2 สัปดาห์ต่อมา...
ทุกอย่างเป็นไปตามที่แสนดีคาดหมาย ภาคภูมิบอกจบความสัมพันธ์กับเอมิกาแล้วบล็อกทุกช่องทางการติดต่อ ก่อนจะพาวีนัสหายเข้ากลีบเมฆไป
และสิ่งที่เลวร้ายยิ่งกว่าการถูกทิ้งก็คือวีนัสเอาคืนเอมิกาอย่างเจ็บแสบ เพราะเธอถูกไล่ออกจากงาน ซ้ำยังมีภาพเปลือยติดทั่วมหาวิทยาลัยและคอนโดพร้อมข้อความเชิญชวนให้ซื้อบริการ สร้างความอับอายจนต้องเก็บตัวร้องไห้อยู่แต่ในห้อง
“นั่นเอมจะไปไหน”
แสนดีที่กำลังนั่งเครียดลุกพรวดขึ้นจากโซฟาเมื่อเห็นเพื่อนเดินลากกระเป๋าออกมา
“เราจะไปบ้าน”
น้ำเสียงของเอมิกาสั่นน้อย ๆ ดวงตาแดงก่ำและบวมช้ำเพราะผ่านการร้องไห้มาหลายวัน
“ทำไมล่ะเอม อยู่...”
“รูปพวกนั้นถูกติดเต็มซอยบ้าน! ...ฮึก...พ่อแม่เราอายคนจนไม่กล้าออกไปไหน ฮือ ๆ”
แสนดีที่ได้ยินก็อึ้งไปด้วยไม่คิดว่าวีนัสจะทำถึงขนาดนั้น
“แต่มันเป็นรูปตัดต่อนะ เอมไม่ต้องกลัวเลยเพราะมันไม่ใช่เรื่องจริง”
“พวกชาวบ้านดูไม่ออกหรอกว่ามันตัดต่อหรือของจริง ถึงเราจะอธิบายกับพ่อแม่เราไปว่าถูกแกล้ง แต่ตอนนี้พวกท่านรู้หมดแล้วว่าเพราะเราไปเป็นเมียน้อยคุณภูมิถึงได้ถูกเขาเล่นงานแบบนี้”
“แล้วพวกท่านรู้ได้ยังไง”
“คุณวีเป็นคนโทรบอกเองเลย พ่อก็เลยมาถามเรา”
“เอม...”
“ฮือ ๆ ...ชีวิตเราพังหมดแล้วแสน เราโทรไปของานก็ไม่มีใครรับเราเลย เรา...ฮึก...”
เอมิกาทำได้เพียงแค่สะอื้นเพราะมันจุกในอกจนพูดไม่ออก ที่เจ็บกว่านั้นคือภาคภูมิที่เคยสัญญาอย่างดีว่าจะปกป้องเธอกลับหายเงียบ แม้แต่โทรศัพท์สักสายหรือข้อความสั้น ๆ ก็ไม่อาจส่งถึงเขาด้วยถูกบล็อกทุกช่องทาง
“เราน่าจะเชื่อแสน...ฮึก...”
