก...แววตาที่มุ่งมั่นและเย็นชาในคราวเดียวกันฉายชัดออกมา “ถ้าชีวิตมันจะพลิก...คราวนี้ต้องให้มันพลิกกลับมาเข้าข้างกูบ้างแล้วล่ะ” ... วันนี้ภูวินทร์กลับถึงบ้านตั้งแต่บ่ายสอง ทำเอาคะนึงนิจเผลอทำตัวไม่ถูกไปชั่วครู่ เพราะปกติแล้วเขามักจะกลับถึงบ้านตอนเย็น หรือไม่ก็ค่ำไปเลย ด้วยภาระงานที่บริษัท ภูวินทร์เอื้อมมือรับลูกชายจากอ้อมแขนของคะนึงนิจเพื่อช่วยอุ้ม เจ้าหมูน้อยช่วงนี้น้ำหนักเพิ่มเอา ๆ เนื้ออวบแน่น แก้มกลมน่าฟัด เขาก้มลงระดมหอมทั่วพวงแก้มจนเจ้าตัวเล็กหัวเราะคิกคักเสียงใส “นิจครับ พี่คัดประวัติพี่เลี้ยงกับแม่บ้านมาให้นิจลองดูไว้หกคน นิจช่วยเลือกดูหน่อย แต่ละคนมีประวัติดี ไม่มีคดีติดตัว พี่ให้วิทยาตรวจสอบอย่างละเอียดเรียบร้อยแล้ว เอกสารอยู่บนโต๊ะนั่นครับ” ภูวินทร์พูดพร้อมส่งยิ้มอ่อนโยน เขาอุ้มลูกชายไว้แน่น ก่อนเอ่ยต่อด้วยน้ำเสียงอบอุ่น “เดี๋ยวพี่ดูเจ้าหมูน้อยนี่เอง นิจไปดูเอกสารเถอะ ถ้าเลือกได้แล้ว พี่จะรีบทำสัญญาจ้าง จะได้ให้เขามาช่วยนิจเร็ว ๆ หน่อย เจ้าตัวเล็กนี่หนักขึ้นทุกวัน ขนาดอุ้มแป๊บเดียว พี่ยังเริ่มเมื่อยแขนเลย” เขาพูดพลางแอบจิ้มแก้มกลมของลูกชายอย่างมันเขี้ยว เจ้าหมูน้อยหัวเราะคิกคัก ยิ้มแป้นจนตาหยี เหมือนจะรู้ว่า “เจ้าหมูน้อย” ที่พ่อพูดถึงก็คือตัวเองนั่นแหละ คะนึงนิจนั่งดูแฟ้มประวัติของผู้สมัครที่ภูวินทร์คัดมาให้ด้วยสีหน้าครุ่นคิด เธอใช้เวลาอ่านอย่างละเอียด ไล่ดูทีละแผ่น ทีละบรรทัด จนในที่สุดก็สามารถคัดออกมาได้สองคนที่ดูเหมาะสมที่สุด คนแรกชื่อ “ฝน” เด็กสาวต่างจังหวัด จบเพียงชั้นมัธยมศึกษาตอนต้น เพราะทางบ้านขัดสน พ่อแม่ทำอาชีพรับจ้างไม่มีเงินส่งเรียนต่อ ฝนตัดสินใจเข้ากรุงเทพฯ มาหางานทำ เคยเป็นผู้ช่วยเลี้ยงเด็กในโรงเรียนอนุบาลแห่งหนึ่ง มีใบรับรองงานจากทางโรงเรียนซึ่งระบุชัดถึงความขยันและรับผิดชอบ นอกจากนี้ เมื่อภูวินทร์ให้เลขาฯ ตรวจสอบประวัติย้อนหลัง ก็ไม่พบช่วงเวลาว่างงานหรือพฤติกรรมที่น่าสงสัยเลย อีกคนชื่อ “พร” อายุ 50 ปี หญิงใจดีใบหน้าสุภาพ เคยทำงานเป็นแม่ครัวในร้านอาหารหลายแห่ง หลังสามีเสียชีวิตและลูก ๆ ต่างแยกย้ายไปทำงาน เธอตัดสินใจสมัครเป็นแม่บ้านเพื่อแบ่งเบาภาระของลูก และอยากใช้เวลาว่างให้เกิดประโยชน์ คะนึงนิจยกแก้วน้ำขึ้นจิบเบา ๆ พลางทอดสายตามองเอกสารทั้งสองชุดอยู่ครู่หนึ่งก่อนบอกกล่าวแก่ภูวินทร์ถึงการตัดสินใจของตนเอง ภูวินทร์เลือกที่จะให้อิสระแก่ภรรยาอย่างเต็มที่ในการตัดสินใจ เพราะลูกจ้างทั้งสองคนนี้จะต้องอยู่กับเธอตลอดทั้งวันในช่วงที่เขาไม่อยู่บ้าน