ตอนที่ 3
20.30 น.
วินมอเตอร์ไซค์มาส่งลูกค้าหน้าหมู่บ้านโครงการของนายพิพัฒน์ บ้านแต่ละหลังเป็นทรงและสีเดียวกันทั้งหมด เจ้าของส่วนสูงหนึ่งร้อยแปดสิบเซนติเมตรยืนเพื่อหยุดคิดบางอย่างอยู่ชั่วครู่ ก่อนจะจ้ำอ้าวเข้าไปยังสำนักงานของหมู่บ้านโครงการ
“สวัสดีครับ มีอะไรให้เราช่วยหรือเปล่าครับถึงมาดึกดื่นเอาป่านนี้” เจ้าหน้าที่ชายวัยไล่เลี่ยกันกับผู้มาเยือนเอ่ยถามเมื่ออีกคนเคาะกระจกใสเรียกเขา
“พี่ชายพอจะมีช่องทางการติดต่อท่านพิพัฒน์บ้างไหมครับ คือผมมีเรื่องจะเรียนท่าน” ภพหล้าพยายามควบคุมสติ กดเก็บความโกรธเอาไว้ให้อยู่ในส่วนที่ลึกที่สุด
“อ๋อ มีครับมี ว่าแต่น้องจะคุยเลยไหม เดี๋ยวพี่ต่อสายไปหาท่านให้ ตอนนี้คงยังตรวจงานอยู่สาขาใดสาขาหนึ่ง”
“คุยครับคุย ขอบคุณพี่ชายมากนะครับ”
ผู้มาเยือนยกมือไหว้ขอบคุณเจ้าหน้าที่อย่างนอบน้อม
ด้วยความที่ภพหล้าเป็นเด็กมีสัมมาคารวะ ใครเห็นก็เป็นต้องเอ็นดู แม้เจ้าหน้าที่จะทำงานมาเหนื่อยทั้งวัน มิหนำซ้ำขณะนี้ก็ได้เวลากลับบ้านไปพักผ่อนแล้ว ทว่าเจ้าหน้าที่ก็คุยกับคนรุ่นราวคราวเดียวกันอย่างเป็นมิตร แถมยังเชิญภพหล้าให้เข้าไปนั่งดื่มน้ำเย็น ๆ ภายในห้องสำนักงานอีก
ระหว่างรอสายจากเลขานุการของพิพัฒน์ ทั้งสองคนก็ได้พูดคุยกัน จึงได้รู้ว่าเจ้าหน้าที่เป็นรุ่นพี่จากมหาวิทยาลัยเดียวกันกับที่ภพหล้าเรียนอยู่
************************
“ครับท่าน ครับผม เข้าใจแล้วครับ”
ได้ข้อสรุปว่าภพหล้าต้องไปหาเจ้านายเก่าของพ่อที่บ้านใหญ่ของเขา คนปลายสายตอบกลับมาว่าให้ภพพาพ่อไปคุยกับจันทร์ดีและผืนแพรให้รู้เรื่อง ส่วนเขา…พิพัฒน์ก็จะคอยเป็นฝ่ายสนับสนุนอีกที เพราะเรื่องที่จันทร์ดีไล่ลูกน้องเก่าแก่ออกโดยไม่ปรึกษาตนมันก็เรื่องใหญ่อยู่
อีกทั้งเหตุผลของการไล่ธราดลออกก็ช่างฟังไม่ขึ้นเอาเสียเลย แล้วอย่างนี้ระหว่างที่ตนไปตรวจงานบ้านโครงการหรือคอนโดย่านอื่น ภรรยาไล่ใครออกโดยพละการหรือเปล่า ทำแบบนี้กับลูกน้องของเขามากี่คนแล้วก็ไม่รู้
เมื่อภพเปิดประตูห้องสำนักงานออกก็พบว่าผู้เป็นพ่อนั้นเดินเข้ามาพอดี
“ภพลูก กลับบ้านเราเถอะนะ ช่างพวกเขาเถอะ” ธราดลขอร้องลูกชายเป็นครั้งสุดท้าย เพราะเกรงว่าถ้าภพเจอคุณจันทร์ มีหวังคุยกันดี ๆ ไม่ได้แน่ ไหนจะลูกสาวของคุณจันทร์อีก
“ผมกลับแน่พ่อ…แต่ต้องหลังจากที่ผมคุยกับเจ้านายเก่าของพ่อเสร็จ” ไม่ว่าจะพูดจาหว่านล้อมอย่างไร ภพหล้าก็ดึงดันจะไปให้ได้ ธราดลจนปัญญา จึงปล่อยไปเลยตามเลย ทำได้เพียงตามลูกชายไป
21.30 น.
