“เข้าใจแล้วค่ะ” เธอตอบสั้นๆ เดินเข้าไปในห้องแล้วนั่งลงบนปลายเตียง
นลันหงุดหงิดอีกครั้ง ทำไมเธอถึงไม่โวยวาย? ทำไมไม่กรีดร้องด่าทอเขาที่ทำเหมือนเธอเป็นสัตว์เลี้ยง? ความนิ่งเฉยของเธอมันเหมือนการท้าทายอำนาจของเขา
“ถ้าคิดจะหนี...” นลันพูดทิ้งท้าย เสียงของเขาเย็นเยียบ “ระบบรักษาความปลอดภัยของเพนต์เฮาส์นี้เชื่อมต่อกับเซิร์ฟเวอร์ส่วนตัวของฉัน ถ้าประตูด้านหน้าถูกเปิดออกโดยไม่ได้รับอนุญาต สัญญาณเตือนภัยจะดัง และคนของฉันจะมาถึงภายในสามนาที... อย่าลองดี”
พูดจบ เขาก็หมุนตัวเดินจากไป โปรดปรานนั่งนิ่งอยู่บนเตียง สายตามองตามแผ่นหลังของเขาที่เดินห่างออกไป
แกร๊ก... วีดดด...
เสียงล็อกอิเล็กทรอนิกส์จากระบบส่วนกลางที่ประตูด้านหน้าดังขึ้น มันเป็นเสียงที่บ่งบอกว่าเพนต์เฮาส์แห่งนี้ถูกปิดตายอย่างสมบูรณ์ โปรดปรานสะดุ้งสุดตัว เสียงนั้นมันกรีดลึกลงไปในโสตประสาท ย้ำเตือนว่าอิสรภาพที่เธอพยายามไขว่คว้า มันไม่มีอยู่จริง
เธอรอดพ้นจากนรกขุมหนึ่ง... เพียงเพื่อมาถูกขังอยู่ในกรงทองที่มองไม่เห็นลูกกรง ของปีศาจอีกตัวเท่านั้น
ไฟในห้องโถงด้านนอกถูกดับลง เหลือเพียงแสงสลัวจากไฟทางเดิน โปรดปรานดึงเข่าขึ้นมากอดไว้แน่น ซุกหน้าลงกับท่อนแขนในความมืด คอยฟังเสียงฝีเท้าหนักๆ ของนลันที่เดินวนไปมาอยู่ในห้องทำงานฝั่งตรงข้าม
คืนนี้... เป็นคืนแรกในชีวิตที่เธอรู้สึกปลอดภัยจากครอบครัวตัวเอง... แต่กลับต้องหวาดระแวงกับผู้ชายที่เป็นสามีตามกฎหมาย
หยดน้ำตาที่พยายามกลั้นไว้มาตลอดทั้งวัน ค่อยๆ รินไหลออกมาเงียบๆ ซึมหายไปกับเนื้อผ้ากางเกง ไม่มีเสียงสะอื้น ไม่มีคำตัดพ้อ มีเพียงการยอมรับชะตากรรมที่หลีกเลี่ยงไม่ได้
พรุ่งนี้เช้า... เธอต้องสวมหน้ากากใบเดิม หน้ากากของคนที่ไม่มีความรู้สึก เพื่อเผชิญหน้ากับความเกลียดชังของเขาต่อไป
นลันลืมตาตื่นขึ้นมาในตอนเช้าตรู่ ความรู้สึกหนักอึ้งที่หัวคิ้วยังคงเกาะกุมไม่ปล่อย เขาพลิกตัวบนเตียงคิงไซส์ราคาหลักแสน แต่กลับรู้สึกว่าการนอนหลับเมื่อคืนช่างไม่มีคุณภาพเอาเสียเลย ภาพใบหน้าซีดเซียวและดวงตาว่างเปล่าของโปรดปรานคอยตามหลอกหลอนอยู่ในห้วงความคิดจนน่ารำคาญ
เขาสลัดผ้าห่มออก ลุกขึ้นยืนเต็มความสูง เดินไปเปิดม่านอัตโนมัติให้แสงแดดยามเช้าสาดส่องเข้ามาในห้องนอนใหญ่ ก่อนจะเดินตรงไปที่ห้องน้ำเพื่อจัดการตัวเอง
เมื่อเดินออกมาจากห้องนอนด้วยชุดสูทลำลองสำหรับวันเสาร์ กลิ่นหอมของข้าวต้มกุ้งและกาแฟคั่วบดก็ลอยมากระทบจมูก นลันขมวดคิ้ว ปรกติป้าวิภาจะเตรียมแค่อเมริกาโน่ร้อนหนึ่งแก้วกับขนมปังปิ้งให้เขาก่อนออกไปยิม วันนี้ทำไมถึงมีอาหารเช้าเต็มรูปแบบ?
