2ชั่วโมงต่อมา
"เอาล่ะ เสร็จเรียบร้อยค่ะคุณมิรา ทีนี้เชิญชื่นชมตามความพึงพอใจได้เลยค่ะ" สิตาเอ่ยด้วยรอยยิ้มอย่างกระตือรือร้นหลังจากใช้สมาธิใจจดใจจ่อกับการทำเล็บให้ลูกค้าวีวีไอพีอย่างมิราเป็นเวลานาน
"อืม" ใบหน้าเรียวสวยพยักหน้ารับเล็กน้อย แล้วยกนิ้วเรียวสวยทั้งสิบที่เพิ่งทำสีเสร็จใหม่ขึ้นมากวาดสายตาสำรวจตามคำกล่าว ก่อนเผยรอยยิ้มตรงมุมปากอย่างพอใจ "ถูกใจมาก"
"ว๊าย ดีใจจังเลยค่ะคุณมิราชอบ"
เพียงคำชมประโยคสั้นๆ สิตาถึงกับแสดงท่าทีสะดีดสะดิ้งอย่างดีใจยกใหญ่ ที่หล่อนทำให้ลูกค้าพึงพอใจในฝีมือได้
"มันก็แหงอยู่แล้วล่ะ ฝีมือหล่อนไม่เคยทำให้ฉันผิดหวังจริงๆ" ดวงตาคมสวยเบนกลับมามองหน้าหล่อน และกล่าวด้วยรอยยิ้มอีกว่า "วันนี้ฉันจะทิปหนักให้หล่อนตามสัญญาแล้วกัน"
แน่นอนว่าหลังฟังได้ยินดังนั้น ดวงตาสิตาถึงกับเบิกตากว้างเป็นประกายขึ้นมาทันที รีบยกมือไหว้กล่าวขอบคุณอย่างดีใจสุดๆ
"ว๊ายย! กราบงามๆ เลยค่ะคุณมิราขอบพระคุณมากเลยค่ะ"
"ไม่เป็นไร เรื่องแค่นี้ไม่ต้องขอบคุณหรอก" พูดจบประโยค เธอก็หันไปล้วงหยิบการ์ดในกระเป๋าแบรนด์เนมสุดหรูรุ่นลิมิเต็ดข้างกายขึ้นมายื่นส่งให้หล่อน "เดี๋ยวหล่อนไปรูดทิปจากบัตรเอาเองนะ ฉันเติมเงินไว้เรียบร้อยแล้วมีเท่าไหร่ก็กดไปให้หมด วันนี้ฉันรีบ มีธุระต้องไปทำต่อที่เหลือหล่อนจัดการเองแล้วกันนะ"
"ได้เลยค่ะคุณมิรา" สิตาฉีกยิ้มกว้างพร้อมพยักหน้าหงึกหงักรับคำสั่ง ก่อนรีบยื่นมือไปรับบัตรเครดิตมาไว้ในมือของตน
แต่ในนาทีถัดมามิราก็คว้ากระเป๋าแบรนด์เนมผุดลุกขึ้นยืนเต็มความสูงออกจากโซฟา เตรียมจะสาวเท้าเดินจากไป ทว่าในขณะที่เธอย่างขาเดินได้เพียงสามก้าว อีกฝ่ายที่เห็นดังนั้นจึงรีบเอ่ยปากดังคอขึ้นหน้าตื่นทันที
"ดะ เดี๋ยวค่ะคุณมิราจะกลับแล้วเหรอคะ?"
