ขณะนี้ผืนแพรกำลังเดินนำรุ่นพี่คนล่าสุดที่เธอควงเข้าไปในร้านกระเป๋าแบรนด์เนม ชี้กระเป๋าให้พนักงานเห็นและรับรู้ว่า ‘เอาใบนี้’ เธอหันไปยิ้มกว้างให้กับคนตัวสูงข้าง ๆ บ่งบอกว่าพึงพอใจกับกระเป๋าสามใบคอลเลคชั่นใหม่สำหรับสาวมหา’ลัยมาก
คนตัวสูงยิ้มกว้างตอบเช่นกัน สบายใจที่ได้เห็นตุ๊กตาหน้ารถคนล่าสุดของเขาอารมณ์ดี…ใช่แล้ว จุดประสงค์ที่ผู้ชายทุกคนเข้าหาผืนแพรคือพวกเขาหวังแค่ให้เธอเป็นเพียงตุ๊กตาหน้ารถ เพราะเธอนั้นสวยหยาดเยิ้ม ใครเห็นเป็นอันต้องหลง แถมยังน่ารักราวกับตุ๊กตากระเบื้องเคลือบอีกด้วย
************************
วันนี้ทั้งสองคนเดินเข้าไปเลือกซื้อสินค้าอยู่หลายร้าน ถัดจากร้านขายกระเป๋าก็เป็นร้านเสื้อผ้า ร้านรองเท้า จบที่ร้านเครื่องประดับ รุ่นพี่ยื่นบัตรเครดิตแบบไม่จำกัดวงเงินให้พนักงานครั้งแล้วครั้งเล่าโดยไม่คิดเสียดายเงินหลักล้านที่ใช้ไปเลยแม้แต่น้อย
“ซื้อของเสร็จแล้ว น้องแพรอยากไปที่ไหนต่อคะ” ถามความสมัครใจของตุ๊กตาหน้ารถก่อน
“ไปดูหนังกันไหมคะ แพรเห็นคนรีวิวหนังออกใหม่เรื่องหนึ่ง น่าดูมาก ๆ เลย”
“ได้สิคะ ไปกันค่ะ”
ภาพยนตร์ที่ผืนแพรชวนคนควงคนใหม่ดูคือแนวคอมเมดี้ หญิงสาวมักจะสรรหาภาพยนตร์แนวนี้ดูอยู่เป็นประจำ ทั้งในโรงฯ และในแอปพลิเคชัน หรือไม่ก็จะดูพวกหนังแนวรักโรแมนติก เหตุที่ไม่ดูหนังแนวดราม่าเพราะลำพังเรื่องที่บ้านก็ดราม่ามากพออยู่แล้ว
ส่วนรุ่นพี่นั้นไม่ชอบหนังเรื่องที่ผืนแพรชวนดูเท่าไหร่ เขาชอบอะไรที่มันลุ้นระทึกอย่างหนังแนวสืบสวนหรือแนวสยองขวัญมากกว่า แต่ก็ฝืนทนดูไปจนจบเรื่อง
“หนังจบแล้ว เราไปทานข้าวกันต่อไหมคะ” ชายหนุ่มชวนรุ่นน้องไปทานอาหารเย็น ทำหน้าตาใสซื่อเหมือนไม่ได้คิดอะไร แต่จริง ๆ คือคิด และปิดยังไงก็ไม่มิดด้วย คนอย่างผืนแพรน่ะหรือจะไม่รู้ทัน ‘ชวนไปกินข้าว หลังจากนั้นก็กินตับต่อล่ะสิ’
“แพรมีนัดทานข้าวกับที่บ้านแล้วน่ะค่ะ ขอโทษด้วยนะคะที่อยู่ทานข้าวกับพี่ไม่ได้ ไว้โอกาสหน้าเนอะ”
โอกาสหน้าไม่มีหรอก เจอกันอีกทีเจ้าของคำพูดก็ทำเป็นไม่รู้จักคนควงเก่าไปแล้ว ส่วนเรื่องนัดทานอาหารเย็นกับที่บ้านนี่ก็ไม่มีเค้าความจริงเช่นกัน ตั้งแต่เล็กจนโต บ้านของผืนแพรก็ร่วมวงทานอาหารกันแทบจะนับครั้งได้ ส่วนใหญ่จะทานแบบแยกใครแยกมันมากกว่า เพราะเวลาว่างไม่เคยตรงกัน
