รสเลือดฝาดเฝื่อนกระจายไปทั่วโพรงปาก นลันผละริมฝีปากออก หอบหายใจหนักหน่วง เขามองริมฝีปากที่บวมเจ่อและมีรอยปริแตกของเธอด้วยสายตาวาวโรจน์
“อย่ามาทำตัวตายด้านใส่ฉัน!” เขาตวาด อุ้มร่างของเธอโยนลงบนเตียงกว้างอย่างไม่ปรานี
โปรดปรานจุกจนพูดไม่ออก เธอพลิกตัวนอนหงาย หลับตาปี๋เมื่อนลันโถมตัวตามลงมาทาบทับ สัมผัสหยาบกระด้างของเขาตระเวนไปทั่วร่างกาย ลูบไล้ บีบเค้น สร้างความเจ็บปวดมากกว่าความเสียวซ่าน
น้ำตาหยดหนึ่งกลิ้งหล่นจากหางตา แต่เธอรีบเบือนหน้าหนี ซุกใบหน้าลงกับหมอนใบโต กัดริมฝีปากล่างของตัวเองจนแน่นเพื่อกลั้นเสียงร้อง
นลันจัดการกับปราการชิ้นสุดท้ายของเธอและตัวเขาเองอย่างรวดเร็ว เขาต้องการเพียงแค่ตอกย้ำชัยชนะ ต้องการเห็นเธอแตกสลายและอ้อนวอนขอความเมตตาใต้ร่างเขา
แต่เมื่อเขารุกล้ำเข้าสู่ความอ่อนนุ่มที่คับแคบและไม่คุ้นเคย โปรดปรานกลับเกร็งตัวรับความเจ็บปวดอย่างรุนแรง เธอไม่ได้กรีดร้อง ไม่ได้ผลักไส มีเพียงเสียงสะอื้นที่ถูกกลืนหายลงไปในลำคอ และมือเล็กๆ ที่กำผ้าปูเตียงจนยับย่น
นลันชะงักไปเล็กน้อย เขารู้สึกได้ถึงความฝืดเคืองและการต่อต้านจากร่างกายของเธอ เธอไม่ได้ผ่านผู้ชายมาโชกโชนอย่างที่เขาเคยปรามาสไว้
เขาก้มลงมองใบหน้าของคนที่เบือนหนีไปทางอื่น โปรดปรานหลับตาแน่น คิ้วขมวดเข้าหากันด้วยความเจ็บปวด ริมฝีปากล่างของเธอถูกฟันซี่เล็กกัดจนห้อเลือด... เลือดสีแดงสดซึมออกมาเป็นหยดเล็กๆ
ภาพนั้นทำให้นลันหัวใจกระตุกวูบ ความโกรธแค้นและอคติที่บังตาเหมือนถูกเข็มเล่มเล็กๆ ทิ่มแทง เขากำลังทำอะไรอยู่? ข่มขืนผู้หญิงที่ไม่มีทางสู้เพื่อระบายความแค้นงั้นเหรอ? พฤติกรรมแบบนี้มันต่างอะไรกับเดรัจฉาน!
จังหวะการรุกล้ำที่รุนแรงและหยาบคายในตอนแรก ค่อยๆ ผ่อนแรงลงโดยที่เขาเองก็ไม่รู้ตัว นลันเปลี่ยนมาขยับกายอย่างเชื่องช้า เนิบนาบ ทว่าหนักแน่นและลึกซึ้งขึ้น เขาพยายามควบคุมตัวเองไม่ให้รุนแรงกับเธอไปมากกว่านี้
เขายื่นมือไปจับคางเธอ บังคับให้หันหน้ามาสบตา “มองหน้าฉัน... โปรดปราน... ฉันสั่งให้เธอมองหน้าฉัน”
โปรดปรานส่ายหน้าช้าๆ ทั้งที่ยังหลับตา น้ำตาไหลรินลงมาอาบสองแก้ม “อย่า... อย่าบังคับให้ฉันมองคุณ...”