พี่วินฯ ทั้งสองคนขี่รถมาจอดหน้ารั้วบ้านหลังมโหฬาร กว่าจะมาถึง เวลาก็ล่วงเลยมาสามทุ่มกว่าแล้ว ชายหนุ่มในชุดลำลองรีบลงจากรถ ควักเงินสดจ่ายค่าเดินทางทั้งของเขาและของพ่อ ก่อนจะพุ่งไปกดกริ่งหน้าบ้านแล้วยืนเท้าสะเอวรอคนมาเปิด
“สวัสดีครับ มาหาใครครับ” คนงานในบ้านมาเปิดประตูให้ และกล่าวทักทายด้วยน้ำเสียงสุภาพ
“มาขอพบท่านพิพัฒน์ครับ ชื่อภพหล้ากับธราดลครับ แจ้งล่วงหน้าไว้แล้ว” เห็นคนงานชายทำหน้าเหมือนไม่เชื่อใจกันจึงยืนยันชื่อเขากับพ่อไป
“อ๋อ เชิญครับ ๆ” เมื่อจำได้ว่านายจ้างบอกไว้ว่าจะมีคนหามา ชื่อนี้ ๆ ชายวัยกลางคนจึงอ๋อขึ้นมาทันที รีบเชิญสองพ่อลูกเข้าไปนั่งในห้องรับแขก
ณ ห้องรับแขก
“รอสักครู่นะครับ เดี๋ยวผมไปเรียนท่านก่อนว่าคุณทั้งสองมาถึงแล้ว” สองพ่อลูกพยักหน้า นั่งรอสักพัก พิพัฒน์ก็เปิดประตูเข้ามาเจอพวกเขา
“สวัสดีครับท่าน” เป็นภพที่ยกมือไหว้นายจ้างเก่าของพ่อด้วยความเคารพ พิพัฒน์รับไหว้พร้อมกันนั้นก็คลี่ยิ้มเบา ๆ ความเอ็นดูถูกส่งผ่านจากแววตาของชายวัยห้าสิบสองสู่นัยน์ตาของชายวัยยี่สิบสาม
“เรื่องราวเป็นยังไง ไหนเล่าให้ฉันฟังสิ ถามสองแม่ลูกแล้วก็เอาแต่ปิดปากเงียบกัน พูดแค่ว่าไล่ออกแล้วก็ให้แล้วกันไป ใช้ไม่ได้เลยจริง ๆ” ได้ทีก็บ่นภรรยากับบุตรตรีชุดใหญ่ ก่อนจะนั่งลงเพื่อร่วมวงสนทนา บรรยากาศการพูดคุยระหว่างชายสามคนเป็นไปด้วยความราบรื่น
:
:
“เรื่องทั้งหมดก็เป็นอย่างที่ผมกับพ่อเล่าแหละครับท่าน ท้ายที่สุดแล้วท่านจะปลดพ่อผมออกเพราะผมไปยุ่งกับลูกสาวของท่านพวกเราก็ไม่ติดใจอะไร ผมกับพ่อมาหาถึงที่นี่เพราะอยากอธิบายเท่านั้น” ภพหล้าพูดจาฉะฉานน่าเชื่อถือสมกับชนะเลิศการแข่งขันพูดสุนทรพจน์มาสี่ปีซ้อน
