14 กุมภาพันธ์ 2565
7.30 น.
14 กุมภาฯ วันวาเลนไทน์…วันนี้มหา’ลัยดูมีชีวิตชีวามากเป็นพิเศษ มุมต่าง ๆ ตามอาคารเรียนถูกประดับประดาไปด้วยซุ้มดอกไม้หลากสีหลายสายพันธุ์ เป็นดอกกุหลาบสีแดงเสียส่วนใหญ่
คนหนุ่มคนสาวต่างซื้อดอกไม้ร้านชั่วคราวของเพื่อน ๆ ไปให้คนพิเศษกัน บ้างก็เหมาช็อกโกแลตบาร์เป็นลังไปแจกเพื่อนในห้องเรียน เป็นภาพที่น่ารักและมีให้เห็นทุกปี ณ สถานศึกษาแห่งนี้
“เห้ยไอ้ภพ! ปีนี้มึงไม่เอาดอกไม้ไปให้น้องคนสวยของมึงเหรอวะ” เพื่อนคนแรกถามภพหล้าที่กำลังยืนจัดดอกกุหลาบสีแดงดอกตูมใส่ช่ออยู่ แก๊งสี่คนนี้ก็รับดอกกุหลาบมาขายแบ่งกำไรกันเหมือนกับร้านข้าง ๆ เช่นกัน
“ไม่ว่ะ เสียดายดอกไม้สวย ๆ เอาไปให้เขา เขาก็ขยี้มันจนแหลกทุกปี”
สองครั้งแล้วที่ภพหล้าเอาดอกไม้ไปให้คนสวยของเขา กระนั้นเธอก็ทิ้งลงพื้น ใช้ส้นเข็มยาวสี่เซนติเมตรของเธอทั้งเหยียบทั้งขยี้จนมันเละไม่เหลือชิ้นดีต่อหน้าต่อตาเขา
“ได้ไง~ อย่าท้อสิวะเพื่อน มึงไม่ใช่คนที่จะยอมแพ้อะไรง่าย ๆ ขนาดนี้นี่ ลองดูอีกสักครั้งไหม”
เพื่อนคนต่อมาปลุกความหน้าหนาในตัวภพหล้าให้กลับมาดังเดิม
“ใช่ ปีนี้น้องเขาอาจจะใจอ่อน ยอมรับดอกไม้ของมึงก็เป็นไปได้…รับดอกไม้ ก็แสดงว่ารับรักจากพี่ภพ ฮิ้ววว~” เพื่อนคนที่สามสมทบเหมือนกลัวไม่ทัน เพื่อนทั้งสามคนโห่ ‘ฮิ้ววว~’ พร้อมเพรียงกันอย่างไม่ได้นัดหมาย
“เออ ๆ ๆ กูยอมบ้าจี้ตามพวกมึงหนึ่งวันก็ได้” เพื่อนผิวน้ำผึ้งของกลุ่มทำหน้าเอือมระอาใส่เพื่อนสนิทอีกสามคน แม้ในใจเขาจะอยากแสนอยากเอาดอกกุหลาบงามไปให้หญิงงามคนนั้นเต็มทีก็ตาม
9.00 น.
ชายหนุ่มรูปร่างสันทัดมายืนดักรอใครบางคนอยู่หน้าตึกคณะบริหารธุรกิจได้ครึ่งชั่วโมงแล้ว แต่กลับไร้วี่แววที่คนคนนั้นจะเดินผ่านมา เท่าที่เขาค้นตารางเรียนของคนคนนั้น ก็เรียนคาบแรกตอนเก้าโมงเช้านี่ หรือว่าจะเข้าก่อนเวลา…ไม่น่าใช่ หรือว่าโดดเรียนอีกแล้ว น่าจะเป็นอย่างหลังมากกว่านะ…นั่นไง! มาแล้ว!
