อิม แน่ใจนะว่าจะพักที่นี่” เสียงของผู้ชายดังขึ้นก่อน ตามด้วยเสียงผู้หญิงที่นั่งข้างเขาๆ น้ำเสียงอีกฝ่ายสูงเล็กน้อย แต่ก็ดูชวนฟังไม่แปร่งหู เพราะเจ้าตัวชอบทอดหางเสียงยาวๆทุกครั้งยามจบประโยค ทำให้คำพูดที่อีกฝ่ายเอ่ย เจือความออดอ้อนเอาใจไว้
“ที่นี่แหละ อิมชอบ มันอยู่ใกล้ที่ทำงานอิมด้วย อีกอย่างหนึ่งเราคุยกันแล้วไม่ใช่เหรอคะ ว่าให้อิมเป็นคนเลือกที่พักเอง”
“มันมีคอนโดอีกตั้งหลายที่ในเมือง บ้านเป็นหลังก็มีตั้งเยอะ ทำไมต้องเป็นที่นี่ล่ะ”
“พี่เรเองก็รู้ ว่าอิมขี้กลัว อิมอยู่คนเดียว นานๆทีพี่เรถึงจะมาหาอิม อิมก็ต้องเลือกที่พักที่มีคนรู้จักให้อิมสบายใจสิคะ มาตงค์กับอิมเป็นญาติกันนะ เป็นทั้งญาติเป็นทั้งเพื่อน อยู่ที่นี่กับมาตงค์ อิมต้องวางใจกว่าอยู่ที่อื่นอยู่แล้ว”
คนพูดถอนหายใจ เอ่ยยาวๆ
ไม่ต้องออกไปดู คนที่กำลังยืนคนช้อนในถ้วยกาแฟช้าๆ มองฟองสีน้ำตาลที่หมุนคว้างอยู่ในถ้วยก็รู้ว่า ยามเจ้าตัวพูด ต้องกะพริบตาไปด้วยแล้วก็ยิ้มแบบไหน ถึงจะเกลี้ยกล่อมให้คนคล้อยตามใจ แน่ล่ะ... เธอต้องรู้ดีอยู่แล้ว เพราะเธอเองก็ชอบสีหน้าและวิธีการพูดของผู้หญิงข้างนอกนั่นมากเช่นกัน ...อ้อ... พูดผิด ต้องใช้คำว่า เคยชอบสินะ
“อีกอย่างที่นี่ก็ตกแต่งสวยแบบนี้อิมชอบ พี่เรเวลาเราแต่งงานกัน บ้านเราต้องแต่งแบบนี้นะ”
ไม่มีเสียงตอบรับจากผู้ชาย ทว่าคนที่กำลังยกถ้วยกาแฟขึ้นมาสูดกลิ่นหอมของมัน ดมกลิ่นหอมเฉพาะตัวที่ชวนให้ลุ่มหลงก่อนจะเป่าควันที่ลอยอ้อยอิ่งเหนือถ้วยช้าๆ ก็รู้ดีว่าเขามีท่าทางยังไง
เขาจะยิ้มอย่างเอ็นดู พยักหน้าทีหนึ่งอย่างตามใจ แล้วยกมือลูบศีรษะของผู้หญิงที่นั่งใกล้อย่างรักใคร่
ทำไมถึงรู้? คงเพราะเธอเคยอยู่ตรงนั้น เคยนั่งใกล้เขาแบบนี้ แล้วก็ได้รับสายตาแบบนั้นจากเขามาก่อนกระมัง
มาตงค์สูดกลิ่นหอมของกาแฟแล้วก็ยิ้มเย็น เธอเดินออกมาจากมุมโค้งของทางเข้าห้องที่ช่วยแยกระหว่างบริเวณรับรองแขกที่มาติดต่อ กับส่วนที่เป็นบริเวณที่พักของเธอออกจากกัน ตอนที่หญิงสาวเดินออกมา ก็เห็นว่าชายหนุ่มผิวขาวที่นั่งตรงโซฟาวินเทจลายดอกไม้สีโอลด์โรสเพิ่งจะละมือจากศีรษะของคนรักที่นั่งบนโซฟาตัวเดียวกันพอดี เขาหันมามองเธอ เสี้ยวหน้าด้านข้างตอนโดนแสงแดดยามสายด้านนอกกระทบ ทำให้เกิดเงาและแสงบนกรามได้รูปและคางมนของอีกฝ่าย แดด... ทำให้ใบหน้าที่อ่อนโยนอยู่แล้วของเขา ดูละมุนละไมมากขึ้นกว่าเดิม
“มาตงค์” ผู้หญิงในชุดเดรสสีฟ้าหันมามองเธอแล้วก็ยิ้ม ยิ้มจนดวงตาเรียวยาวของอีกฝ่ายโค้งลงเป็นรูปพระจันทร์คว่ำ ลักยิ้มที่แก้มกดลึกเป็นรอยบุ๋ม
กิ่งทองใบหยก...