เขาเดินตามกลิ่นไปที่ห้องครัวแบบเปิดโล่งสไตล์โมเดิร์น และภาพที่เห็นก็ทำให้ฝีเท้าของเขาชะงัก
โปรดปรานอยู่ในชุดเดิมกับเมื่อวานเป๊ะ เสื้อเชิ้ตสีขาวที่ยับยู่ยี่และกางเกงสแล็กสีดำ เธอกำลังยืนคนหม้อข้าวต้มอยู่หน้าเตา กลิ่นหอมกรุ่นลอยฟุ้งไปทั่วบริเวณ ถัดไปบนเคาน์เตอร์หินอ่อน มีแก้วกาแฟดำที่ชงเสร็จแล้ววางรออยู่ เคาน์เตอร์ครัวที่ปรกติจะมีของวางเกะกะบ้าง บัดนี้ถูกเช็ดทำความสะอาดจนเงาวับ
อารมณ์หงุดหงิดพุ่งริ้วขึ้นมาในอกนลันทันที
ทำตัวเป็นแม่บ้านแม่เรือน? ปรับตัวเก่งเหลือเกินนะ ย้ายเข้ามาคืนแรกก็ทำหน้าที่เอาใจเจ้าของบ้านเลยงั้นสิ คิดว่าทำแบบนี้แล้วฉันจะใจอ่อน ลืมเรื่องที่พ่อเธอโกงเงินฉันไปหรือไง... ฝันไปเถอะ
“ใครสั่งให้เธอมาวุ่นวายในครัว” เสียงทุ้มดุดังขึ้นทำลายความสงบยามเช้า
โปรดปรานสะดุ้งเล็กน้อย มือที่จับทัพพีชะงักไปชั่วครู่ก่อนจะวางมันลงอย่างเบามือ เธอหันกลับมาเผชิญหน้ากับเขา ใบหน้ายังคงเรียบเฉย ไร้ซึ่งรอยยิ้มทักทาย
“ป้าวิภาบอกว่าคุณจะรับกาแฟตอนเจ็ดโมงเช้าค่ะ ฉันตื่นก่อนเลยมาช่วยเตรียมให้” เธอตอบเสียงเรียบ
“ฉันไม่ได้จ้างเธอมาเป็นแม่บ้าน” นลันก้าวยาวๆ เข้าไปหา สายตาคมกริบกวาดมองอาหารบนโต๊ะอย่างเหยียดหยาม “และฉันก็ไม่กินอาหารที่คนของวรเลิศล้ำทำ ใครจะไปรู้ว่าเธอใส่ยาพิษอะไรลงไปเพื่อหวังจะฮุบสมบัติฉันเร็วๆ”
คำพูดร้ายกาจนั้นไม่ได้ทำให้โปรดปรานแสดงอาการโกรธเคือง เธอเพียงแค่หลุบตาลงมองพื้น “ฉันไม่ได้ใส่อะไรลงไปหรอกค่ะ แต่ถ้าคุณไม่สบายใจ ฉันจะเททิ้งให้”
เธอหันกลับไปเตรียมจะยกหม้อข้าวต้มลงจากเตา ความว่านอนสอนง่ายและนิ่งเฉยของเธอมันยิ่งกระพือไฟโทสะในใจนลัน เขาอยากเห็นเธอเถียง อยากเห็นเธอหลุดการควบคุม ไม่ใช่ทำตัวเป็นหุ่นยนต์รับคำสั่งแบบนี้!
“ไม่ต้องเททิ้ง” นลันตวาดสั่ง “วางมันไว้นั่นแหละ”
เขาเดินกระแทกส้นเท้าไปที่เคาน์เตอร์ หยิบแก้วอเมริกาโน่ที่เธอชงเตรียมไว้ขึ้นมา จ้องหน้าเธอด้วยแววตาท้าทาย ก่อนจะแกล้งทำแก้วหลุดมือ
เพล้ง!
