2/13.ทาสรักในเรือนท่านขุน

2325 Words
ตอนที่ 2 เต้นรูดเสาเจ้าคะ กลิ่นไม้จันทน์หอมอ่อน ๆ ลอยอบอวลในอากาศ โบว์วี่ขยับเปลือกตาช้า ๆ ก่อนเบิกตาโพลงอย่างตกใจสุดขีด “ห้อง...ไม้ นี่มันที่ไหน!” ฝ้าเพดานสูงแบบไทยเรือนโบราณ ภายในประดับด้วยของโบราณทุกชิ้น ไม่มีแอร์ไม่มีไฟฟ้า เธอขยับตัวขึ้นนั่งอย่างตกใจ จึงพบว่าตนเองยังอยู่ในชุดเดิม เสื้อเล็กเอวลอยบางเฉียบกับกางเกงขาสั้นรัดรูป มีผ้าฝ้ายบาง ๆ คลุมตัวไว้ “ฝัน หรือฉันตายแล้วจริง ๆ แล้วนี่คือยมโลก” เธอเอื้อมมือหยิกต้นแขนแรง ๆ เจ็บ...หายใจยังมี แล้วจู่ ๆ...เสียงประตูไม้ก็ถูกผลักออกแกร๊ก... เธอเงยหน้าทันที และโลกทั้งใบก็ดูเหมือนหยุดหมุนชายคนหนึ่งก้าวเข้ามาในห้อง เขาสูงสง่า ใบหน้าคมเข้มแบบไทยแท้เต็มไปด้วยอำนาจโครงหน้าได้สัดส่วน คิ้วดก ตาคม ริมฝีปากได้รูป เรือนร่างเปลือยท่อนบนเผยให้เห็นกล้ามเนื้อแน่นเป็นลอน แม้มีเพียงโจงกระเบนผูกต่ำ แต่เขากลับดูน่าเกรงขามจนใจเต้นระส่ำ โบว์วี่จ้องตาค้าง "โอ๊ย...หล่อแบบนี้ยังมีอยู่จริงเหรอ นี่มันหล่อแบบหลุดมาจากละครพีเรียดที่ฉันดู!” ท่านขุนหยุดยืนตรงหน้าเธอ แววตาคมกริบจ้องมองเธอราวจะทะลุเข้าไปในอก ก่อนจะเอ่ยขึ้นเสียงเข้มทุ้ม “เอ็ง...เป็นใคร มาจากที่ใด” โบว์วี่กระพริบตาปริบ ๆ หูก็ได้ยินแต่ภาษาที่เขาใช้...มันโบราณสุด ๆ “ห๊ะ เอ่อ...ฉันชื่อโบว์วี่ค่ะ ฉัน ฉันอยู่กรุงเทพ คือ…คือฉันทำงานกลางคืน แล้ว...มันเกิดแผ่นดินไหว ตึกถล่ม แล้วฉันก็...” หญิงสาวพูดเร็วปรื๋อ พยายามอธิบายเหตุการณ์ทั้งหมดทั้งเสียงระเบิด ควัน ฝุ่น และแสงวาบ แต่ชายหนุ่มกลับนิ่งฟัง สีหน้าเคร่งขรึม ไม่เข้าใจเลยสักนิด “กรุง...เทพ?” “แผ่นดินไหว? ตึก? วิปลาสนัก เอ็งพร่ำเพ้อสิ้นดี” เขาพึมพำด้วยน้ำเสียงจริงจัง ก่อนจะขยับเข้ามาใกล้ จนเธอเผลอเอนตัวถอยตามสัญชาตญาณ “อย่าเข้ามานะ!” “ฉันไม่รู้จักคุณ ฉันไม่ได้ทำอะไรผิด!” แต่เขาเพียงโน้มตัวลง จ้องมองเธอในระยะใกล้ จนโบว์ได้กลิ่นกายเขา กลิ่นเหงื่ออ่อน ๆ ผสมไม้จันทน์ปนสมุนไพร อบอุ่น และกระตุ้นประสาทอย่างแปลกประหลาด “ข้า..คือ ขุนเดชาพิชัย” “เรือนนี้เป็นของข้า เอ็งถูกพบกลางแม่น้ำใต้จันทร์ครึ่งดวง ไม่มีใครเห็น ไม่มีใครรู้ว่าเป็นลูกเต้าเหล่าใด” “แต่...เอ็งเหมือนมิใช่หญิงนครนี้” คำพูดของเขาทั้งนุ่มและเย็นในคราเดียว “เสื้อผ้าเอ็งบางยิ่งกว่าผ้าเช็คน้ำหมากของบ่าวไพร่ในเรือนในเรือนข้า” เธอสะอึก รู้สึกเหมือนถูกจับแก้ผ้าด้วยสายตา และเริ่มรู้ตัวว่าอาจจะย้อนอดีตมา เขาเอื้อมมือไปแตะผ้าคลุมบาง ๆ ที่เธอสวม โบว์วี่หน้าแดง ไม่รู้เพราะอายหรือใจเต้นเพราะสายตาคมของเขา เธอรีบคว้าผ้ามากอดไว้แน่น “จะ...จะทำอะไรฉันเนี่ย!” “อย่าเข้ามานะ!” เขาขยับตัวช้า ๆ ถอยห่างเล็กน้อย แต่สายตายังไม่ละจากเนินอกที่กระเพื่อมขึ้นลงตามลมหายใจเธอ “ข้ามิได้จะแตะต้องเอ็ง...” เสียงของเขาทั้งอ่อนโยนและอันตราย โบว์วี่กลืนน้ำลายเหนียวหนืด มือยังกอดผ้าแน่น แต่สายตากลับเผลอมองเขาอีกครั้ง...กล้ามอกแน่น ๆ นั่นมันอะไรกันเนี่ย...หล่อฉิบหายเลยพ่อคุณ! บรรยากาศในห้องเงียบกริบ มีเพียงเสียงหายใจของหญิงสาวจากต่างภพ และชายผู้ไม่เคยเปิดเรือนรับใคร โบว์วี่ยังคงนั่งกอดผ้าคลุมไว้แน่น แก้มแดงระเรื่อจากทั้งอายและงุนงง ขุนเดชาพิชัยยังคงยืนนิ่ง ใบหน้าเคร่งขรึมไม่เปลี่ยน สีหน้าคล้ายไม่ไว้วางใจ...แต่ดวงตาคมลึกกลับจ้องมองเธอไม่วางตา เธอลังเล ก่อนจะค่อย ๆ สูดหายใจเข้า แล้วพูดช้า ๆ เสียงยังคงสั่นเล็กน้อย “ฉัน...ชื่อโบว์วี่ค่ะ” ท่านขุนขมวดคิ้วแน่น ย่นหน้าผากราวกับกำลังแปลภาษามนุษย์ต่างดาว “โบว โบ...ว์?” เขาพึมพำ ลองออกเสียง แต่ฟังดูตลกและผิดเพี้ยน “เอ็งจะชื่ออะไรประหลาดนัก” เขาพูดพลางเดินเข้ามานั่งตรงเสื่อด้านข้าง โบว์วี่เบี่ยงตัวหนีเล็กน้อยแต่ก็พยายามไม่แสดงท่าทางตกใจ “บัวก็ได้ค่ะ...เอาเป็นว่าคุณขุนเรียกฉันว่าบัวก็ได้ออกเสียงง่ายดี” เธอถอนหายใจ ขุนเดชาพิชัยเลิกคิ้ว “เอ็งก็เริ่มมีสตินัก...รู้จักยอมง่าย” โบว์วี่มองเขา ท่าทางดุ ๆ แต่แปลก...ไม่ใช่แบบผู้ชายเจ้าชู้ในยุคของเธอ เขาดูเป็นคนแข็งกระด้าง จริงจัง มากกว่าจะเป็นหนุ่มเพลย์บอย แต่กล้ามนั่น ใครจะไม่มองไหว! “ฉัน...ฉันไม่ได้อยู่ที่นี่” “ฉันมาจาก...จากอนาคตค่ะ จากเมืองที่มีตึกสูง รถยนต์ โทรศัพท์...” เขาจ้องหน้าเธอไม่กะพริบ แต่คิ้วยังคงขมวด “ตึก...สูง?” “รถ...ยนต์?” “เอ็งหมายถึงราชรถหรือเกวียน?” “ไม่ใช่! รถที่มันแล่นด้วยน้ำมันหรือไฟฟ้า มีล้อ มีไฟ มีเสียงเพลง มีแอร์เย็น ๆ” “คืนนั้นฉันเต้นอยู่กลางเวที แล้วแผ่นดินไหว ตึกถล่ม แล้วก็...” เธอกลืนน้ำลายสายตาไหววูบ เมื่อนึกถึงภาพเสียงระเบิด และฝุ่นควันที่ทำให้หายใจไม่ออก “ฉันน่าจะตายแล้วด้วยซ้ำ...” เสียงเธอเบาลง ขุนเดชาพิชัยนิ่งงัน สายตาเปลี่ยนจากระแวงเป็นฉงน...