และคนที่เขาคัดมาทั้งหมดก็ผ่านการตรวจสอบประวัติอย่างละเอียดจากเขาอีกชั้นหนึ่งแล้ว จึงมั่นใจได้ว่าไว้ใจได้แน่นอน เขาหวังว่า การมีคนมาช่วยดูแลทั้งบ้านและลูก จะทำให้คะนึงนิจได้มีเวลาพักผ่อนมากขึ้น ไม่ต้องเหนื่อยกับลูกน้อยที่ยิ่งโตก็ยิ่งซน อยากรู้อยากเห็นไม่รู้จบ และไม่ต้องวุ่นวายกับการดูแลบ้านที่หนักหน่วงทุกวัน แม้ที่ผ่านมาเขาจะเคยจ้างแม่บ้านชั่วคราวมาช่วยอยู่บ้าง แต่ก็ไม่เหมือนกับการมีแม่บ้านประจำที่อยู่กับบ้านและเข้าใจจังหวะชีวิตของครอบครัวจริง ๆ เขาเพียงหวังว่า อย่างน้อยที่สุด คะนึงนิจจะได้หายเหนื่อย และมีรอยยิ้มกลับมาสดใสเหมือนเดิม ... คะนึงนิจรีบกดรับสายทันทีที่เสียงโทรศัพท์ดังขึ้นได้เพียงกริ๊งแรก โชคดีที่เป็นช่วงเวลาที่ภาคินทร์เพิ่งหลับกลางวันพอดี ไม่อย่างนั้นอาจจะกลายเป็นเรื่องยาวเลยทีเดียว เพียงแค่ได้ยินเสียงของหนุ่ย น้องชายเพียงคนเดียวของเธอ...หัวใจของคะนึงนิจก็อุ่นวาบขึ้นมาอย่างประหลาด เธอรู้สึกเหมือนได้ย้อนเวลากลับไปยังช่วงชีวิตที่ยังมีน้องชายอยู่ข้าง ๆ ช่วงเวลาที่เสียงหัวเราะของเขาเคยทำให้บ้านทั้งหลังมีชีวิตชีวา มันผ่านมานานเหลือเกิน... ในชาติที่แล้ว เขาจากไปตั้งแต่อายุเพียงยี่สิบห้าปี ทิ้งความทรงจำความเศร้าเสียใจถาโถมในใจเธอ และวันนี้ การได้ยินเสียงของเขาอีกครั้งในโลกใหม่นี้...ก็เหมือนโชคชะตากำลังมอบของขวัญชิ้นล้ำค่าให้เธออีกครั้ง “พี่นิจคร้าบบบบบ~ กำลังยุ่งอยู่หรือเปล่า” เสียงของหนุ่ยดังสดใสปลายสาย “ไม่ยุ่งเลยจ้ะ น้องคินเพิ่งหลับไปพอดี มีเวลาคุยกันยาว ๆ เลย” คะนึงนิจตอบด้วยน้ำเสียงอ่อนโยน ก่อนจะถามต่อรัว ๆ อย่างคนคิดถึง “หนุ่ยล่ะ เป็นยังไงบ้าง ช่วงนี้เรียนหนักมากไหม ได้กินข้าวครบทุกมื้อหรือเปล่า แล้วอากาศช่วงนี้ฝนตกบ่อย อย่าลืมพกร่มนะ ถ้าเห็นฝนตั้งเค้าอย่าเดินตากฝนเด็ดขาดนะ เดี๋ยวจะไม่สบาย” หนุ่ยหัวเราะออกมาอย่างกลั้นไม่อยู่ เสียงหัวเราะสดใสจนคะนึงนิจพลอยยิ้มตาม “โหย พี่นิจครับ ถามรัวเป็นเพลงแร็ปอย่างนี้ ผมตอบแทบไม่ทันเลย” หนุ่ยหัวเราะเสียงสดใส “ผมเพิ่งสอบไฟนอลเสร็จเมื่อสัปดาห์ที่แล้วครับ ช่วงนี้ปิดเทอม จะมีเวลาว่าง ๆ สักเดือนหนึ่ง กะว่าจะเล่นกับน้องคินให้หนำใจหลังย้ายเข้าไปอยู่ด้วย” คะนึงนิจหัวเราะตามเบา ๆ เสียงของเธออบอุ่นจนปลายสายรู้สึกได้ แต่ในความอบอุ่นนั้นกลับแฝงไว้ด้วยร่องรอยของความคิดถึงที่ลึกเกินคำพูด เธอลืมไปชั่วขณะ ว่านี่คือเสียงของน้องชายที่...