ลูกสาวกลับบ้านตอนเย็น คุณแม่เข้าบ้านยามวิกาล ส่วนคุณพ่อน่ะหรือ รายนั้นนาน ๆ ทีถึงจะเข้าบ้าน ส่วนมากก็กินนอนอยู่คอนโดที่กำลังสร้างใหม่ บางครั้งลูกสาวก็ไม่เข้าใจว่าพ่อจะทำงานหนักไปทำไมกันนัก ทั้ง ๆ ที่บ้านก็ออกจะรวยเอาปานนี้ จะทำงานหนักตลอดชีวิตเลยหรืออย่างไรกัน
หลังจากที่โดนผืนแพรปฏิเสธ ชายรุ่นพี่ก็มีสีหน้าไม่สบอารมณ์อย่างชัดเจน ท่าทางกระฟัดกระเฟียดถูกแสดงออกมาอย่างเก็บไม่อยู่ ต่างกับก่อนหน้านี้ราวฟ้ากับเหว แต่ท้ายที่สุดแล้วก็ต้องจำใจขับรถคันหรูคู่ใจไปส่งอีกคนที่บ้านของเธอจนได้
รถสปอร์ตแล่นมาจอดหน้าประตูบ้านบานเบ้อเริ่ม ร่างอรชรในเสื้อนักศึกษารัดรูปกับกระโปรงทรงเอที่สั้นจนแทบจะเห็นขาอ่อนหยัดกายเปิดประตูรถด้วยตนเอง ลงจากรถและกล่าวลาคนที่ขับรถมาส่งด้วยน้ำเสียงปกติ
“ขอบคุณที่มาส่งนะคะรุ่นพี่ ไว้โอกาสหน้าเราค่อยทานข้าวกันนะคะ” ให้ความหวังทั้ง ๆ ที่ไม่มีวันนั้น
“เสียดายจัง วันนี้เป็นวันเปิดเทอมแท้ ๆ แทนที่จะได้อยู่ทานข้าวเย็นกับเพื่อน ๆ แต่ก็เอาเถอะ น้องแพรต้องกลับมาทานข้าวเย็นพร้อมหน้าพร้อมตากับคนที่บ้านนี่เนอะ แม่ะ! อบอุ่นจังเลยนะครับบ้านนี้” ไหน ๆ ก็ไหน ๆ แล้ว หนุ่มตี๋ถือโอกาสนี้แซะคนตรงหน้าไปในตัว ใช่ว่าเขาจะไม่รู้เรื่องความสัมพันธ์ของคนในบ้านของผืนแพร ใคร ๆ ก็รู้กันทั้งนั้นแหละ แต่ทำได้แค่นินทาลับหลัง หรือไม่ก็แซะต่อหน้าแบบเนียน ๆ อย่างที่เขาทำอยู่ตอนนี้
“ค่ะ บ้านแพรก็อบอุ่นอย่างนี้ล่ะค่ะ ไม่เหมือนเด็กบ้านรวยบางคน ขาดความอบอุ่นจนต้องใช้เงินซื้อใจคนให้ไปอยู่เป็นเพื่อน แต่ก็น่าสงสารเขานะคะ ซื้อใจแต่ไม่ได้ใจ ได้แต่แห้วกลับไป งั้นแพรขอตัวก่อนนะคะ ขอบคุณทุกอย่างสำหรับวันนี้ค่ะ” ตอกกลับอย่างเจ็บแสบก่อนจะยิ้มเย็นกลับไป อีกคนเห็นเห็นดังนั้นก็กัดฟันกรอด ฝืนยิ้มส่งกลับแบบแข็ง ๆ เด็กปากแจ๋วหมุนตัวแล้วเหยียดยิ้มมุมปาก จากนั้นก็เดินเข้าบ้านพร้อมกับถุงกระดาษแฟชั่นเต็มสองมืออย่างสบายอุรา
“ฝากไว้ก่อนเถอะยัยเด็กแสบ!”