“อื้ม~…ถ้าอย่างนั้นดลก็จะยังคงเป็นพนักงานของฉันต่อไป เอาเป็นว่าไอ้ที่แม่จันทร์ดีพูด ๆ ไปน่ะ ถือว่าเป็นโมฆะก็แล้วกันนะ” ส่วนเรื่องที่ชายหนุ่มตามจีบลูกสาว พิพัฒน์ก็ไม่ได้ติดใจอะไร มันเป็นเรื่องธรรมดาของคนวัยหนุ่มสาว เขาคิดว่าอย่างไร ๆ เด็กคนนี้ก็ไม่มีวันล้ำเส้นลูกสาวตัวแสบของเขาแน่นอน มีแต่เจ้าตัวแสบนั่นแหละที่จะไปล้ำเส้นคนอื่นเขา
“ขอบคุณท่านที่เมตตาเราสองพ่อลูกมาโดยตลอดนะครับ” ธราดลยกมือไหว้ขอบคุณนายจ้าง ลูกชายไหว้ขอบคุณตาม
“อ้ะ! ถ้าไม่มีอะไรกันแล้วก็กลับบ้านกลับช่องไปพักผ่อนกันเถอะไป วันนี้ไม่ต้องไปเฝ้ายาม ฉันจ้างเด็กปีหนึ่งให้ทำรายชั่วโมงไปก่อนแล้ว พรุ่งนี้ค่อยกลับไปทำงานนะดลนะ…แล้วนี่กลับยังไงกัน” อธิบายเรื่องงานเสร็จสรรพก็ไม่ลืมถามเรื่องการเดินทาง
“ผมกับพ่อคงเรียกวินฯ แถวนี้เอาครับ”
“อ้อ! ... เอ้อ! จะไปนั่งวินให้เปลืองตังค์ทำไมกัน ระยะทางไม่เท่าไรเอง ฉันขับรถไปส่งก็ได้นี่”
“อย่าดีกว่าครับ///อย่าดีกว่าครับ” แขกทั้งสองคนปฏิเสธอย่างพร้อมเพรียงกัน
“ทำไมล่ะ นายสองคนรังเกียจเหรอ” ผู้ถามเลิกคิ้วด้วยความสงสัย ปกตินายจ้างอย่างพิพัฒน์มักจะขับรถไปส่งลูกจ้างที่บ้านอยู่ไกลบ่อย ๆ คนเหล่านั้นก็ไม่ได้ติดอะไร ออกจะดีใจด้วยซ้ำ จะมีก็แต่ภพหล้ากับธราดลนี่แหละที่แปลกคน
“ผมกับลูกเกรงใจน่ะครับ แค่นี้ท่านก็มีบุญคุณกับเราสองคนมากมายจนตอบแทนไม่หมดแล้วครับ”
“บุญคุณอะไรกัน ฉันไม่เคยคิดเรื่องนั้นหรอก นายทำงานแลกเงินนะธราดล นายได้เงิน ฉันได้งาน อย่าไปคิดมาก ให้ฉันไปส่งน่ะดีแล้ว ตกลงตามนี้นะ”
‘ปุ๊ ๆ’
มือขาวอวบตบลงบนหัวเข่าของธราดลสองฉาด พิพัฒน์สบตากับลูกจ้างเก่าแก่พร้อมส่งยิ้มเบา ๆ ไปให้ เป็นรอยยิ้มที่จริงใจที่สุดรองจากรอยยิ้มของพ่อเมื่อภพหล้าสังเกตดี ๆ
ทั้งสามคนลุกจากเก้าอี้นวมตัวยาวในจังหวะไล่เลี่ยกัน โดยเจ้าของบ้านกำลังจะไปเปิดประตู
‘แอ๊ดดด~’
“ไม่มีใครมีสิทธิ์ไปไหนทั้งนั้นถ้าฉันไม่อนุญาต!” เสียงแข็งกร้าวของหญิงวัยห้าสิบสองดังเข้ามาภายในห้องรับแขกเมื่อสามีของเธอเปิดประตูหวังจะออกจากห้องรับแขกไป