“นี่นายอีกแล้วเหรอ ก็ฉันบอกแล้วไงว่าให้เก็บดอกไม้ราคาถูกของนายไว้ มันไม่เหมาะกับฉัน”
คนคนนั้นเดินขึ้นบันไดพื้นหินอ่อนมาห้าขั้น เห็นหน้านายคนนี้ก็รีบปฏิเสธทันที คิดไว้แล้วว่าอย่างไรลูกยามบ้านโครงการของพ่อก็ต้องเอาของมาให้เพราะเป็นวันแห่งความรัก…ก็ต้องเป็นแบบนั้นอยู่แล้วเพราะผืนแพรรู้ดีแก่ใจว่าตัวเองสวยจนใครต่อใครต่างก็หอบหิ้วดอกกุหลาบช่อใหญ่มาให้ตั้งแต่เจ้าตัวก้าวเท้าลงจากรถ
เป็นอันรู้ ๆ กันว่า ‘ดอกไม้ราคาถูก ไม่เหมาะกับฉัน’ สื่อความหมายโดยนัยว่าอย่างไร ก็หมายความว่าภพหล้าเป็นคนจน ไม่คู่ควรกับลูกคนรวยอย่างเธออย่างไรล่ะ
“จะไม่รับของจากพี่จริง ๆ เหรอ นี่พี่ตั้งใจจัดเองเลยนะ เลือกดอกที่ดีที่สุดมาเลยด้วย”
ถึงอย่างนั้นรุ่นพี่ก็แสนใจเย็น คิดในแง่บวกว่าอย่างน้อยก็ดีกว่าเมื่อก่อน เมื่อก่อนผืนแพรไม่พูดปฏิเสธก็จริง แต่ก็ไม่พูดไม่จากับเขาเลย รับดอกไม้ไปแล้วก็ปล่อยลงพื้นแข็งก่อนจะเหยียบขยี้จนแหลกคาส้นเข็ม
“นายฟังภาษาคนไม่เข้าใจหรือยังไงฮะ! ก็บอกว่าไม่เอาไง ไว้ช่อใหญ่เท่าคนอื่นแล้วค่อยมาคุยกับฉันก็แล้วกัน หลีกสิ ฉันจะขึ้นเรียน สายแล้วเนี่ย”
ที่จริงก็สายไปหลายนาทีแล้ว
ที่ว่า ‘ไว้ช่อใหญ่เท่าคนอื่นแล้วค่อยมาคุยกับฉัน’ นั่นหมายความว่า ‘ไว้รวยเท่าคนอื่นแล้วค่อยมาคุยกับฉัน’
ภพหล้ายอมหลีกทางให้ผืนแพรขึ้นอาคารเรียน แม้วันนี้รุ่นน้องจะไม่รับดอกไม้แทนใจจากเขา แต่เขาก็เชื่อว่าต้องมีสักวันที่เธอจะเป็นคนเดินมาขอดอกไม้จากเขาด้วยตัวเองโดยที่เขาไม่ต้องพยายามเหมือนสามครั้งที่ผ่านมา
‘เอานา อย่างน้อยวันนี้น้องแพรก็ยืนคุยกับพี่ได้เกินหนึ่งประโยค’
นักศึกษาปีสี่ยืนเหยียดยิ้มให้กับช่อกุหลาบเล็กในมือ คนเดินผ่านไปผ่านมาต่างก็คิดไปทำนองเดียวกันว่ารุ่นพี่คนนี้เป็นบ้าไปแล้วหรือเปล่า เขายืนอยู่หน้าตึกคณะฯ ได้สักพักก็ชำเลืองดูนาฬิกา ได้เวลาขึ้นเรียนแล้วล่ะสิ
17.00 น.
วันนี้ไม่มีงานเสริม ภพจึงกลับบ้านไว เขาตั้งใจจะกลับไปทำกับข้าวอร่อย ๆ รอพ่อกลับจากที่ทำงาน
‘ก๊อก! ก๊อก! ก๊อก!’
‘แอ๊ดดด~’
“อีกแล้วนะพ่อ ไม่ยอมล็อกประตูอีกแล้ว แล้วทำไมวันนี้กลับเร็วจังครับ” ท่าทีของลูกชายนั้นปกติ แต่คนที่มีพิรุธคือพ่อ
“พ่อครับ!”
“หะ…ฮะ?” กว่าจะหลุดออกจากภวังค์ได้ ภพหล้าถึงกับต้องเรียกเสียงดัง
“เหม่ออะไรครับเนี่ย”
ลูกชายนำสัมภาระไปเก็บ ต่อด้วยเปลี่ยนชุดนักศึกษาออก หวังจะมานั่งคุยกับคนเหม่อสักหน่อย
“ว่ายังไงครับพ่อ ทำไมวันนี้ดูแปลก ๆ ไป” อันที่จริงภพก็สังเกตได้ตั้งแต่ตอนเคาะประตูแล้ว ปกติธราดลจะตะโกนบอกลูกว่า ‘เปิดเข้ามาเลย! ไม่ได้ล็อก!’ แต่วันนี้กลับไม่ได้ยิน
“ภพลูก…พ่อโดนไล่ออกจากงานแล้ว” คนหนุ่มนั่งนิ่งไปชั่วขณะเมื่อได้ยินประโยคชวนใจแป้ว
“ทำไมล่ะครับ” แทนที่จะโวยวาย ภพหล้าเลือกที่จะถามหาต้นสายปลายเหตุอย่างที่ปัญญาชนเขาทำกัน