กึก
กึก
มิราชะงักฝีเท้า และหันกลับมาตอบกลับมามองสิตา ตอบกลับหล่อนด้วยสีหน้าเรียบนิ่ง
"ใช่นะสิ ฉันมีธุระที่ต้องไปทำต่อนะ"
"ละ แล้วไม่รับบัตรเครดิตคืนก่อนเหรอคะ?" หล่อนชี้นิ้วไปที่บัตรเครดิตในมือพร้อมถามด้วยสีหน้างงงวย เมื่อเห็นว่าเธอรีบกลับไปโดยไม่รอ
แต่หลังจากมิราฟังอีกฝ่ายพูดจบ เธอกลับเผยรอยยิ้มบางๆ ยักไหล่ขึ้นเล็กน้อยพูดตอบกลับด้วยท่าทีสบายๆ ราวกับว่าแค่บัตรเครดิตใบเดียวไม่ได้ทำให้ขนหน้าแข้งเธอร่วงหรอก
"ตอนนี้ฉันรีบ ฝากเอาไว้ที่หล่อนดูแลก่อนแล้วกัน"
"ดะ ได้ค่ะ" พยักหน้ารับคำสั่งแบบงงๆ ยืนมองแผ่นหลังสวยของมิราเดินจากไปอย่างเฉิดฉายโดยไม่รอให้หล่อนได้ถามอะไรอีก
จนกระทั่งครึ่งชั่วโมงต่อมา
คฤหาสน์
หลังจากเดินทางมาสักพักหนึ่งมิราได้ขับรถสปอร์ตคันหรูมาถึงคฤหาสน์หลังใหญ่ ก่อนที่เธอจะควงพวงมาลัยรถเลี้ยวเคลื่อนเข้าไปจอดยังลานหน้าคฤหาสน์อย่างช้าๆ จากนั้นเปิดประตูก้าวขาเรียวลงรถ เดินสาวเท้าเข้าไปข้างในเวลาต่อมา
คงไม่ต้องเดาให้ยากหรอกนะว่าคฤหาสน์ราคาหลักหลายพันล้านหลังนี้ใครเป็นเจ้าของ? แต่ไม่ใช่ชื่ออีตาทึ่มคามิลอย่างแน่นอน
เดินมาถึงส่วนของห้องโถงนั่งเล่นขนาดใหญ่ มิราก็เหลือบสายตาไปเห็นว่าคุณหญิง 'โสภิตา' แม่สามีแสนดีของเธอกำลังนั่งสอดส่องบางสิ่งอยู่ตรงโซฟาอย่างอารมณ์ดี
เห็นดังนั้นใบหน้าที่เคร่งขรึมมาทั้งวันก็ดูจะผ่อนคลายลงโดยไม่รู้ตัว เธอไม่รอช้าจะเอ่ยปากขึ้นพร้อมยกมือไหว้ตามมารยาท
"มิรากลับมาแล้วค่ะคุณแม่"
"อ้าว กลับมาแล้วเหรอลูก" เสียงเรียกของเธอดึงความสนใจให้คุณหญิงต้องเงยหน้าขึ้นมาสบตามองด้วยรอยยิ้มกว้าง เมื่อท่านเห็นว่าลูกสะใภ้คนโปรดกลับมาแล้ว รีบยกมือขึ้นกวักเรียกให้เธอเดินมาหาอย่างกระตือรือร้น "กลับมาพอดีเลย หนูมิรามานั่งข้างๆ แม่เร็วเข้า"
คำชักชวนนั้นมีเหรอที่ลูกสะใภ้คนโปรดอย่างเธอจะกล้าขัดใจ
"ได้ค่ะคุณแม่" เผยรอยยิ้มกว้างขึ้นเต็มเปี่ยมไปด้วยความอบอุ่นและอ่อนโยนส่งให้กับแม่สามีที่เธอเห็นดั่งเป็นแม่ผู้มีพระคุณคนที่สองของเธอไปแล้ว ก่อนจะสาวเท้าเดินไปนั่งข้างกายท่านตามคำขอ
"มาๆ นั่งลงเร็วเข้าลูก"
ในนาทีถัดมาทันทีที่มิราเดินมาถึง คุณหญิงโสภิตารีบเอื้อมมือเข้ามาคว้าท่อนแขนรั้งให้เธอหย่อนตัวนั่งลงข้างกายท่านอย่างคนอารมณ์ดีเป็นพิเศษ "กลับมาได้ทันเวลาพอดีเลยลูก"
"มีอะไรเหรอคุณแม่?" ขมวดคิ้วเล็กน้อย มองหน้าแม่สามี เอ่ยปากถามท่านอย่างไร้เดียงสาทั้งแปลกใจเมื่อเห็นว่าท่านดูอารมณ์ดีกว่าวันไหนๆ เหมือนกับว่ามีเรื่องดีอะไรเกิดขึ้น
มีเรื่องดีอะไรอย่างนั้นเหรอที่ทำให้ท่านดูตื่นเต้นขนาดนั้นกัน?