ในอีกชาติหนึ่ง เธอไม่มีโอกาสได้ยินอีกแล้ว หัวใจของเธอแผ่วสั่นเล็กน้อยเมื่อความทรงจำผุดขึ้นมา ความเสียใจที่ฝังอยู่ในใจเสมอ คือการจากไปของหนุ่ยที่เกิดขึ้นอย่างกะทันหันจนเธอไม่ทันตั้งตัว เธอไม่มีโอกาสแม้แต่จะพบหน้าเขาเป็นครั้งสุดท้าย หากวันนั้นเธอรู้ล่วงหน้า...เธอคงทำทุกอย่างเพื่อยื้อชีวิตน้องชายไว้ เสียงของหนุ่ยในปลายสายยังคงฟังดูร่าเริงเหมือนเดิม แต่สำหรับคะนึงนิจ...ทุกถ้อยคำ ทุกเสียงหัวเราะ กลับกลายเป็นสิ่งมีค่าที่เธออยากจดจำไว้ให้ยาวนานที่สุด “พี่ภูบอกแล้วใช่ไหมครับว่าป้าสร้อยกับผมจะย้ายไปอยู่ด้วย” เสียงของหนุ่ยฟังดูสดใสแต่แฝงความตื่นเต้นอยู่ในที “ผมคุยกับป้าตั้งนานแน่ะ กว่าจะกล่อมให้ป้าเห็นด้วย หมดน้ำลายไปเป็นปี๊บ ๆ เลย” คะนึงนิจหัวเราะเบา ๆ เมื่อได้ยินน้ำเสียงกึ่งบ่นกึ่งอารมณ์ดีของน้องชาย “ผมลืมบอกพี่ภูไปครับว่า ป้าสร้อยมีข้อแม้นิดหน่อยว่า...ถ้าน้องคินเข้าเรียนประถมแล้ว อาจจะขอกลับไปอยู่บ้านสวนเหมือนเดิมอีกทีหนึ่ง” เขาพูดเสียงเรียบขึ้นในตอนท้าย ก่อนเสริมด้วยน้ำเสียงอ่อนโยน “แต่ป้าบอกว่า เรื่องนั้นไว้ค่อยคุยกันอีกทีตอนถึงเวลา” คะนึงนิจรับฟังเรื่องที่หนุ่ยเล่าด้วยความสบายใจ เมื่อคืนหลังจากทราบข่าวจากภูวินทร์ หญิงสาวก็รู้สึกประหลาดใจไม่น้อย เพราะภูวินทร์เป็นฝ่ายโทรไปขอให้ป้าสร้อยกับน้องชายย้ายมาอยู่ด้วยกันที่บ้าน ในชาติก่อน...เหตุการณ์เช่นนี้ไม่เคยเกิดขึ้นเลย ภูวินทร์มัวแต่วุ่นอยู่กับงานสารพัด ส่วนเธอก็ทุ่มเทอยู่กับการดูแลลูกและพยายามทำหน้าที่ภรรยาและแม่ให้ดีที่สุดเท่าที่จะทำได้ และชาติที่แล้วนั้น เต็มไปด้วยเรื่องราวอันขมขื่น เธอสูญเสียน้องชายไป หลังจากหย่าขาดกับภูวินทร์ได้เพียงสามปี หนุ่ยถูกฆาตกรรมอย่างโหดเหี้ยม และคดีไม่สามารถดำเนินการใด ๆ ได้ เพราะเขากลายเป็นผู้กระทำผิดในข้อหาเป็นชู้และบุกรุกบ้านคนอื่น ไม่กี่ปีต่อมา ป้าสร้อยก็ล้มป่วยลงด้วยโรคร้าย กว่าจะรู้ตัวว่าเป็นมะเร็ง ก็เข้าสู่ระยะสุดท้ายที่ไม่อาจรักษาได้อีกแล้ว เธอติดค้างน้ำใจของคนทั้งสองนี้มากเหลือเกิน หนุ่ยคือกำลังสำคัญที่คอยช่วยเหลือเรื่องเงินทองในวันที่เธอเริ่มต้นต่อสู้กลับมาทำงานอีกครั้ง ส่วนป้าสร้อย...ก็เป็นเหมือนร่มเงาที่คอยเลี้ยงดูน้องคิน อย่างใกล้ชิด ทำให้เธอมีแรงใจและเวลาพอจะยืนหยัดต่อสู้ในเส้นทางอาชีพได้อย่างเต็มที่ เมื่อสูญเสียคนทั้งสองในเวลาไล่เลี่ยกัน...ชีวิตของเธอแทบจะพังทลายลงอีกครั้ง หากไม่นับรวมการหย่าร้างกับภูวินทร์แล้ว เหตุการณ์นี้คือบาดแผลที่หนักหนาที่สุดในชีวิตของเธอ
Free reading for new users
Scan code to download app
Facebookexpand_more
  • author-avatar
    Writer
  • chap_listContents
  • likeADD