และค่อย ๆ แฝงด้วยความเวทนา สายตานั้นคล้ายกำลังอ่านใจหญิงสาวตรงหน้า ทั้งสองนิ่งไปพักหนึ่ง ก่อนที่เขาจะพูดขึ้นด้วยเสียงทุ้มนุ่มแต่ยังคงไว้ด้วยอำนาจ “สรุปแล้ว...เอ็งมิใช่คนนครนี้ แต่มาจาก...” เขาขมวดคิ้วอีกครั้ง คล้ายพยายามออกเสียงให้ถูก “...อนาคต?” โบว์วี่พยักหน้า “ใช่ค่ะ...” “พอฉันพูดแบบนี้แล้วฟังดูบ้าป่ะล่ะ...” เธอหัวเราะแห้ง ๆ ขุนเดชานิ่ง กำลังใช้ความคิด จากคนที่ตอนแรกมองเธอเหมือนคนวิปลาสตอนนี้กลับเริ่มฟังอย่างตั้งใจ “ตอนนั้นแผ่นดินแปรปรวน...เอ็งตกลงมาพร้อมแสงสว่างวาบกลางคืน...เนื้อตัวเปียกปอน แล้วยังสวมเสื้อผ้าที่ข้าไม่เคยพบ...” เขาละสายตามองเธออีกครั้ง ช้า ๆ ดวงตานั้นยังคงวาวโรจน์ด้วยคำถาม “คงจะเป็นอย่างที่เอ็งว่าจริง ๆ ” โบว์วี่เงียบเธอไม่รู้จะตอบยังไงแม้แต่ตัวเธอเองยังไม่แน่ใจว่าตอนนี้เธอ "โชคดี" หรือ "โชคร้าย" ขุนเดชาลุกขึ้น เดินช้า ๆ ไปหยุดตรงหน้าต่างเสียงลมพัดปลายไผ่ให้เสียดสีกันเบา ๆ “เอ็งอยู่ที่เรือนข้าไปก่อน” เขาปรายตามองเธออีกครั้ง ก่อนจะบอกนางให้พักผ่อน แล้วให้บ่าวเอาผ้ามาให้นางเปลี่ยน และตัวเขาก็กลับไปนอน หญิงสาวหลับไปด้วยความเพลีย จนกระทั่งแสงแดดอ่อนของยามเช้าสาดลอดหน้าต่างเรือนไม้ เสียงไก่ขัน เสียงน้ำกระทบฝั่ง เสียงสาวใช้กำลังกวาดลานหน้าบ้าน โบว์วี่หรือในนามใหม่ “บัว” นั่งหน้าตาตื่นบนฟูกผ้าฝ้าย ชุดไทยสีจางคล้ายของบ่าวไพร่ถูกวางไว้รอแล้วตรงปลายฟูก และประตูห้องก็เปิดออกอย่างสุภาพแต่ไม่ถามความสมัครใจ “แม่บัว...ท่านขุนให้ข้ามาแต่งตัวเจ้า แล้วพาไปที่เรือนทาส” เสียงบ่าวคนหนึ่งพูดพลาง “เรือน...ทาส?” โบว์วี่เบิกตากว้าง ไม่นานเธอก็ถูกจับแต่งตัวชุดไทยแบบบ่าว ท่อนบนเป็นผ้าซิ่นรัดอก ท่อนล่างเป็นโจงกระเบนธรรมดา แถมยังแน่นจนหายใจไม่สะดวก “นี่ฉันกลายเป็นทาสจริง ๆ เหรอเนี่ย ทาสแบบที่ต้องขัดเรือน ตำข้าว ซักผ้าด้วยมืออะไรแบบนั้นน่ะนะ!” บ่าวคนนั้นหัวเราะเบา ๆ “ก็มิใช่ทาสจริง ๆ หรอกจ้ะ ท่านขุนเพียงสั่งให้ทำงานบ้านเหมือนพวกข้า เพื่อให้ดูไม่แปลกตา...” บัวจับไม้กวาดหญ้าคาอย่างงง ๆ เธอมันอย่างเก้ ๆ กัง ๆ กวาดวนเป็นวงกลม จนฝุ่นลอยฟุ้งทั่ว “โอ๊ย ไม่ไหวแล้วแม่คุณ!” เสียงบ่าวไพร่คนอื่นจามกันเป็นแถวจนบัวต้องหยุดมือไปหาอย่างอื่นทำ ร่างบางเดินตามบ่าวคนหนึ่งไปหาบน้ำจากบ่อไปเทใส่อ่าง ผลคือ...