แต่หลังจากคุณหญิงโสภิตาได้ยินคำถามนั้น ท่านก็เผยรอยยิ้มอ่อนโยนส่งให้เธอและเอ่ยถามเธอกลับอย่างเป็นห่วงเป็นใยยิ่งกว่าคนเป็นลูกชายแท้ๆ ที่ไม่เอาไหน
"แม่ต้องถามหนูก่อนว่าไปไหนมา ทำไมกลับค่ำเลยวันนี้"
"ก็..." เธอหยุดพูดไปชั่วครู่ รอยยิ้มบนใบหน้าก็เหมือนจะจางลงเล็กน้อย ก่อนถอนหายใจออกมาเบาๆ เฮือกหนึ่งราวกับว่ามีเรื่องลำบากใจอยู่ลึกๆ ไม่อยากพูดถึงเรื่องเดิมๆ ที่เกิดขึ้นทุกวันเพราะกลัวว่าท่านอาจจะหนักใจกับลูกชายตัวดีเพิ่มขึ้น แต่ถึงอย่างนั้นเธอก็เลี่ยงตอบคำถามไม่ได้อยู่ดี "เหมือนเดิมนะคะคุณแม่ อย่าใส่ใจเลยค่ะ"
เพื่อไม่ให้แม่สามีรู้สึกลำบากใจมากเกินไป มิราตอบยิ้มๆ ทำเป็นว่ามันคือเรื่องปกติของเธอต้องเจอทุกวัน เพราะเดิมทีหลักๆ เลยมันก็คือหน้าที่ของเธออยู่แล้วที่ต้องคอยตามกำราบผู้ชายไม่ได้เรื่องอย่างอีตาคามิล
ทว่าถึงมิราจะพูดแบบนั้นก็ตาม แต่หลังจากฟังเธอพูดจบใบหน้าคุณหญิงโสภิตาก็ปรากฏความไม่พอใจขึ้นมาทันที เมื่อท่านรับรู้แล้วว่าเกิดอะไรขึ้น ก่อนยกฝ่ามือขึ้นตีหน้าขาตัวเองอย่างเจ็บใจไปหนึ่งที
เพี๊ยะ!
"หน็อย! แม่ว่าแล้วเชียว เมื่อกี้แม่ถามอะไรไปคามิลก็ไม่ยอมตอบ ทำเดินหนีแม่กลับขึ้นห้องไปเฉยเลย ที่แท้เพราะแบบนี้นี่เอง"
"คุณแม่ใจเย็นๆ ก่อนนะคะ อย่าโมโหเลยค่ะเสียสุขภาพเปล่าๆ"
มิราพยายามพูดเกลี้ยกล่อมให้แม่สามีใจเย็นลง เมื่อเห็นว่าท่านเริ่มโกรธลูกชายตัวดีที่ชอบหาเรื่องให้ปวดหัวไม่เว้นแต่ละวัน แต่สุดท้ายก็ดูเหมือนว่าจะไม่ได้ผล
"จะไม่ให้แม่โมโหได้ยังไงล่ะ นิสัยพวกนั้นเมื่อไหร่จะทิ้งๆ ไปสักที ชอบทำตัวเหมือนคนขาดความรักความอบอุ่น มีอยู่แล้วก็ไม่รู้จักพอ จะแก่ตายเข้าโลงอยู่แล้ว สันดานก็ยังไม่เปลี่ยนอีก ลูกไม้หล่นไม่ไกลต้นเหมือนกันทั้งพ่อทั้งลูกเลยจริงๆ!"
คุณหญิงโสภิตาก่นด่าออกมาเป็นประโยคยาวเหยียดอย่างนึกเจ็บและแค้นใจพานไปถึงคนเป็นสามีที่มีนิสัยไม่รู้จักพอใจในสิ่งที่มีอยู่แล้วไม่แพ้กับลูกชาย แต่ที่หนักกว่าก็คือถึงขั้นแอบไปมีบ้านเล็กบ้านน้อยข้างนอก
ท้ายที่สุดความลับย่อมไม่มีในโลก ก็ไม่วายโดนจับได้อยู่ดี และงานนี้แน่นอนว่าไม่พลาดจะเป็นฝีมือลูกสะใภ้ดีเด่นอย่างมิราบุกตามไปจิกหัวนังเมียน้อยของแม่สามีให้ถึงถิ่น
