บทที่1

1415 Words
เข็มวินาทีบนหน้าปัดนาฬิกาปาเต๊ะ ฟิลิปป์เรือนหรูเดินหน้าไปอย่างเชื่องช้า ทว่าหนักแน่นและแม่นยำ มันเป็นเสียงเดียวที่ดังก้องอยู่ในห้องทำงานกว้างขวางบนชั้นสูงสุดของตึกระฟ้าใจกลางสาทร อาณาจักรของ ‘นลัน อัครเดชโชติ’ ซีอีโอหนุ่มแห่งบริษัทบริหารสินทรัพย์ที่คนในวงการขนานนามว่า ‘นักล่าซากศพ’ นิ้วเรียวยาวที่ประดับด้วยแหวนทองคำขาวเรียบเกลี้ยงเคาะลงบนพนักเก้าอี้หนังแท้สีดำสนิทเป็นจังหวะ นัยน์ตาสีรัตติกาลคมกริบกวาดมองตัวเลขผลประกอบการของไตรมาสล่าสุดบนหน้าจอแท็บเล็ต มุมปากหยักลึกกระตุกขึ้นเล็กน้อยเมื่อเห็นกราฟสีแดงเถือกของบริษัทอสังหาริมทรัพย์คู่แข่ง ล้มละลาย คำนี้ช่างหอมหวานเสมอเมื่อมันเกิดขึ้นกับคนที่สมควรได้รับ “บอสคะ” เสียงอินเตอร์คอมจากโต๊ะเลขาหน้าห้องดังแทรกความเงียบขึ้นมา น้ำเสียงของเลขาวัยกลางคนฟังดูร้อนรนผิดปกติ “มีคนขอเข้าพบด่วนค่ะ เธออ้างว่ามีข้อมูลสำคัญเกี่ยวกับบริษัท วรเลิศล้ำ พร็อพเพอร์ตี้” สันกรามของนลันขบเข้าหากันทันทีที่ได้ยินชื่อนั้น วรเลิศล้ำ... นามสกุลที่เหมือนเศษแก้วฝังอยู่ในความทรงจำ นามสกุลของไอ้สารเลวที่โกงพ่อบุญธรรมของเขาจนต้องผูกคอตายหนีหนี้เมื่อสิบห้าปีก่อน “ใคร” นลันถามกลับไปเสียงเรียบ ทว่าอุณหภูมิในห้องกลับลดฮวบลง “เธอ... เธอชื่อโปรดปรานค่ะ โปรดปราน วรเลิศล้ำ” ลูกสาวคนเล็กของบ้านวรเลิศล้ำ ลูกเมียน้อยที่แทบจะไม่มีตัวตนในหน้าข่าวสังคม นลันเลิกคิ้วขึ้นเล็กน้อย ความประหลาดใจพาดผ่านดวงตาเพียงเสี้ยววินาทีก่อนจะถูกแทนที่ด้วยความเย็นชา ลูกไม้ตื้นๆ อะไรอีกล่ะ ส่งลูกสาวมาขอความเมตตางั้นหรือ? หรือมาเพื่อสืบข่าวว่าเขาเป็นคนกว้านซื้อหนี้สินของพวกมันเอาไว้? “ให้เข้ามา” นลันกดตัดสาย เอนหลังพิงพนักเก้าอี้ สองมือประสานกันวางไว้บนตัก เขารอคอยด้วยท่าทีของราชสีห์ที่กำลังดูเหยื่อเดินเข้ากรง บานประตูไม้โอ๊กบานใหญ่ถูกผลักเข้ามา ร่างของหญิงสาวคนหนึ่งก้าวพ้นกรอบประตูเข้ามาหยุดยืนอยู่กลางห้อง นลันหรี่ตามองประเมิน ‘สินค้า’ ที่เดินมาเสนอตัวถึงที่อย่างถี่ถ้วน โปรดปราน วรเลิศล้ำ ไม่ได้ดูเหมือนคุณหนูไฮโซที่เดินออกมาจากแคตตาล็อกแบรนด์เนมอย่างที่เขาคิดภาพไว้ เธออยู่ในชุดเสื้อเชิ้ตสีขาวที่รีดจนเรียบกริบ ทว่าเนื้อผ้าดูหมองและผ่านการซักมานับครั้งไม่ถ้วน กางเกงสแล็กสีดำทรงกระบอกพอดีตัว และรองเท้าคัตชูส้นเตี้ยที่สภาพร่องรอยการใช้งานบอกชัดเจนว่าไม่ได้นั่งรถหรูไปไหนมาไหน ใบหน้าของเธอปราศจากเครื่องสำอาง