เธอลื่นตกน้ำและแบกกลับมาไม่ไหว บ่าวที่ไปด้วยได้แต่มองตาปริบ ๆ “โอ๊ยยยย ฉันรอดมาจากแผ่นดินไหวตึกถล่มได้ ฉันจะมาตายเยี่ยงทาสที่นี่ไม่ได้นะ” บัวบ่นออกมาอย่างอนาถ พลันหันไปเห็นบ่าวกลุ่มหนึ่งกำลังตำข้าวกันอยู่ เธอจึงเดินปรี่เข้าไปทันที “เอาว่ะ! แค่ตำ ๆ เข้าไป ไม่ยากเย็นอะไรหรอก!” แต่ใครจะรู้บัวแค่ยกสากตำ ข้าวกระเด็นออกนอกครกแทบหมด เสียงบ่าวไพร่หัวเราะคิกคักอย่างไม่กล้าดัง “แม่บัว! หยุดมือเถิด!” เสียงเข้มของขุนเดชาดังขึ้นเมื่อเขาเดินผ่านแล้วเห็นบัว ขุนเดชาพิชัยยืนกอดอก กล้ามแน่นใต้แสงแดด ริมฝีปากเม้มแน่นแต่ดวงตาเหมือนจะระเบิดเสียงหัวเราะได้ทุกเมื่อ “ข้าสั่งให้เอ็งอยู่กับเรือนทาส เพื่อไม่ให้ผู้คนสงสัย...” “มิใช่เพื่อให้เรือนพินาศทั้งหลัง!” บัวยิ้มเจื่อน ก้มหน้าแบบรู้ผิดจริง “ขอโทษเจ้าค่ะ...แต่บัว...ไม่เคยทำอะไรแบบนี้เลยจริง ๆ” เธอเงยหน้าขึ้น ดวงตากลมโตสะท้อนแสงแดดอ่อน ๆ แววตานั่นไม่ได้อ้อนวอน...แต่มันดู หมดหนทาง จริง ๆ ท่านขุนเงียบไปครู่หนึ่ง ก่อนถอนหายใจยาว “เอาเถอะ...” เขาเดินเข้ามาใกล้ โน้มใบหน้าลงกระซิบข้างหูเธอด้วยน้ำเสียงเย็นขรึม แต่แฝงความร้อนลึก ๆ “ถ้าเอ็งไร้ฝีมือ...อย่างน้อยก็จงอยู่ในเรือนอย่างสงบ แต่หากเอ็งดื้ออีกครั้ง...อย่าโทษว่าข้าไม่เตือน” บัวตัวสั่นวูบไม่ใช่เพราะกลัว...แต่เพราะเสียงทุ้ม ๆ ข้างหู ทำให้หัวใจเธอเต้นไม่เป็นจังหวะ... “เอ็งทำงานเรือนมิได้ ซักผ้าก็พัง ตำข้าวก็ปลิว ขัดพื้นก็ทำให้ฝุ่นฟุ้งทั้งหลังคา” “แล้วเอ็งมีสิ่งใด...ที่พอจะทำเป็นบ้างหรือไม่” น้ำเสียงของท่านขุนไม่ใช่โกรธ แต่สงสัย และคล้ายท้าทาย บัวยกมือไหว้แบบเก้ ๆ กัง ๆ ก่อนตอบเสียงอ้อมแอ้ม ใบหน้าแดงจัดจนถึงคอ “บะ...บัวเต้นได้เจ้าค่ะ” “เต้นแบบ…รูดเสา” “......” ท่านขุนเลิกคิ้วสูง ขมวดคิ้วแน่นขึ้นกว่าเดิม “เต้น...รูด...เสา” เขาทวนคำช้า ๆ คล้ายกลัวจะเข้าใจผิด “เป็นเชิงขับลำนำของละครนอกหรือรำฉุยฉายฤา” นางบัวส่ายหัวแทบหลุด “ไม่ใช่เจ้าค่ะ! มันเป็นการเต้น...แบบ….ต้องมีเสาต้นสูง ๆ แล้วก็ต้อง...แสดงแบบส่วนตัวเท่านั้น!” “มัน...มันไม่ใช่ของที่ให้ใครเห็นง่าย ๆ ถ้าท่านขุนอยากดูต้องดูแบบสองต่อสองเจ้าค่ะ” ท่านขุนนิ่งไปอึดใจก่อนจะโน้มตัวลง ถามเสียงต่ำ “เอ็งว่า...