ตอนที่ 2
ณ บ้านหลังใหญ่ของนายพิพัฒน์
19.00 น.
เจ้าของห้องนอนสีชมพูนอนคว่ำหน้าอยู่บนเตียงกว้าง ปล่อยให้น้ำตาไหลจนเปียกหมอนใบโตเป็นวงกว้าง ตลอดระยะเวลายี่สิบสองปี ช่วงเวลาที่พ่อกับแม่จะคุยกันดี ๆ นี่นับครั้งได้เลย
แพรโทษชะตาฟ้าลิขิตซ้ำ ๆ ที่ทำให้เธอต้องมาเจอเรื่องอะไรแบบนี้ รวยแล้วก็แทนที่จะมีความสุขเหมือนคนอื่นเขา นี่อะไร คาบช้อนเงินช้อนทองมาเกิดแท้ ๆ แต่เรื่องความรักความอบอุ่นนั้นไม่เคยสัมผัสได้เลยว่ามันมี…หรือมันมี แต่เธอสัมผัสไม่ได้กันนะ
“เฮ้อออ~ ร้องไห้ฟูมฟายไปก็เท่านั้น ไปดูของที่ซื้อมาดีกว่า”
เจ้าของคำพูดนี่ก็แปลกคน ชอบพูดคนเดียวยามอยู่ตัวคนเดียวอยู่เรื่อย เธอหยัดกายดีดตัวลุกขึ้นมาจากเตียงนุ่มเด้ง เดินเอื่อย ๆ ไปยังโต๊ะวางของซึ่งมีถุงกระดาษแฟชั่นวางเรียงกันอยู่สี่ถึงห้าใบ มือเรียวสวยหยิบของออกมาจากถุงกระดาษแฟชั่น เช็กสภาพของด้วยตาเปล่าอย่างละเมียดละไมทุกชิ้น
ทั้งกระเป๋า เสื้อผ้า รองเท้า และเครื่องประดับ หากมีรอยขีดข่วนแม้แต่นิดเดียว ผืนแพรจะส่งเคลมให้หมด ที่จริงก็เลือกมาดีตั้งแต่ตอนอยู่ที่ร้านแล้วล่ะ อย่างไรก็ตามด้วยความที่เป็นผืนแพร เธอจะดูแล้วดูอีกจนแน่ใจว่าได้ของคุณภาพดีมาจริง ๆ ถึงจะใช้เงินคนอื่นซื้อก็เถอะ
“ได้ของดีมาทุกชิ้นเลยแฮะ เรานี่มันตาถึงจริง ๆ ลงไปหาอะไรกินดีกว่า” พออยู่กับของสวย ๆ งาม ๆ เท่านั้นแหละ จากภาวะเซ็งและเศร้าเปลี่ยนมาเป็นอารมณ์ดีทันที อารมณ์ไม่คงที่จนผีในห้องงงงวย
ยังไม่ทันจะได้อาบน้ำเปลี่ยนชุดนักศึกษาออก เจ้าของส่วนสูงหนึ่งร้อยหกสิบห้าเซนติเมตรก็ลงไปหาอาหารทานที่ห้องครัวของบ้านทั้งอย่างนั้น แม้เธอจะเป็นคุณหนูขี้เหวี่ยง ขี้วีน ขี้โวยวายและเอาแต่ใจ ในทางกลับกันเธอเกรงใจแม่ครัวประจำบ้าน ทำให้บรรดาคนงานในบ้านต่างก็รักและคอยโอ๋คุณหนูผืนแพรทุกครั้งที่โดนคุณจันทร์ดีดุ
กิจวัตรประจำวันของเด็กมหา’ลัยคนอื่นเป็นอย่างไรไม่รู้ แต่กิจวัตรประจำวันของลูกเศรษฐีนามว่าพิพัฒน์ก็เป็นแบบนี้ วนซ้ำอยู่อย่างนี้ ทานอาหารเย็นคนเดียว ขึ้นห้องกลับไปอาบน้ำ หนังสือไม่อ่าน เลื่อนหน้าจอสมาร์ตโฟนดูสินค้นออนไลน์
ใช้เงินปรนเปรอความสุขให้ตัวเองจนพอใจแล้วก็เสียบหูฟังเข้ากับรูเล็ก ๆ ส่วนใดส่วนหนึ่งของสมาร์ตโฟน หลังจากนั้นก็ปล่อยให้ดนตรีทำหน้าที่ของมัน นั่นคือกล่อมเด็กหลับยากคนนี้ให้เข้าสู่ห้วงนิทราไปโดยเร็ว
20.00 น.