ซีดเซียวราวกับกระดาษ ไร้ซึ่งสีสันของเลือดฝาด แต่สิ่งที่ทำให้นลันต้องหยุดสายตา คือดวงตาคู่นั้น มันไม่ใช่ดวงตาของคนที่มาเพื่อขอร้องอ้อนวอน ไม่ใช่ดวงตาของลูกหนี้ที่กำลังหวาดกลัว ดวงตากลมโตสีน้ำตาลเข้มคู่นั้นแข็งกร้าว ว่างเปล่า และดื้อรั้นอย่างประหลาด มันจ้องมองตรงมาที่เขาโดยไม่หลบเลี่ยง ราวกับว่าเธอกำลังประเมินเขาอยู่เช่นเดียวกัน หึ... หยิ่งยโสไม่มีผิดเพี้ยน สันดานพวกวรเลิศล้ำมันฝังอยู่ในดีเอ็นเอสินะ “มีเวลาให้ฉันห้านาทีไหมคะ” เสียงของเธอราบเรียบ ไม่สั่นคลอน ไม่มีแม้แต่น้ำเสียงของการขอร้อง มันเป็นประโยคบอกเล่าที่แฝงการบังคับอยู่ในที นลันเหยียดยิ้ม “ห้านาทีของฉันมีมูลค่าหลักแสน เธอแน่ใจนะว่าข้อมูลที่เอามาเสนอ... จะคุ้มค่ากับเวลาที่ฉันต้องเสียไปกับ ‘คนของวรเลิศล้ำ’” เขาจงใจเน้นย้ำนามสกุลของเธอเพื่อดูปฏิกิริยา แต่โปรดปรานกลับนิ่งเฉย ใบหน้าของเธอไม่เปลี่ยนสี ไม่มีความอับอาย ไม่มีความโกรธเคือง เธอเพียงแค่ล้วงมือเข้าไปในกระเป๋ากางเกง แล้วหยิบวัตถุสี่เหลี่ยมขนาดเล็กออกมาวางลงบนโต๊ะกระจกเงาวับตรงหน้าเขา แฟลชไดรฟ์สีดำสนิท “นี่คือบัญชีมืดของ วรเลิศล้ำ พร็อพเพอร์ตี้ ตลอดสิบปีที่ผ่านมา” เธอกล่าวเสียงเรียบ “เส้นทางการเงินทุกบาท การฟอกเงิน การติดสินบนเจ้าหน้าที่รัฐ และหนี้นอกระบบที่ถูกซุกซ่อนไว้ ข้อมูลในนี้... มากพอที่จะส่งคุณพ่อของฉัน และบอร์ดบริหารทุกคนเข้าคุกโดยไม่มีสิทธิ์ประกันตัว” อากาศในห้องทำงานดูเหมือนจะหยุดนิ่งไปชั่วขณะ นลันมองแฟลชไดรฟ์สลับกับใบหน้าของหญิงสาวตรงหน้า สมองที่ประมวลผลเร็วกว่าคอมพิวเตอร์ของเขาทำงานอย่างหนักหน่วง ลูกสาวเอาหลักฐานเข้าคุกของพ่อแท้ๆ มาเร่ขายให้ศัตรู? หน้าเงิน... หรือสิ้นคิด? นลันหยิบแฟลชไดรฟ์ขึ้นมาหมุนเล่นในมือ สายตาคมกริบจ้องลึกเข้าไปในดวงตาของโปรดปราน พยายามมองหาความลังเลหรือความรู้สึกผิด ทว่าเขาพบเพียงความเด็ดเดี่ยวที่เย็นเยียบ “ขายพ่อตัวเองเพื่อเอาตัวรอด?” นลันแค่นหัวเราะ น้ำเสียงเต็มไปด้วยความสมเพช “ไม่คิดเลยนะว่าครอบครัวที่รักการสร้างภาพอย่างพวกเธอ จะเลี้ยงลูกสาวให้ออกมาเป็นงูพิษที่พร้อมฉกเจ้าของได้น่าดูชมขนาดนี้” มือของโปรดปรานที่ทิ้งอยู่ข้างลำตัวกำเข้าหากันแน่นจนเล็บจิกเข้าไปในฝ่ามือ นลันสังเกตเห็นอาการนั้น ไหล่ที่บางจนแทบจะปลิวลมของเธอสั่นสะท้านขึ้นมาเล็กน้อย แต่เพียงเสี้ยววินาทีเธอก็บังคับให้มันกลับมาตั้งตรงเช่นเดิม เก่งนี่... เก็บอาการเก่งใช้ได้ แต่ก็แค่นั้นแหละ สุดท้ายก็หนีสันดานความเห็นแก่ตัวไม่พ้น “คุณจะด่าฉันยังไงก็เชิญ” โปรดปรานตอบกลับด้วยน้ำเสียงที่ไม่ได้ดังไปกว่าการกระซิบ แต่ชัดเจนทุกถ้อยคำ “แต่ฉันรู้ว่าคุณต้องการมัน คุณกว้านซื้อหนี้ของบริษัทเรามาตลอดหกเดือน คุณพยายามบีบให้วรเลิศล้ำล้มละลาย แต่อำนาจมืดของคุณพ่อยังพอประคองตัวอยู่ได้ ถ้าคุณได้แฟลชไดรฟ์อันนี้ไป... คุณล้มเขาได้ภายในยี่สิบสี่ชั่วโมง” “แล้วเธอต้องการอะไรตอบแทน?” นลันเอนตัวไปข้างหน้า วางศอกลงบนโต๊ะ “เงินสักสิบล้าน? ตั๋วเครื่องบินไปยุโรป? หรือว่าสัดส่วนหุ้นก้อนสุดท้ายก่อนที่บริษัทจะพังพินาศ?” เขาพร้อมจะจ่าย ถ้ามันแลกมาด้วยความย่อยยับของคนที่ทำให้พ่อเขาตาย เงินสิบล้านมันเศษเงินสำหรับเขา แต่เขาอยากจะเห็นว่าผู้หญิงตรงหน้าจะตั้งราคาค่าหัวครอบครัวตัวเองไว้ที่เท่าไหร่ โปรดปรานสูดลมหายใจเข้าลึก ราวกับกำลังรวบรวมความกล้าหาญทั้งหมดที่มีในชีวิต “ฉันไม่ต้องการเงิน” คำตอบนั้นทำให้นลันชะงัก เลิกคิ้วขึ้นข้างหนึ่ง “ไม่เอาเงิน? แล้วเอาอะไร?” “ทะเบียนสมรส” ความเงียบทิ้งตัวลงกลางห้องทำงานอีกครั้ง คราวนี้มันยาวนานกว่าเดิม นลันนิ่งอึ้งไปชั่วขณะ ก่อนที่เสียงหัวเราะทุ้มต่ำจะดังหลุดออกมาจากลำคอ เขากลั้นมันไว้ไม่อยู่จริงๆ “ทะเบียนสมรส?” เขาทวนคำพลางส่ายหน้า “เธอเอาบัญชีมืดมาขาย เพื่อแลกกับการได้เป็นเมียฉัน? เป็นคุณนายอัครเดชโชติ? หวังจะตกถังข้าวสารใบใหญ่กว่าเดิมงั้นสิ? ทะเยอทะยานดีนี่ แต่ขอโทษทีนะ ฉันไม่นิยมเลี้ยงงูพิษไว้ในบ้าน” “แค่ตามกฎหมายค่ะ” เธอสวนกลับทันที น้ำเสียงเริ่มมีความรีบร้อนเจือปน “คุณไม่ต้องจัดงานแต่ง ไม่ต้องประกาศให้ใครรู้ ฉันแค่ต้องการกระดาษแผ่นนั้น เพื่อเปลี่ยนสถานะทางกฎหมายของตัวเอง ให้พ้นจากอำนาจปกครองของคุณพ่อ และ...” เธอเว้นจังหวะไปนิดหนึ่ง ดวงตาสั่นไหวเพียงเล็กน้อย “และฉันต้องการกรรมสิทธิ์บ้านเรือนไทยริมน้ำที่อยุธยา บ้านของแม่ฉัน ที่ตอนนี้มันติดจำนองอยู่ในกองหนี้ที่คุณเพิ่งซื้อไป โอนชื่อมาเป็นของฉัน ทันทีที่จดทะเบียนเสร็จ” นลันหรี่ตาลง ประเมินข้อเสนอของเธออีกครั้ง ทะเบียนสมรส กับ บ้านเรือนไทยโทรมๆ หลังหนึ่ง เขาจำบ้านหลังนั้นได้ มันอยู่ในรายการทรัพย์สินที่เขาเพิ่งยึดมา เป็นบ้านไม้เก่าๆ ที่ไม่มีมูลค่าทางธุรกิจอะไรเลย ทำไมเธอถึงต้องการมันมากขนาดที่ยอมเอาตัวมาผูกมัดกับศัตรู?
Free reading for new users
Scan code to download app
Facebookexpand_more
  • author-avatar
    Writer
  • chap_listContents
  • likeADD