หนุ่มหล่อ สาวสวย ที่ดูเหมาะสมกับไปทุกอย่าง
“สวัสดี” มาตงค์ ทักก่อน ใบหน้าไม่มีรอยยิ้มแม้แต่น้อย เธอวางแก้วกาแฟลงบนโต๊ะไม้ ปลายเล็บที่ทาสีดำไว้ตัดกับสีถ้วยชมพูอ่อนพาสเทลอย่างเห็นได้ชัด กลิ่นหอมของกาแฟกรุ่นจางๆ ทำให้เธออารมณ์ดีพอควร แต่ก็ไม่ได้มากพอจะยิ้มแย้มต้อนรับแขกไม่ได้รับเชิญตรงหน้าได้
แม้ว่าอีกฝ่ายจะเป็นลูกค้าก็เถอะ... ใครยิ้มให้ลูกค้าที่เป็นแฟนเก่าแถมพาแฟนใหม่ซึ่งที่เคยเป็นเพื่อนสนิทตัวเองได้บ้าง บอกมาสิ
“มาตงค์ สวัสดี ไม่ได้เจอกันนานเลย ดู... อวบอิ่มขึ้นนะ”
มาตงค์พยักหน้า “ขอบใจ”
แม้จะรู้ว่าร่างกายตัวเองไกลคำว่าอวบอิ่มไปเยอะ เยอะมาก... น่าจะราวๆห้ากิโลได้
“มาตงค์ อิมอยากจะขอดูห้องตัวอย่างของที่นี่หน่อยได้ไหม อิมจะมาเรียนต่อปริญญาโทที่นี่ช่วงเสาร์อาทิตย์ ก็เลย...”
“มีห้องว่างที่คนเช่าเพิ่งย้ายไปเมื่อสองอาทิตย์ก่อน เราเปิดให้ดูได้” มาตงค์พูด “ถ้าคุณอยากดูห้อง รอสักครู่นะ”
หญิงสาวบอกแล้วลุกเดินอ้อมไปยังฉากหวายที่พาดผ้าลายดอกกุหลาบไว้ครึ่งหนึ่งเพื่อช่วยบังสายตา หยิบกุญแจพวงใหญ่มาจากตะกร้าหวายเทียมสีอ่อน ปลายนิ้วไล่เขี่ยหาพวงที่ตนเองจำได้ว่าเป็นห้องว่าง แล้วเดินออกมาจากฉากกั้น ทำเป็นมองไม่เห็นผู้หญิงอีกคนที่ยืนขยิบตายิบๆ อยู่ตรงจุดที่ตนเองเคยยืนคนกาแฟเมื่อครู่
“เชิญทางนี้”
มาตงค์บอก เธอไม่ได้ลงท้ายด้วยค่ะ แต่เพราะเสียงค่อนเบาแล้วพูดช้าจนติดเป็นนิสัย มันเลยทำให้ฟังดูไม่ห้วน ก่อนจะเดินนำประตู อาคารแห่งนี้มีสามชั้น แต่ละชั้นมีห้องพักห้าห้อง สร้างและตกแต่งด้วยธีมวินเทจหวานๆหลังคามุงกระเบื้องสีเทา ตัวอาคารสีชมพูจางเลยเป็นที่นิยมเช่าพักของผู้เช่าสาวๆ
“ที่นี่ไม่มีลิฟต์นะ เพราะว่ามีแค่สามชั้นเท่านั้น เป็นบันไดอย่างเดียว”
เจ้าของอธิบายพลางจับราวบันไดไม้สีเขียวมิ้นต์ก้าวเท้าขึ้นบันไดที่ปูพื้นลายไม้ แต่ตกแต่งบริเวณขั้นด้วยกระเบื้องลวดลายฉวัดเฉวียนตัดกัน
ด้านข้างผนังติดจานกระเบื้องเซรามิคไว้เป็นแนว ชายหนุ่มผิวขาวมองผ่านๆ จานพวกนี้ไม่ใช่ของราคาแพง แต่คนตกแต่งรสนิยมดี ทั้งมีฝีมือ เลยสามารถเลือกจานที่ดูกลมกลืนและสวยงามมาประดับได้แบบไม่ต้องจ่ายราคาสูงๆ บริเวณที่พักบันไดมีเปียโนเก่าทาสีเข้มกว่าราวบันไดเล็กน้อย ตั้งอยู่ตรงมุมอย่างสงบเสงี่ยม ไม่มีเก้าอี้นั่งของคนเล่น เพราะมันเป็นเพียงของที่ใช้ไม่ได้แล้ว ไม่สามารถส่งเสียงโน้ตสูงๆต่ำๆได้ ตอนนี้เจ้าเครื่องดนตรีเลยกลายเป็นเพียงที่ตั้งโชว์ประดับเท่านั้น ทอนคุณค่ามันลงอย่างน่าใจหาย