อีกสถานที่หนึ่งในวันเดียวกัน ในขณะที่ลูกเศรษฐีอย่างผืนแพรเข้านอนไปแล้ว ลูกคนจนอย่างภพหล้าเพิ่งกลับถึงบ้านเช่า เหตุเพราะไปรับงานเสริมเบ็ดเตล็ดหลังเลิกเรียนเพื่อนำรายได้มาจุนเจือครอบครัว วันนี้เขาไปช่วยเจ๊ร้านก๋วยเตี๋ยวหน้ามหาวิทยาลัยเก็บล้างจานชาม ได้ค่าแรงมาหนึ่งร้อยยี่สิบบาท เพราะทำเพียงสามชั่วโมง ก็ตกชั่วโมงละสี่สิบบาท
‘แอ๊ดดด~’
“อ้าว! กลับมาแล้วเหรอภพ มา ๆ มากินข้าวกัน เดี๋ยวกินเสร็จพ่อจะได้กลับไปเฝ้ายามต่อ” ชายวัยห้าสิบสองกำลังเทอาหารปรุงสุกใหม่ ๆ ลงบนชามอยู่ ลูกชายก็กลับถึงบ้านพอดี
“พ่อครับ ทำไมถึงล็อกประตู เกิดพวกโจรปล้นจี้บุกเข้ามาจะทำยังไง”
“ลูกกก~ มาถึงก็บ่นพ่อเลยนะ มันไม่มาปล้นมาจี้พ่อหรอก ไม่มีอะไรจะให้ปล้น ฮ่า ๆ ๆ”
“ไม่ต้องมาทำเป็นอารมณ์ดีกลบเกลื่อนเลยนะพ่อ”
ภพหล้าตอนนี้เหมือนเด็ก งอนตุ๊บป่อง เขาทำหน้ายู่ปากหงึ ก่อนที่จะเดินไปเปลี่ยนเสื้อผ้าแล้วออกมาทานข้าวพร้อมกันกับบิดา
“เออพ่อ วันนี้ภพซื้อยามาด้วยนะ อยู่ในกระเป๋า อย่าลืมแบ่งเอาติดตัวไปด้วยล่ะ” คนที่กำลังเคี้ยวข้าวจนแก้มตุ่ยอยู่ชี้ไปที่กระเป๋าหนังเก่า ๆ ใบหนึ่ง มันคือกระเป๋าคู่ใจของเขา ไปไหนมาไหนก็สะพายติดตัวไปด้วยตลอด
“ไม่เห็นจะต้องซื้อมาให้เปลืองเงินเลยภพ พ่อไม่ได้เป็นอะไรมากสักหน่อย ยาพวกนี่น่ะแพง อย่างพ่อน่ะกินแค่ยาแก้ปวดแผงละสิบบาทก็อยู่ได้แล้ว”
พักหลัง ๆ มานี้ธราดลป่วยออด ๆ แอด ๆ ลูกชายจะพาไปหาหมอก็ไม่ยอม เกรงว่าจะต้องจ่ายค่ายาแพง จึงทนซื้อยาสามัญประจำบ้านทานไปพลางพอบรรเทาอาการให้ผ่านพ้นไปในแต่ละวัน
“มันไม่ได้พ่อ เราต้องรักษาให้ตรงจุด เอางี้ไหม พรุ่งนี้พ่อก็ลางานสักครึ่งวัน เดี๋ยวผมพาไปหาหมอ ถ้าเป็นโรงบาลรัฐก็คงจะไม่หมดเยอะเท่าไรหรอกมั้ง”
พยายามโน้มน้าวผู้เป็นพ่ออีกครั้งหนึ่ง เผื่อแกจะยอมให้พาไปหาหมอ หากให้ไปคนเดียวคงไม่มีวันนั้นหรอก
“ไม่อะ พ่อไม่ไป พ่ออิ่มแล้ว ฝากเก็บล้างจานชามด้วยนะ พ่อไปละ” ธราดลรีบตัดจบเรื่องไปหาหมอ ทำท่าจะลุกไปหยิบเสื้อตัวนอก
“เดี๋ยวสิพ่อ วันนี้อยู่พักผ่อนเถอะ เดี๋ยวผมไปเอง ม่ะ! ยื่นเสื้อมา”
ลูกชายลุกขึ้นทันควัน ผายมือข้างขวาขอเสื้อตัวนอกจากพ่อ ธราดลยื่นเสื้อยามให้ภพหล้าแต่โดยดี รู้ว่าอย่างไรเจ้าเด็กคนนี้ก็จะไปเฝ้ายามแทนพ่อให้ได้ จึงไม่คัดค้านเหมือนเมื่อก่อน ไม่ใช่อะไร ขี้เกียจเถียง ลูกชายเขาก็เหมือนเขานั่นแหละ หากดึงดันจะทำให้ได้ เอาช้างกี่เชือกมารั้งมาฉุดมันก็ไม่อยู่