************************
‘เฮอะ! หวังไปเถอะว่าจะได้แอ้มฉัน คนอย่างนายก็ทำได้อย่างมากแค่นั่งจกป๊อบคอร์นถังเดียวกันกับฉันแหละ’
แพรเดิน ๆ ไปก็นึกขำรุ่นพี่คนเมื่อกี้ในใจ คิดว่าตัวเองดีเลิศนักหรืออย่างไรถึงกล้าหวังเรื่องนั้นจากเธอ
:
:
“ฉันทั้งเตือนทั้งบอกเธอกี่รอบแล้วฮะว่าอย่าไปสร้างหนี้ให้ครอบครัวอีก! ช่วงนี้เศรษฐกิจก็ใช่ว่าจะดี ทั้งบ้านโครงการทั้งคอนโดก็ขายได้บ้างไม่ได้บ้าง ทำไมเธอถึงไม่สงสารฉันกับลูกบ้าง เข้าอยู่นั่นแหละไอ้บ่อนพนันน่ะ เข้าไปให้มันได้อะไรนักหนา การพนันไม่เคยทำให้ใครรวยหรอก มาช่วยกันทำมาหากินนี่ถึงจะรวย”
“คุณเป็นผู้ชาย เป็นหัวหน้าครอบครัว หน้าที่หาเลี้ยงลูกเลี้ยงเมียก็เป็นหน้าที่ของคุณคนเดียวอยู่แล้ว เมื่อก่อนก็ทำได้นี่ ทำไมเดี๋ยวนี้เอะอะก็บ่น เอะอะก็ด่าฉัน แล้วหนี้พนันน่ะ เงินแค่ไม่กี่ล้าน ขนหน้าแข้งคุณมันคงไม่ร่วงหรอก อย่าขี้เหนียวไปหน่อยเลย”
“แม่จันทร์ดี!”
“โอ๊ย! พอแล้วค่ะ!” ท้ายที่สุดแล้วคนกลางอย่างลูกสาวก็ต้องมาห้ามศึกระหว่างพ่อกับแม่ของเธอ จำไม่ได้แล้วว่าบุพการีทั้งสองมีปากเสียงกันแบบนี้ตั้งแต่เมื่อไร แต่ที่แน่ ๆ นี่ไม่ใช่ครั้งแรก และนี่ก็เป็นอีกเหตุผลหนึ่งที่ทำให้ผืนแพรขาดความอบอุ่น คำว่าครอบครัวในความคิดของเธอจึงเป็นไปในแง่ลบ เจอหน้ากันทีไร คุยด้วยกันดี ๆ ได้ไม่ถึงห้านาทีก็มีปากมีเสียงกันอีกแล้ว
กล่าวได้ว่าผืนแพรโตมากับเสียงทะเลาะกันของพ่อกับแม่เลยล่ะ ยังดีขึ้นมาหน่อยที่พ่อไม่ขว้างปาข้าวของหรือลงไม้ลงมือกับแม่เหมือนบางครอบครัว ทว่าลูกสาวก็ถามพ่อกับแม่อยู่บ่อยครั้งว่าทำไมถึงไม่เลิกรากันไปเสียที จะทนอยู่ด้วยกันให้มันทุกข์ใจเพื่ออะไร คำตอบคือความเงียบ ผู้ใหญ่ทั้งสองคนอึกอัก จบลงที่ไม่มีใครพูดถึงเรื่องนี้
“จะขึ้นเสียงใส่กันให้มันได้สวรรค์วิมานอะไรขึ้นมาคะ แก่จนจะลงโลงกันแล้วก็หัดปลงบ้างเถอะค่ะ จะทะเลาะกันจนแพรมีลูกมีผัวเลยหรือยังไง” ลูกสาวที่เพิ่งเดินเข้ามาในบ้านเมื่อได้ยินเสียงพ่อกับแม่ทะเลาะกันก็ร้องปรามอย่างไวด้วยถ้อยคำที่ไม่สุภาพนัก แต่ก็ทำให้พ่อและแม่เงียบปากแล้วหันมาสนใจเสียงเธอได้
“แล้วนี่แกหอบอะไรมาเยอะแยะ อย่าบอกนะว่าเอาเงินที่พ่อแกให้ไปซื้อของพวกนี้” เงียบปากได้ไม่ถึงนาทีจริง ๆ