แก้วเซรามิกราคาแพงตกแตกกระจายบนพื้นกระเบื้องแกรนิตโต้ น้ำกาแฟสีดำเข้มสาดกระเซ็นไปทั่ว เลอะเทอะทั้งพื้นและชายขากางเกงของโปรดปราน
“อ๊ะ... มือลื่น” นลันพูดด้วยน้ำเสียงยียวน ไม่มีความรู้สึกผิดแม้แต่น้อย “เช็ดให้ด้วยล่ะ ในเมื่ออยากทำหน้าที่แม่บ้านนัก ก็ทำให้มันครบทุกอย่าง”
เขาคาดหวังจะเห็นน้ำตา หรืออย่างน้อยก็สายตาตัดพ้อจากเธอ แต่โปรดปรานกลับทำเพียงแค่ถอนหายใจแผ่วเบา เธอไม่ได้ก้มลงมองคราบกาแฟที่เปื้อนกางเกงตัวเองด้วยซ้ำ เธอเดินเงียบๆ ไปหยิบผ้าขี้ริ้วและไม้ถูพื้นจากมุมห้อง แล้วกลับมาคุกเข่าลงบนพื้นตรงหน้าเขา
มือเล็กๆ ที่มีรอยด้านจากการทำงานหนักค่อยๆ เก็บเศษแก้วที่แตกอย่างระมัดระวัง ก่อนจะใช้ผ้าซับน้ำกาแฟที่เจิ่งนอง ท่วงท่าของเธอสงบนิ่ง ราวกับว่าการถูกกลั่นแกล้งและเหยียบย่ำศักดิ์ศรีเป็นเรื่องปรกติในชีวิตประจำวัน
ความเงียบที่น่าอึดอัดปกคลุมไปทั่วห้องครัว มีเพียงเสียงผ้าขี้ริ้วถูไปมาบนพื้น นลันยืนมองผู้หญิงที่คุกเข่าอยู่แทบเท้าเขา ความรู้สึกชนะที่ควรจะเกิดขึ้นกลับว่างเปล่า มันเหมือนเขากำลังชกกำแพงน้ำแข็งที่ไม่มีวันพังทลาย ยิ่งเขาออกแรงตี เธอก็ยิ่งนิ่ง
คนบ้าอะไรจะไม่มีศักดิ์ศรีหลงเหลืออยู่เลยขนาดนี้! เธอควรจะลุกขึ้นมาสาดน้ำร้อนใส่หน้าเขา หรือไม่ก็ร้องไห้วิ่งหนีไปสิ ทำไมถึงยอมให้เขากดหัวอยู่แบบนี้!
ความหงุดหงิดที่อัดอั้นทะลุขีดจำกัด นลันก้มลงไปคว้าต้นแขนโปรดปราน กระชากร่างบางให้ลุกขึ้นยืนประจันหน้ากับเขาอย่างแรง จนผ้าขี้ริ้วในมือเธอหล่นลงพื้น
“นี่เธอเป็นตัวอะไรกันแน่!” เขาตวาดเสียงกร้าว บีบต้นแขนเธอแน่นจนกระดูกแทบแหลก “ด่าก็ไม่เถียง สั่งให้ทำอะไรก็ทำ คิดว่าทำตัวน่าสมเพชแบบนี้แล้วฉันจะลืมความเลวทรามของครอบครัวเธอหรือไง! คิดว่าฉันจะใจอ่อนเหรอ!”
โปรดปรานนิ่วหน้าด้วยความเจ็บปวด แต่เธอก็ยังคงจ้องลึกเข้าไปในดวงตาที่วาวโรจน์ด้วยไฟแค้นของเขา “ฉันไม่เคยคิดแบบนั้นค่ะ”
“แล้วทำไมถึงยอม! ศักดิ์ศรีลูกคุณหนูของเธอมันหายไปไหนหมด!”
“ศักดิ์ศรีมันกินไม่ได้ค่ะคุณนลัน” เธอตอบกลับด้วยน้ำเสียงที่ราบเรียบที่สุดเท่าที่เคยพูดมา แต่มันกลับกรีดลึกลงไปในโสตประสาทของคนฟัง “และฉันก็ไม่มีมันเหลือมานานแล้ว... คุณให้ฉันมาอยู่ที่นี่ในฐานะหมาก ในฐานะที่รองรับอารมณ์ ฉันก็กำลังทำหน้าที่ของฉันอยู่ คุณอยากให้ฉันเช็ดพื้น ฉันก็เช็ด คุณอยากให้ฉันเจ็บ ฉันก็เจ็บ... คุณต้องการอะไรจากฉันอีกคะ”