หลังจากคืนที่ธันวาง้อพริมาและลบทุกอย่างเกี่ยวกับแพรออกจากชีวิต พวกเขาตัดสินใจก้าวไปข้างหน้าอย่างจริงจังมากขึ้น ธันวาเสนอให้พริมาไปพบครอบครัวเขาที่บ้านพักตระกูลในย่านพระราม 9 ซึ่งเป็นบ้านเดี่ยวหลังใหญ่สไตล์โมเดิร์น 2 ชั้นครึ่ง พื้นที่กว้างขวางกว่าหนึ่งไร่ ล้อมรอบด้วยรั้วสูงและสวนหน้าบ้านที่ตกแต่งอย่างประณีต ตัวบ้านสีเทา-ขาวสะอาดตา หน้าต่างกระจกบานใหญ่จากพื้นจรดเพดาน หลังคาแบบลาดเอียงมีระบบกันสาดอัตโนมัติ และประตูทางเข้าหลักเป็นไม้สักแกะสลักสั่งตรงมาจากเชียงใหม่
ภายในบ้านมีโถงสูงโปร่ง โคมไฟดีไซน์เนอร์ห้อยระยิบระยับ และเฟอร์นิเจอร์ผสมผสานระหว่างคลาสสิกกับโมเดิร์นโซฟาหนังแท้จากอิตาลี โต๊ะอาหารไม้โอ๊คขนาดใหญ่ และภาพวาดศิลปินไทยชื่อดังแขวนประดับผนัง ทุกอย่างมองแวบเดียวก็รู้ว่านี่คือบ้านของคนมีฐานะดีจริง ๆ จากธุรกิจก่อสร้างและอสังหาริมทรัพย์ที่ครอบครัวธันวาสืบทอดมาหลายชั่วอายุคน
พริมาประหม่าเต็มที่ เธอแต่งตัวเรียบร้อยแต่เรียบง่าย เดรสสีเทาเข้มยาวคลุมเข่า รองเท้าส้นเตี้ย และผมรวบเรียบร้อย แต่เมื่อเดินเข้าไปในบ้าน เธอรู้สึกเหมือนหลุดเข้าโลกอีกใบ แม่ของธันวาคุณหญิงวิไลวรรณยิ้มต้อนรับอย่างอบอุ่น สวมเสื้อผ้าแบรนด์เนมเรียบหรู พี่สาวคนโต คุณมิ้นต์มองพริมาด้วยสายตาสงสัยเล็กน้อย
"น้องพริมาเหรอคะ ธันวาเล่าให้ฟังเยอะเลยนะ แต่ไม่คิดว่าจะดู... ธรรมดาแบบนี้" คำพูดนั้นทำให้พริมาใจหาย แต่เธอยิ้มฝืนแล้วพูดว่า
"สวัสดีค่ะ ยินดีที่ได้รู้จักค่ะ" ธันวาจับมือเธอแน่นใต้โต๊ะอาหาร
"พี่ไม่ต้องห่วง พริมาเหมาะกับผมที่สุดแล้ว" เขาพูดเสียงหนักแน่น แต่พริมาสัมผัสได้ถึงความตึงเครียดในน้ำเสียงเขา
มื้อค่ำผ่านไปด้วยการสนทนาที่ตึงเครียดนิด ๆ พี่สาวถามคำถามจี้จุดเรื่อง
"งานดีไซน์กราฟิกนี่ทำเงินได้ขนาดไหนเหรอ" และ "รู้จักกันยังไงกันแน่" คุณหญิงวิไลวรรณยิ้มแต่ถามต่อว่า
"หนูทำงานที่บริษัทไหนคะ แม่อยากรู้จักครอบครัวหนูบ้าง"
พริมาตอบอย่างสุภาพ แต่ในใจเธอรู้สึกเหมือนถูกประเมิน เธอเล่าเรื่องครอบครัวตัวเองแบบสั้น ๆ ว่าพ่อแม่แยกทางกันตั้งแต่เด็ก และเธอเลี้ยงตัวเองมาตลอด ธันวาแทรกขึ้นมาปกป้อง