เอาจริงถ้าไม่ติดว่าเห็นใจหัวอกผู้หญิงด้วยกัน แล้วไหนจะเงินจำนวนมหาศาลที่ถูกเสนอมาเพื่อข้อตกลงนี้แล้วล่ะก็ ฉันก็คงไม่มาแต่งงานกับผู้ชายเฮงซวยอย่างอีตาคามิลให้มาเสียดายเวลาชีวิตหรอก
จะเห็นว่าฉันเป็นผู้หญิงเห็นแก่เงินก็ไม่ว่ากันนะ เพราะมันก็จริง เชื่อสิมนุษย์ทุกคนอยากมีเงินเยอะๆ กันทั้งนั้นแหละ แต่เหตุผลลึกๆ ที่ฉันตอบยอมตกลงแต่งงานกับอีตาคามิลในวันนั้นก็มาจากความรักใคร่เอ็นดูที่แม่สามีซึ่งเปรียบเสมือนดั่งเป็นแม่คนที่สองมอบให้แก่ฉันด้วยเหมือนกัน
บางที นี่อาจจะเป็นสาเหตุที่ชะตาฟ้าถึงได้ โคจรให้เธอกับแม่สามีมาเจอกันก็ได้ ถึงแม้มันจะเป็นแค่เวลาของการแต่งงานชั่วคราวระยะสั้นๆ เพียงแค่สามปี แต่ในสายตาก็ดูเหมือนว่าเธอจะขัดเกลานิสัยเฮงซวยของสองพ่อลูกคู่แสบนี้ได้ดีขึ้นมากต่างจากเมื่อก่อนมากพอสมควร
"คุณแม่ไปอย่าคิดมากให้เสียอารมณ์ไปเลย เดี๋ยวจะไม่สวยเอานะคะ" เธอระบายยิ้ม แล้วยื่นมือไปกุมมือพร้อมสบตามองแม่สามีด้วยแววตาอันอบอุ่น เอ่ยปลอบประโลมอารมณ์ให้ท่านใจเย็นลงด้วยน้ำเสียงอ่อนโยน
แน่นอนว่าคนขี้ใจอ่อนอย่างคุณหญิงโสภิตาหลังจากฟังคำพูดของลูกสะใภ้แล้ว อารมณ์เดือดดาลที่มีต่อลูกชายและสามีก็ค่อยๆ ถูกผ่อนคลายลงอย่างเชื่อฟัง
"อุ้ย! จริงด้วย" แม่สามีอุทานออกมาเสียงหลงเล็กน้อย รีบยกมือขึ้นจับใบหน้าตนเอง เมื่อผุดนึกขึ้นได้ว่าหลายชั่วโมงก่อนเพิ่งไปเขาคอร์ดทำสปาหน้าด้วยทองคำมา “หนูมิราอุตส่าห์พูดปลอบใจแม่ขนาดนี้ แม่ไม่อารมณ์เสียแล้วก็ได้" ปรับสีหน้ากลับมาเป็นปกติพูดด้วยรอยยิ้มอย่างช่วยไม่ได้ มองมาด้วยแววตาเอ็นดู
"เก่งมากค่ะคุณแม่ ผู้หญิงอย่างเราต้องสวยเข้าไว้ค่ะ จะอารมณ์เสียให้ตีนการิ้วรอยขึ้นบ่อยๆ ไม่ได้เด็ดขาดเลยนะคะ"
"ได้ๆ แม่จะไม่โมโหแล้วจ้ะ" พูดด้วยรอยยิ้มยกฝ่ามืออีกข้างขึ้นมากุมมือสวยของมิราอย่างอบอุ่น "ลูกสะใภ้แม่คนนี้ช่างเข้าใจแม่ดีจริงๆ"
"ค่ะคุณแม่ ว่าแต่เมื่อกี้คุณแม่มีอะไรเหรอคะทำไมดูตื่นเต้นจัง"
"อ้อจริงสิ แม่เกือบลืมไปเลย หนูมาดูนี่เร็วเข้า" พูดพลางหันชี้ไปที่เครื่องเพชรบนโต๊ะกระจกรับแขกตรงหน้า ดึงความสนใจให้มิราต้องปรายสายตาหันไปมองตาม "พอดีวันนี้แม่นะไปงานประมูลเครื่องเพชรการกุศลมา แล้วเหมือนจะเป็นโชคดีด้วยนะดันไปสะดุดตากับเครื่องเพชรชุดหนึ่ง สวยมาก แม่ก็เลยไปประมูลมาให้หนูไว้สวมใส่เล่นๆ เวลาออกไปงานสังคมนะ หนูลองดูสิลูกว่าถูกใจมั้ย"
“โห!”