หากวันไหนภพหล้าไม่รับงานเสริมจนถึงเช้า หรือไม่ต้องคิดงานใต้ตึกคณะฯ จนโต้รุ่งกับแก๊งเพื่อนสนิท เขาก็จะทำแบบนี้อยู่เป็นประจำ ไปเฝ้ายามกะดึกแทนผู้เป็นพ่อ เหนื่อยหน่อยแต่คุ้ม มากพอจนสามารถเก็บเงินไปจ่ายค่าเทอมมหา’ลัยเอกชนชื่อดังสองแสนกว่าบาทได้ เพราะเงินเดือนที่พ่อได้มาก็ไม่ใช่น้อย ๆ เมื่อเทียบกับคนอื่น ๆ ที่ประกอบอาชีพเดียวกัน ก็ตั้งเดือนละห้าหมื่นแน่ะ แต่ต้องทำตลอดยี่สิบสี่ชั่วโมงนะถึงจะได้เดือนละห้าหมื่น
ดังนั้นธราดลต้องอยู่เฝ้ายามหมู่บ้านโครงการแห่งหนึ่งของพิพัฒน์แทบจะยี่สิบสี่ชั่วโมง ดีขึ้นมาหน่อยที่พิพัฒน์เป็นคนยืดหยุ่นกับลูกจ้าง อนุญาตให้กลับไปทานข้าวเย็นกับคนที่บ้านได้…แม้ว่าตัวพิพัฒน์เองจะไม่ค่อยได้ทานข้าวเย็นพร้อมหน้าลูกเมียก็ตามที แต่ก็เข้าใจหัวอกของลูกจ้างและความเป็นพ่อดี
ธราดลซื่อสัตย์กับนายจ้างนามว่าพิพัฒน์มาก ชายคนนี้ทำงานให้นายจ้างคนเดิมและคนเดียวมาได้ยี่สิบสามปีแล้ว ก็ตั้งแต่เจ้าภพหล้าเกิดนั่นแหละ ภรรยาคลอดลูกออกมาก็เสียเลือดมากเพราะเป็นคนเลือดจางกอปรกับเป็นโรคเลือดไหลไม่หยุด
ยังดีที่ภรรยาสุดที่รักมีลูกชายไว้ให้ดูต่างหน้ายามคิดถึง คอยเป็นแขนเป็นขาแทนพ่อหลาย ๆ เรื่อง เด็กดีคนนี้ทำงานหนักตั้งแต่เล็กจนโตโดยไม่เคยบ่นว่าเหนื่อยแม้แต่ครั้งเดียว หากจะใช้คำว่า ‘อภิชาตบุตร’ ก็คงไม่เกินไปสำหรับภพหล้า
ชีวิตประจำวันของเด็กปีสี่อย่างภพหล้าก็เป็นเช่นนี้ เมื่อพ่อไปเปลี่ยนกะตอนตีห้า เจ้าตัวก็กลับบ้านเช่าไปอาบน้ำอาบท่าเตรียมไปเรียน เขาเลือกทานอาหารเช้าที่โรงอาหารของคณะบริหารฯ เพราะพ่อค้าแม่ค้าที่นั่นขายข้าวถูกกว่าข้างนอก
ทานข้าวเสร็จก็ขึ้นเรียนตรงเวลา วันไหนแก๊งเพื่อนมาเร็วหน่อยก็พากันเข้าห้องเรียนก่อนเวลา
ภพหล้าตั้งใจเรียนในห้อง ก่อนสอบจึงไม่ต้องอ่านอะไรมากเพราะเข้าใจประเด็นที่อาจารย์จะสื่อตั้งแต่ในห้องเรียนแล้ว เลิกเรียนก็ไปทำงานเสริม เลิกจากงานเสริมก็กลับบ้านไปทานข้าวกับพ่อ ต่อด้วยไปเฝ้ายามแทนพ่อในกะดึก ชีวิตส่วนมากของชายหนุ่มในวัยยี่สิบสามก็วนเวียนอยู่แค่นี้ ภพหล้าใช้ชีวิตอย่างไร้จุดหมาย โดยไม่ได้คิดเลยว่าจุดเปลี่ยนครั้งใหญ่ในชีวิตของเขาและพ่อกำลังจะมาถึง…