ต้องให้ดูแบบสองต่อสองรึ” “คะ...ค่ะ...มันถึงจะเข้าถึงอารมณ์ของการแสดง...” บัวก้มหน้า แทบไม่กล้ามองเขาตรง ๆ ใจเธอเต้นแรง...เพราะรู้ดีว่าเธอกำลังเล่นกับไฟ! “เช่นนั้นก็...จงแสดงให้ข้าดู” เสียงเขาหนักแน่น เธอเบิกตากว้าง “เดี๋ยวค่ะ! คุณขุน...เออ ท่านขุนคือ...” “หากเอ็งยืนกรานว่าสิ่งนี้คือสิ่งที่ถนัดที่สุดในชีวิต...ข้าย่อมอยากเห็นหรือเจ้าพูดเล่นกับข้า?” เธอกลืนน้ำลายเหนียวหนืดเผลอมองร่างท่านขุนในโจงกระเบนสีเข้ม เปลือยอกกำยำแน่นตึง สายตาเขาคือคำท้าทาย และในวินาทีนั้น...เธอก็พูดเบา ๆ “งั้น...คืนนี้เจ้าค่ะ ข้าจะแสดงให้ท่านขุนดู...คนเดียวเท่านั้น” เขาเงียบไปอึดใจ ก่อนจะพยักหน้าเพียงเล็กน้อย “ข้าจะรอ” คำว่า ข้าจะรอ จากปากเขานั้น ทั้งอ่อนโยน ทั้งอันตราย.... ยามกลางคืนในเรือนท่านขุน สายลมเอื่อยเบา พัดไหวผ่านซุ้มระเบียง แสงตะเกียงน้ำมันสาดเงาสะท้อนเป็นประกายสลัวบนพื้นไม้ เสียงบานประตูเลื่อนแผ่วเบา...แกรก… ขุนเดชาพิชัยที่กำลังอ่านหนังสือโบราณใต้ตะเกียงไฟเงยหน้าขึ้น แล้วสายตาเขาก็ต้องเบิกโพลง...ก่อนจะแคบลงด้วยแรงสะท้อนจากบางสิ่งที่ หญิงสาวในชุดแปลกประหลาดจากแดนไกล ปรากฏตรงหน้าเขาอีกครั้ง เสื้อผ้าบางแนบเนื้อ ขาสั้นจนเห็นต้นขา สะโพกได้รูป หน้าอกอวบแน่นภายใต้ผ้ารัดเต้าอันไร้ซึ่งความอาย ดวงตาเขานิ่งงัน แต่แวววาบราวกับเปลวไฟลุกโชน “นี่เอ็งจะใส่ชุดเช่นนี้...อีกแล้วหรือ บัว...” เสียงเขาแหบพร่าเล็กน้อย บัวยืนยิ้มระคนประหม่า หัวใจเต้นแรง แต่เธอไม่มีทางเลือก เธอต้องหลุดพ้นจากชีวิต ทาสให้ได้ “ก็บัวจะ...แสดงให้ท่านขุนชมเจ้าค่ะ จึงต้องใส่ชุดนี้ นี้ชุดทำมาหากินเลยนะ” “แต่…ในห้องนี้ไม่มีเสา บัวขอยืม...ตัวของท่านขุน” ขุนเดชาพิชัยนิ่งเงียบไปอึดใจ ก่อนจะหัวเราะเบา ๆ ในลำคอ เสียงนั้นแฝงความระคนของความสนใจ และ...ความกระหายบางอย่าง “เหตุใด...เสากลางเรือนจึงมิอาจใช้” บัวยิ้มหวาน เอียงคอตอบเสียงเบา “เสานั้น...มันไม่ได้เจ้าค่ะ มันใหญ่ไป...” ท่านขุนลุกขึ้นเต็มความสูง ร่างเปลือยท่อนบนในโจงกระเบนเข้ม น่าเกรงขามยิ่ง เขาเดินเข้ามาหยุดกลางห้อง “เอาเถิด...หากเจ้ากล้าพอจะแสดง ข้าก็กล้าพอจะยืนเป็นเสาให้เจ้า....
Free reading for new users
Scan code to download app
Facebookexpand_more
  • author-avatar
    Writer
  • chap_listContents
  • likeADD