เรวัติเหลือบตามองผู้หญิงที่เดินนำหน้าขึ้นบันได ดวงตาเจือรอยยิ้ม เขามั่นใจว่าเปียโนตัวนี้คนตรงหน้าคงไปต่อราคามาจากร้านมือสองเก่าๆที่ไหนสักแห่ง แล้วถึงเอาขัดสีเก่าออกแล้วค่อยจัดการแปลงโฉมมันใหม่เป็นแน่
“สวยนะคะพี่เร เห็นไหมอิมบอกแล้วว่าอิมชอบ”
เสียงชวนคุยจากหญิงสาวที่จูงมือเขาข้างหนึ่ง แล้วก็เกาะราวบันไดข้างหนึ่งเอ่ยขึ้น ดึงความสนใจและสายตาของเรวัติไปยังเธอ รอยยิ้มสดใสอ่อนหวานของอันธิกา ทำให้เขาอดยิ้มตอบไม่ได้
“ครับ”
มาตงค์เดินมาถึงห้องว่าง เธอยิ้มให้นักศึกษาคนหนึ่งที่เพิ่งออกจากห้องมา อีกฝ่ายเป็นผู้เช่าที่ดี อยู่ที่นี่ตั้งแต่เรียนปีหนึ่ง นี่จะจบรอมร่อแล้ว
หญิงสาวไขกุญแจเปิดประตูห้อง แล้วขยับหลบให้ทั้งสองคนเข้าไปก่อน ห้องพักที่นี่มีขนาดกะทัดรัด สามารถพักได้สองคนสบายๆ ตกแต่งไว้สวยงามพร้อมย้ายเข้าอยู่ได้เลย
“อิมชอบที่นี่นะ มาตงค์ แต่ห้องมันแคบไปนิด มีห้องใหญ่กว่านี้ไหม”
อันธิกาหันมาถาม ดวงตาเป็นประกาย
“ห้องที่นี่เท่ากันหมด”
เจ้าของบอกแล้วก็ย่นคิ้ว เมื่อเห็นชายผ้าม่านลูกไม้หลุดตรงขอบ นึกในใจว่าประเดี๋ยวจะพาเข็มกับด้ายมาเย็บเสียหน่อย พลางก็คิดลากยาวไปว่า กระปุกเข็มกับด้ายอยู่ที่ไหนนะ ไม่ได้สนใจอันธิกาที่ทำหน้าเสียดาย
“ไม่มีห้องมุมเหรอ” เขาถามขึ้น หัวคิ้วย่นหากันเล็กน้อยแทบสังเกตไม่เห็น หางเสียงก็ดูจะห้วนขึ้นเล็กน้อย ความไม่พอใจบางเบาที่ถ้าไม่สนิทกันจะไม่รู้สึกของชายหนุ่ม เกิดจากการที่เขาเห็นผู้หญิงที่กำกุญแจห้องตรงหน้า หันไปจับชายผ้าม่านมาดู ทำท่าเหมือนไม่สนใจสิ่งที่อันธิกาถามเท่าไหร่
“มี” หญิงสาวผิวขาวจัดเหมือนคนไม่เคยโดนแดดมาก่อนหันมามองเขา มุมปากที่ยกโค้งขึ้นอยู่เนืองนิตย์ แม้เจ้าตัวจะไม่ได้ยิ้ม คลี่เหยียดออก พลางบุ้ยไปด้านหนึ่ง “แต่มีคนอื่นพักอยู่”
“ทำยังไงดีล่ะพี่เรคะ อิมชอบที่นี่นะ แต่ว่าห้องนี้เล็กไปจริงๆ”
เรวัติยกมือดันกรอบแว่นที่สวม ดวงตาเรียวยาวแต่เปลือกตาสองชั้นของเขาหลุบลง ก่อนจะหันมาคุยกับมาตงค์ผู้ตั้งแต่ออกมาพบกัน ก็ยังไม่มองหน้าเขาตรงๆสักแวบ