น้ำเสียงสั่นเครือและเปราะบางของเธอทำให้ความรู้สึกชนะของนลันพังทลายลงไม่เป็นท่า เขาได้ครอบครองร่างกายเธอ ได้ย่ำยีศักดิ์ศรีของเธอตามที่ตั้งใจไว้ แต่ทำไม... ทำไมเขาถึงรู้สึกเหมือนตัวเองเป็นฝ่ายพ่ายแพ้อย่างราบคาบ
เขาดึงข้อมือทั้งสองข้างของเธอขึ้นมาตรึงไว้เหนือศีรษะ ก้มลงจูบซับรอยเลือดที่ริมฝีปากบางอย่างแผ่วเบา เป็นสัมผัสที่อ่อนโยนที่สุดในค่ำคืนอันโหดร้าย ก่อนจะเร่งจังหวะรักพาทั้งคู่ไปสู่ปลายทางแห่งตัณหา
...
เสียงหอบหายใจของนลันค่อยๆ สงบลง เขาทิ้งตัวลงนอนหงายข้างๆ โปรดปราน ยกแขนขึ้นก่ายหน้าผาก ความรู้สึกว่างเปล่าและหงุดหงิดตัวเองตีตื้นขึ้นมาจนน่ารำคาญ
โปรดปรานไม่พูดอะไรสักคำ เธอค่อยๆ ขยับตัวอย่างยากลำบาก ดึงผ้าห่มขึ้นมาคลุมร่างที่บอบช้ำจนถึงคอ หันหลังให้กับเขา ขดตัวเป็นก้อนกลมอยู่ริมเตียงฝั่งหนึ่ง
นลันลุกขึ้นนั่ง มองแผ่นหลังบอบบางที่สั่นเทาน้อยๆ ของเธอ เขาอยากจะเอื้อมมือไปดึงเธอเข้ามากอด ปลอบประโลมความเจ็บปวดที่เขาเป็นคนสร้างขึ้น แต่ทิฐิและอีโก้ที่ค้ำคอทำให้เขาเลือกที่จะลุกขึ้นเดินเข้าห้องน้ำไปแทน
เมื่อเสียงน้ำจากฝักบัวดังขึ้น โปรดปรานก็ปล่อยโฮออกมาเงียบๆ เธอร้องไห้ให้กับความอ่อนแอของตัวเอง ร้องไห้ให้กับโชคชะตาที่บีบบังคับให้เธอต้องทิ้งศักดิ์ศรีทั้งหมดเพื่อแลกกับความอยู่รอด
แต่มันจบแล้ว... ธุรกรรมทางร่างกายเสร็จสิ้นแล้ว บ้านเรือนไทยเป็นของเธอแล้ว
หลังจากการอาบน้ำชำระล้างร่างกาย นลันเดินนุ่งผ้าเช็ดตัวออกมาจากห้องน้ำ เขาเห็นโปรดปรานหลับสนิทไปแล้วเพราะความเหนื่อยล้าและบอบช้ำ
เขาเดินไปหยุดยืนอยู่ข้างเตียงฝั่งที่เธอนอน แสงจันทร์สลัวๆ จากหน้าต่างสาดส่องให้เห็นรอยจ้ำแดงบนลาดไหล่เนียน และรอยช้ำวงใหญ่ที่ข้อมือทั้งสองข้าง... รอยนิ้วมือของเขาเอง
นลันสบถในลำคอเบาๆ ยกมือขึ้นเสยผมอย่างหัวเสีย เขาเบือนหน้าหนีจากภาพนั้น คว้าเสื้อคลุมอาบน้ำมาสวม แล้วเดินออกไปที่ระเบียงกว้าง หยิบบุหรี่ขึ้นมาจุดสูบ อัดควันพิษเข้าปอดลึกๆ เพื่อดับความว้าวุ่นในใจ
เขาตั้งใจจะทรมานเธอให้ตายทั้งเป็น... แต่ทำไมตอนที่เห็นรอยช้ำพวกนั้น คนที่เจ็บปวดจนทนแทบไม่ได้ กลับเป็นตัวเขาเอง
แสงแดดยามสายลอดผ่านผ้าม่านเข้ามาทาบทับลงบนเตียงกว้าง โปรดปรานขยับตัวตื่นด้วยความรู้สึกปวดเมื่อยร้าวไปทั้งร่าง ราวกับถูกรถบรรทุกทับ เธอขมวดคิ้ว นิ่วหน้าเมื่อความทรงจำอันโหดร้ายของค่ำคืนที่ผ่านมาหลั่งไหลกลับเข้ามาในหัว