“จันทร์ดีอย่าหาเรื่องลูกได้ไหม เงินผมให้ลูก ลูกจะซื้อจะใช้ไปกับอะไรก็เรื่องของลูกเถอะ คุณนั่นแหละที่ต้องระวังเรื่องการใช้เงิน หน้าใหญ่ใจโตจังเลยนะ เลี้ยงเหล้าพวกไฮโซกี่ครั้งแล้วล่ะ ไหนจะหนี้พนันอีก”
“ฮะ! นี่แม่เล่นเสียอีกแล้วเหรอ! แพรก็บอกแล้วไงว่าให้แม่เลิกเล่น มันไม่มีทางทำให้แม่รวยได้หรอก แล้วของพวกนี้น่ะ แพรไม่โง่ซื้อเองหรอกนะ มีคนจ่ายให้ต่างหากล่ะ เฮ้อออ~ คุยกับพ่อแม่แล้วเหนื่อยจริง ๆ นะ แพรขอตัวก่อนละกันนะคะ”
‘ตึก ๆ ๆ ๆ ๆ’
“ยัยแพร! ยัยแพร! ผืนแพร! ลงมาคุยกับแม่ก่อน ว่าฉันฉอด ๆ ๆ แล้วจะหนีขึ้นห้องไปแบบนี้ไม่ได้นะ ได้ยินไหมเนี่ย”
จันทร์ดีตะโกนเรียกลูกไล่หลัง แต่ต่อให้เรียกทั้งชื่อเล่นหรือชื่อจริง ลูกก็ไม่หยุดวิ่งขึ้นบันไดบ้านอยู่ดี ถึงหน้าห้องปุ๊บก็เปิดประตูเข้าห้องไปปั๊บ ปิดประตูเสียงดัง ‘ปั้งงง!’ ด้วยความรำคาญใจ
“นังลูกคนนี้! คุณดูสิคะ มาปิดประตูใส่หน้าพ่อหน้าแม่แบบนี้มันใช้ได้ที่ไหนกัน ฮึ่ย เพราะคุณนั่นแหละ” จันทร์ดีกำลังสติแตกเพียงเพราะลูกสาวไม่แยแสเธอ
“ทำไม! ผมมันทำไม!”
“คุณให้ท้ายลูกจนลูกเสียคน ยัยแพรถึงได้เป็นเด็กก้าวร้าวแบบที่คุณกับฉันเห็นยังไงล่ะคะ”
“แพรเขาก็เป็นแบบนี้มาตั้งแต่ไหนแต่ไรแล้ว คุณนั่นแหละชอบไปบงการชีวิตลูก อย่าไปยุ่งกับลูกให้มันมากนักเลย แล้วเรื่องหนี้พนันของคุณน่ะ เดี๋ยวผมส่งคนไปจัดการให้เอง คุณก็เพลา ๆ ลงบ้างก็แล้วกัน ถือว่าผมขอ วันนี้ผมเหนื่อยมาก ขอตัวก่อนละกัน”
พิพัฒน์รีบตัดจบบทสนทนาก่อนที่จะเสียเวลาพักผ่อนไปมากกว่านี้ จันทร์ดีเห็นดังนั้นก็ทำท่าทางฟึดฟัดไปกันใหญ่
“เออ! ดี! ไม่ต้องมาสนใจฉันกันทั้งพ่อทั้งลูกนั่นแหละ เฮ้อออ~ เหนื่อย~ ไปทานอาหารอร่อย ๆ ข้างนอกดีกว่า งืมมม~ ชวนใครไปดีน้า?”
ประหนึ่งฟังหูซ้ายทะลุหูขวา จันทร์ดีไม่คิดจะระวังเรื่องการใช้จ่ายเงินทองเช่นเดิม แม้สามีเพิ่งขอร้องไปหยก ๆ ก็ตามที จันทร์ดีต่อสายไปหาเพื่อนแก๊งไฮโซทุกคน ชวนเพื่อนไปทานอาหารเย็น จบที่เธอเป็นคนจ่ายค่าอาหาร หญิงวัยห้าสิบสองใช้จ่ายสุรุ่ยสุร่ายจนเกินตัว ไม่รู้เลยว่าเหตุการณ์ไม่คาดคิดกำลังจะเกิดขึ้นอย่างไม่ให้เธอและคนอื่นอีกหลายคนได้ตั้งตัว