“ถ้าอย่างนั้น คุณช่วยเจรจากับเขาได้หรือเปล่า ผู้เช่าห้องมุม ว่าเราขอห้องเขาโดยให้เขาย้ายออกมาอยู่ห้องนี้แทน แล้วเราจะจ่ายค่าเช่าให้เขาสองเดือนเป็นการขอบคุณ”
มาตงค์เลิกคิ้ว “ห้องมุมเป็นของคุณหมอท่านหนึ่ง แล้วคุณหมอก็จ่ายค่าที่พักล่วงหน้าไว้สองปีเลยนะ”
“อ้อ...” เรวัตินิ่งไปครู่ก่อนจะยิ้ม “แล้วถ้าเปลี่ยนการขอบคุณเป็นอย่างอื่นล่ะ คุณหมอจะสนใจไหม”
“ไม่สนครับ”
เสียงทุ้มต่ำดังด้านหลังของเรวัติที่ยืนหันหลังให้ประตู ก่อนที่ผู้ชายตัวสูงตัดผมสั้นคนหนึ่งจะหยุดเดิน เขาขอบตาแดงก่ำเล็กน้อย สีหน้าไม่ค่อยดีนัก ในมือยังกำกุญแจรถอยู่คล้ายเพิ่งกลับมา กลิ่นบางๆจากตัวเป็นกลิ่นเฉพาะของคนทำงานโรงพยาบาล เรวัติเหลียวกลับไปมองแล้วก็ย่นคิ้ว
“ผมเองที่อยู่ห้องมุม แล้วก็ขอบคุณที่จะจ่ายค่าเช่าให้ แต่ผมพอใจกับห้องเก่า สวัสดี”
พูดจบก็ก้มหัวให้นิดแล้วทำท่าจะเดินต่อ แต่ก็คล้ายนึกอะไรออก เขาหยุดเดินแล้วเอนตัวมามองเจ้าของอพ้าท์เม้นต์ที่ยืนด้านในกับคนแปลกหน้าสองคนด้วย
“คุณ ไฟตรงบันไดมันกระพริบบ่อยนะ เปลี่ยนให้ด้วย”
มาตงค์ยิ้มรับแบบไม่เห็นฟัน พยักหน้า “ค่ะ”
“ขอบคุณ”
คุณหมอพยักหน้า เดินกลับไปยังห้องพักของเขา เสียงฝีเท้ากระทบพื้นดังสม่ำเสมอ มาตงค์หันมามองเรวัติแล้วก็แนะนำทั้งที่ไม่จำเป็น “คุณหมอเจ้าของห้องมุมค่ะ”
“ทำยังไงดีพี่เร ถ้าชั้นสองก็ต้องคอยกลัวว่าชั้นบนจะมีเสียงดังไหม ส่วนเจ้าของห้องชั้นสามก็ไม่ยอมแลกห้อง”
เรวัตินิ่งไปครู่ เขาถอนหายใจ แต่ไม่ทันได้พูดอะไร ผู้หญิงที่ยืนเอามือกำพวงกุญแจไพล่หลังอยู่ก็เอ่ยขึ้น
“อันที่จริง ต่อให้หมอยอมแลกห้อง ก็คงจะแลกเปลี่ยนให้ไม่ได้อยู่ดีนะ”
สองหนุ่มสาวหันมามองเธอ
“อ้าว ทำไมล่ะ” ญาติห่างๆของเธอถามขึ้น
มาตงค์คลี่ยิ้มแรกให้พวกเขา เธอไม่ใช่คนสวย โครงหน้าค่อนข้างกลมด้วยเป็นสาวเจ้าเนื้อ ปลายคางมนเป็นกระเปาะ แต่ข้อดีคือมีริมฝีปากที่สวย ปากทรงปีกนกที่ปลายมุมโค้งขึ้นและส่วนรอยหยักบ่นเด่นชัด เป็นติ่งน้อยๆยื่นออกมา และฟันก็เรียงตัวกันสวยราวกับนางแบบโฆษณายาสีฟัน เวลาเจ้าตัวยิ้มทำให้ใบหน้าดูสว่างไสว ยามนี้เธอส่งรอยยิ้มสว่างไสวที่ว่าให้ทั้งสองคนตรงหน้า แล้วก็พูดยิ้มๆว่า
“เพราะตั้งแต่แรกฉันก็ไม่ตั้งใจให้ผู้หญิงสำออยตอแหลและผู้ชายหน้าเนื้อใจเสือโง่ๆคนหนึ่งมาอยู่ที่อพ้าทเม้นต์ฉันให้เป็นเสนียดอยู่แล้วน่ะสิ