เธอค่อยๆ พยุงตัวลุกขึ้นนั่ง มองไปรอบๆ ห้องนอนใหญ่ที่ว่างเปล่า นลันไม่อยู่แล้ว... ร่องรอยเดียวที่บอกว่าเขาเคยอยู่คือรอยยับย่นบนที่นอนฝั่งข้างๆ และกลิ่นโคโลญจน์จางๆ ที่ยังคงอวลอยู่ในอากาศ
โปรดปรานก้มลงมองรอยช้ำที่ข้อมือตัวเอง ถอนหายใจยาวๆ แล้วพยายามสลัดความอ่อนแอทิ้งไป เธอต้องลุกขึ้นสู้ต่อ วันนี้เธอมีเป้าหมายเดียวคือการมีชีวิตรอดไปให้ได้ในกรงทองแห่งนี้
เธอจัดการอาบน้ำแต่งตัวด้วยชุดเดิมที่ซักทำความสะอาดแล้ว เดินออกมาจากห้องนอนใหญ่กลับไปยัง ‘ห้องกระจก’ ของตัวเอง แต่ยังไม่ทันจะก้าวพ้นประตู วิภา แม่บ้านเก่าแก่ก็เดินเข้ามาหาพร้อมกับกล่องกระดาษกำมะหยี่สีดำใบใหญ่และถุงเสื้อผ้าแบรนด์เนมอีกหลายถุง
“คุณผู้ชายสั่งให้เอามาให้คุณโปรดปรานค่ะ” วิภาวางของทั้งหมดลงบนเตียง “คืนนี้มีงานเลี้ยงกาล่าดินเนอร์ของสมาคมนักธุรกิจ คุณผู้ชายสั่งให้คุณโปรดปรานแต่งตัวให้พร้อมตอนหกโมงเย็นค่ะ”
โปรดปรานมองถุงแบรนด์เนมเหล่านั้นด้วยสายตาว่างเปล่า “งานเลี้ยง? ฉันต้องไปด้วยเหรอคะ”
“ค่ะ คุณผู้ชายย้ำว่า ‘ต้องไป’ ค่ะ” วิภาตอบเสียงเรียบ “มีช่างแต่งหน้าทำผมมารออยู่ที่ห้องรับแขกแล้วนะคะ ขอให้เตรียมตัวให้ทันเวลาด้วยค่ะ”
พูดจบแม่บ้านก็เดินออกไป ทิ้งให้โปรดปรานยืนจ้องกล่องกำมะหยี่สีดำนั้นอย่างชั่งใจ เธอเอื้อมมือไปเปิดฝากล่องออก ภายในบรรจุชุดราตรียาวผ้าไหมสีน้ำเงินเข้ม ไหล่ปาด โชว์แผ่นหลัง ลายปักคริสตัลระยิบระยับล้อแสงไฟ มันเป็นชุดที่สวยงาม หรูหรา และราคาแพงระยับ
แต่มันไม่ใช่สไตล์ของเธอเลยแม้แต่น้อย มันคือชุดที่นลันเลือกมาเพื่อ ‘โชว์’ ความเป็นเจ้าของ และใช้เธอเป็นเครื่องประดับชิ้นหนึ่งในงานสังคม
‘ของเล่นราคาแพง’... นั่นคือสถานะที่เขาต้องการยัดเยียดให้เธอสินะ
โปรดปรานเม้มริมฝีปากแน่น หยิบชุดนั้นขึ้นมาทาบกับตัว หน้ากากใบใหม่กำลังถูกบังคับให้สวมใส่ และเธอไม่มีทางเลือกอื่นนอกจากต้องสวมมันให้แนบเนียนที่สุด
...
เวลาหกโมงเย็นตรง นลันในชุดทักซิโด้สีดำสนิทสุดเนี้ยบเดินออกมาจากห้องทำงาน เขาหยุดยืนรอที่โถงทางเดิน สายตาจับจ้องไปที่ประตูห้องกระจก
เมื่อบานประตูเลื่อนเปิดออก ลมหายใจของนลันก็สะดุดไปชั่วขณะ