ทันให้ดวงตาคมคู่สวยปะทะเข้ากับแสงระยิบของเครื่องเพชรตรงหน้า ทำเอามิราถึงกับตาลุกวาวเบิ่งตากว้างเป็นประกายขึ้นมาทันทีจนหลุดพึมพำออกมาอย่างลืมตัว “สะ สวยมาก”
เล่นเปล่งแสงวิบวับเจิดจรัสล่อตาซะขนาดนี้ไม่ต้องคิดให้มากว่ามูลค่ามหาศาลจะขนาดไหน อีกอย่างมิราคนนี้ก็ชอบมากเลยนะสิ
มีใครบ้างจะไม่มีอิจฉาที่มีแม่สามีโคตรแสนดีทั้งรู้ใจลูกสะใภ้ไปซะทุกเรื่องเหมือนกับถูกรางวัลโชคใหญ่เลยล่ะ แต่ที่น่าเสียดายอยู่อย่างเดียวคือดันคลอดลูกชายเฮงซวยไม่รักดีออกมาซะได้ ไม่อย่างนั้นนะถ้าอีตาคามิลเป็นผู้เป็นคนสักหน่อยไม่เหมือนกับตอนนี้ ป่านนี้ฉันคงจะกราบไหว้บูชาขึ้นหิ้งเช้าเย็นยิ่งกว่าไหว้ศาลเจ้าเลยจะบอกให้
แต่คงไม่มีวันนั้นซะหรอกยะ!
“ใช่มั้ยล่ะ แสดงว่าแม่นะตาถึงที่เลือกของถูกใจหนูมา” แม่สามียังคงพูดด้วยรอยยิ้มอย่างพอใจกับตัวเอง ที่ตรเลือกสิ่งที่ถูกใจลูกสะใภ้มา
“โถ่ คุณแม่คะ ซื้อให้มิราแพงๆ ทำไม แค่คุณแม่ซื้อของราคาถูกให้ หนูก็ทั้งดีใจทั้งเกรงใจจะแย่แล้วค่ะ” กล่าวถ่อมตัวอย่างเกรงอกเกรงใจไม่น้อย เพราะไม่ใช่แค่ว่าเธอเห็นดีแต่ของมีค่าหรอกนะ ถึงอยากใจจะขาดยังไงแต่ความเกรงใจมันก็มากขึ้นเหมือนกัน
“ไม่เลยลูก” คุณหญิงโสภิตาส่ายหน้าไปมาเล็กน้อย “หนูอย่าเกรงใจแม่ สิ่งของพวกนี้ถึงจะแพง แต่ก็แพงแต่ราคายังเทียบเท่าลูกสะใภ้แสนดีอย่างหนูไม่ได้เลย แม่ให้ลูกแค่นี้ แต่หนูยังให้แม่มากกว่าเสียอีก”
หลังจากฟังแม่สามีพูดจบประโยค มิราถึงกับขมวดคิ้วเล็กน้อย ก่อนรีบส่ายใบหน้าสวยปฏิเสธ รัวๆ
“ไม่เลยนะคะ หนูไม่เคยให้อะไรคุณแม่เลยค่ะ”
“ความรักยังไงล่ะลูก ที่หนูมอบให้แม่”
คุณหญิงโสภิตาพูดด้วยยิ้มอันแสนอบอุ่น ยกฝ่ามือขึ้นลูบศีรษะมิราเบาๆ มองเธอด้วยแววตาเอ็นดูเหมือนเป็นดั่งลูกในไส้แท้ๆ คนหนึ่ง ขณะที่ในใจก็ครุ่นนึกว่าถ้ามีลูกสาวแบบเธอจริงๆ ท่านคงจะดีมากไม่น้อยเลยทีเดียวและชีวิตคนแม่คงจะมีความสุขมากกว่าที่เป็นอยู่ตอนนี้อย่างแน่นอน
มาถึงตรงนี้มิราเองก็สัมผัสได้ถึงความรู้สึกรักที่ท่านมีต่อเธอได้เป็นอย่างดี แม้เธอสถานะจะเป็นเพียงลูกสะใภ้ในนามชั่วคราวเท่านั้น แต่ก็อดไม่ได้เลยที่จะเผยรอยยิ้มดีใจออกมาที่อย่างน้อยๆ คนบ้านนี้อย่างเช่นท่านจะเอ็นดูเธอเหมือนลูกเหมือนหลานคนหนึ่งมาตลอดสองปีกว่าที่ผ่านมา
“ขอบนะคะคุณแม่ที่นึกถึงหนูอยู่ตลอด ขอบคุณมากจริงๆ ค่ะ”
พูดจบ มิราโผล่เข้าสวมกอดร่างแม่สามีแน่นอย่างซาบซึ้งทั้งตื้นตันใจกับสิ่งดีๆ ที่ท่านได้มอบให้กับเธอเสมอมา ซึ่งไม่ต่างจากความรู้สึกของท่านในตอนนี้เลยเช่นกัน
"แม่ก็ขอบคุณหนูเหมือนกันนะ ที่ทำให้แม่มีความสุขหนูมิรา"
"ค่ะคุณแม่"