“คุณจันทร์ดีโกรธ เธอหาว่าลูกไปวุ่นวายกับลูกสาวของเธอ”
“แค่เอาดอกไม้ไปให้เองพ่อ ไม่เห็นจะล้ำเส้นตรงไหนเลย ทำแบบนี้มันเกินไปนะ บ้านเขาอยู่ไหน ภพจะไปถามเขาให้รู้เรื่อง แล้วนี่ท่านพิพัฒน์รู้เรื่องนี้หรือเปล่า”
ลูกชายรัวคำถามใส่พ่อด้วยความไม่เข้าใจ มองว่าฝั่งนั้นไม่มีเหตุผลเอาเสียเลย
“คุณพิพัฒน์ไม่รู้ แต่คุณจันทร์ดีก็เมีย ส่วนหนูแพรก็ลูกสาว คุณท่านไม่ฟังเสียงของพวกเราหรอก” ธราดลพูดไปสีหน้าก็เศร้าไป เขาไม่ได้เสียใจที่ถูกไล่ออกมา แต่เสียดายงานสบายรายได้ดี จะไปหาเจ้านายดี ๆ แบบพิพัฒน์ได้จากไหนกันล่ะ
“พ่ออย่าคิดไปเองสิ งั้นเอางี้! ผมจะไปเดี๋ยวนี้เลย พ่อแค่บอกบ้านเลขที่นั้นมา ส่วนพ่อก็อยู่รอภพที่นี่แหละ” ภพหล้าจ้องเข้าไปในดวงตาสีดำสนิทเพื่อกดดันให้บิดายอมบอกที่อยู่บ้านของพิพัฒน์
“อย่าเลย ไม่ต้องไปหรอกลูก อย่าไปยุ่งกับเขาเลย เขาไล่ออกมาแล้วก็แล้ว หางานทำใหม่ก็ได้”
“ทำไมพ่อถึงยอมเขาง่าย ๆ แบบนี้ล่ะ ปกติพ่อไม่ได้ยอมคนง่ายแบบนี้นี่” คนพูดนิ่วหน้าพร้อมกับขมวดคิ้วเข้าหากันเป็นปมด้วยความไม่เข้าใจ
“พ่อทำทุกอย่างแล้วภพ ทั้งคุกเข่า ทั้งก้มลงกราบขอร้องอ้อนวอนเขา แต่เมียคุณท่านก็ไม่ยอมฟังคำอธิบายอะไรเลย ไล่ลูกเดียว เธอไล่พ่อออกมาอย่างกับหมูกับหมา” เมื่อลูกชายได้ฟังคำอธิบายของพ่อ เจ้าตัวก็อ้าปากค้างอยู่ค่อนนาที ไม่นึกว่าคนอย่างพ่อของเขาจะยอมคนได้ถึงเพียงนี้
“แล้วพ่อจะไปคุกเข่าทำไม ยอมก้มหัวให้เขาทำไม จะไปกราบเขาทำไม พ่อต้องทำขนาดนี้เพื่อผมใช่ไหม”
ร้อยวันพันปีคนอย่างธราดลไม่เคยก้มหัวให้ใครนอกจากเจ้านายอย่างพิพัฒน์ ภพหล้าถามออกมาพร้อมกับอารมณ์โกรธที่กำลังคุกรุ่นอยู่ในใจ โกรธสองแม่ลูกนั่นเหลือเกินที่ใจร้ายใจดำกับพ่อของเขาได้ลง ในขณะเดียวกันก็รู้สึกผิด รู้สึกผิดที่ทำให้พ่อต้องคุกเข่า ต้องก้มกราบใครก็ไม่รู้เพื่อให้เขาได้มีเงินไปจ่ายค่าเทอม
“พ่อต้องทำเพื่อความอยู่รอดนะลูก มันจำเป็น แต่ช่างเถอะ เรามาเริ่มต้นกันไหมดีกว่าเนอะ” ชายวัยกลางคนพยายามเกลี้ยกล่อมลูกรักให้ใจเย็นลง เขาไม่อยากให้ภพหล้าบุกไปถึงบ้านของเจ้านายเก่า
‘พรึบ!’
“ภพลูก! อย่าไปเลยลูก! กลับมาก่อน!”
ไม่ทันเสียแล้ว ลูกชายละสายตาออกจากพ่อ ดีดตัวขึ้นก่อนจะถอยเก้าอี้ให้พ้นทางอย่างไว ขายาวก้าว ‘ฉับ ๆ’ ออกจากบ้านเช่าหลังน้อยไปหาวินหน้าปากซอยอย่างเร็วเพื่อตรงไปยังบ้านโครงการฯ ที่เขาเคยไปเฝ้ายามแทนพ่อ
‘พ่อไม่ยอมบอกที่อยู่พวกเขาก็ไม่เป็นไร ผมหาเองก็ได้’
ธราดลรีบเรียกวินแล้วซ้อนมอเตอร์ไซค์ไปตามลูกชาย ในใจนึกกระวนกระวายอยู่ไม่น้อย เกรงว่าคนใจร้ายอย่างจันทร์ดีจะสั่งให้ลูกน้องซ้อมลูกชายของเขา…เพราะก่อนกลับจากบ้านโครงการฯ ก็เห็นว่าจันทร์ดีสั่งให้ลูกน้องตัวใหญ่นับสิบรุมกระทืบชายหนุ่มคนหนึ่ง เป็นคนที่มายุ่งกับผืนแพรแต่ฐานะทางบ้านไม่มีอันจะกินก็เลยโดนแบบนั้น