"แม่ พริมาเก่งมาก เธอทำงานหนักและมีพรสวรรค์ ผมภูมิใจในตัวเธอ" แต่บรรยากาศยังไม่ผ่อนคลาย พริมาเริ่มรู้สึกว่าตัวเองไม่เข้ากับโลกของธันวา ไม่ว่าจะฐานะหรือวัฒนธรรมครอบครัว
หลังอาหารค่ำ ธันวาพาพริมาไปเดินเล่นในสวนหน้าบ้าน ไฟสปอตไลต์ส่องต้นไม้และน้ำพุ สวนสวยงามแต่เงียบสงัด ฝนเริ่มโปรยเบา ๆ อีกครั้ง พริมาหยุดเดินแล้วหันมามองเขา
"ฉันรู้สึกไม่ดีเลยนะธันวา ครอบครัวเธอดู... สูงส่งเกินไปสำหรับฉัน ฉันกลัวว่าฉันจะไม่เหมาะ" น้ำเสียงเธอสั่นเล็กน้อย น้ำตาคลอ ธันวาหยุดแล้วหันหน้ามา จับไหล่เธอเบา ๆ
"พริมา... ฟังฉันนะ ฉันไม่สนว่าครอบครัวฉันจะคิดยังไง ฉันเลือกเธอเพราะเธอคือคนที่ทำให้ฉันรู้สึกมีชีวิตชีวา ไม่ใช่เพราะฐานะหรืออะไรทั้งนั้น" เขาหยุดครู่หนึ่ง แล้วพูดต่อ
"ฉันเคยอยู่กับคนที่ 'เหมาะสม' ตามที่ครอบครัวอยากได้ แต่ฉันไม่มีความสุข กับเธอ ฉันมีความสุขจริง ๆ ครั้งแรกในชีวิต"
พริมามองหน้าเขา น้ำตาไหลลงแก้มผสมฝน
"แต่ฉันกลัว... กลัวว่าถ้าฉันไม่เข้ากับโลกของเธอ เธอจะต้องเลือก" ธันวาดึงเธอเข้ามากอดแน่น ฝนโปรยลงมาบนหัวทั้งคู่
"ฉันจะไม่เลือกใครนอกจากเธอ ถ้าครอบครัวฉันไม่ยอมรับ ฉันก็พร้อมจะสร้างโลกใหม่กับเธอสองคน" เขาจูบหน้าผากเธอเบา ๆ
"ให้เวลาพวกเขานิดนึง พวกเขาจะเห็นว่าเธอดีแค่ไหน เหมือนที่ฉันเห็น"
ทั้งคู่ยืนกอดกันอยู่นานใต้ฝนปรอย พริมาเริ่มรู้สึกอบอุ่นขึ้นจากคำพูดของเขา เธอพิงอกเขา ฟังเสียงหัวใจเขาเต้นแรง
"ขอบคุณนะ... ที่ไม่ยอมแพ้ฉัน" เธอกระซิบ ธันวายิ้มกว้าง
"ฉันจะไม่ยอมแพ้เธอเด็ดขาด"
พวกเขากลับเข้าไปในบ้านด้วยกัน มือจับกันแน่น คุณหญิงวิไลวรรณมองจากหน้าต่าง เห็นภาพนั้นแล้วยิ้มจาง ๆ แต่ยังไม่พูดอะไร พริมาเข้านอนในห้องรับรองที่ธันวาจัดให้ คืนนั้นเธอนอนไม่หลับ คิดถึงคำพูดของเขาและความแตกต่างระหว่างโลกของพวกเขา แต่ในใจเธอเริ่มเชื่อมากขึ้นว่า ถ้าธันวาจริงใจขนาดนี้ เธอก็พร้อมจะสู้เพื่อความรักนี้
คืนนั้น ฝนตกหนักขึ้น พริมานอนฟังเสียงฝนกระทบหลังคา แล้วคิดในใจว่า ไม่ว่าโลกของธันวาจะหรูหราแค่ไหน เธอจะไม่ยอมให้มันพรากเขาไปจากเธอ และธันวาก็รู้ดีว่า การนำเธอมาพบครอบครัวครั้งนี้คือการทดสอบครั้งใหญ่ แต่เขาพร้อมจะผ่านมันไปด้วยกัน