“ไม่เป็นไรนะเอม...กลับบ้านไปตั้งหลักก่อน”
แสนดีดึงเพื่อนเข้ามากอดพลางรูปแผ่นหลังให้อย่างปลอบโยนก่อนจะเดินไปส่งเอมิกาที่หน้าประตู
พออยู่เพียงลำพังแสนดีก็เริ่มวิตกถึงเรื่องราวของตัวเอง เพราะตลอดสองอาทิตย์ที่ผ่านมาเอมิกาถูกเล่นงานอย่างหนัก แต่เธอยังคงอยู่ได้แบบปกติอย่างน่าสงสัย แต่แล้วความคิดทุกอย่างก็ต้องหยุดลงเมื่อได้ยินเสียงโทรศัพท์
“ฮัลโหลค่ะแม่พิศ”
เธอพยายามกรอกเสียงที่เป็นปกติที่สุด เพราะไม่อยากให้คนปลายสายรับรู้ถึงความทุกข์เศร้าในตอนนี้
“แสน...ว่างหรือเปล่าลูก”
“ว่างค่ะแม่มีอะไรหรือเปล่าคะ”
“แม่อยากให้หนูไปช่วยดูแม่อารีย์ที่โรงพยาบาลหน่อยได้ไหม”
“แม่อารีย์เป็นอะไรคะแม่พิศ”
“วันนี้แม่อารีย์ได้รับจดหมายจากตระกูลวรกิจ แจ้งว่าให้พวกเราย้ายออกจากที่ดินของเขาภายในสามสิบวัน และขอยุติการอุปการะเด็ก ๆ รวมทั้งการช่วยเหลือทั้งหมด แม่อารีย์ก็เลยตกใจจนช็อกน่ะลูก”
มือบางกำโทรศัพท์แน่นน้ำตารื้นเมื่อได้ยินรายละเอียด เธอรู้ดีอยู่แล้วว่าชวินไม่มีทางปล่อยให้เธออยู่อย่างสงบสุข เพียงแต่คาดไม่ถึงว่าเขาจะหันไปจัดการกับบ้านสงเคราะห์ซึ่งมีแต่เด็ก ๆ ที่น่าสงสาร
“ยังไงฝากหนูไปดูแม่อารีย์ด้วยนะลูก เพราะว่าทางนี้เด็ก ๆ ยุ่งกันมาก”
“ค่ะแม่พิศ”
ปลายเสียงของแสนดีสั่นเครือเพราะความสะเทือนใจ ตอนนี้เธอทั้งรู้สึกผิดทั้งเจ็บปวด ที่เป็นสาเหตุทำให้ผู้มีพระคุณและเด็ก ๆ เดือดร้อนกันไปหมด
11:00 น.
แสนดีเดินทางมาถึงโรงพยาบาลพอดีกับที่แม่อารีย์ออกจากห้องฉุกเฉิน จึงรับช่วงต่อจากพยาบาลเข็นรถเข็นไปนั่งรอรับยา
“ดีนะคะที่แม่ไม่เป็นอะไรมาก ตอนที่แม่พิศโทรมาแสนตกใจมากเลยค่ะ”
“แม่พิศน่ะตื่นตระหนกไปเอง แม่ไม่เป็นอะไรหรอกแค่เป็นลมตามประสาคนแก่เท่านั้น”
ขนาดว่ามีเรื่องทุกข์ใจอย่างแสนสาหัสแม่อารีย์ก็ยังคงเก็บมันเอาไว้ กลายเป็นแสนดีเสียอีกที่กลั้นน้ำตาไม่อยู่
“ร้องไห้ทำไมน่ะลูก”
“แม่ขา แสนรู้เรื่องที่ตระกูลวรกิจ ส่งจดหมายมาแล้วนะคะ”
ใบหน้าของหญิงชรายังคงสงบนิ่งมีเพียงนัยน์ตาเท่านั้นที่ไหวระริก
“เขาอุปการะมานาน ที่ดินตรงนั้นถ้าเขาจะเอาไปใช้ประโยชน์ตั้งแต่แรกก็คงจะได้เม็ดเงินเป็นกอบเป็นกำ เขาให้เราอาศัยมาจนป่านนี้ถือเป็นบุญคุณที่ใช้ไม่หมดแล้ว”
“แล้วแม่จะทำยังไงต่อไปคะ”
“แม่ก็ยังไม่รู้เลยลูก ห่วงก็แต่เด็ก ๆ กำลังกินกำลังนอนทั้งนั้น พวกที่เรียนก็อยู่ในช่วงหัวเลี้ยวหัวต่อ”
ถึงแม้ว่าแม่อารีย์จะไม่ได้พร่ำพรรณนาถึงความทุกข์ร้อนที่กำลังพบเจอ แต่แสนดีก็รู้ว่าท่านกำลังวิตกกังวล มากแค่ไหน
“แม่คิดจะไปคุยกับเขาไหมคะ”
“แม่อารีย์ยิ้มเศร้าพลางส่ายหน้าช้า ๆ พร้อมอธิบายเหตุผล”
“ไม่หรอกลูก เขาอุปการะเด็ก ๆ มานานที่ดินก็ให้อยู่ฟรี มาจนป่านนี้ การที่จู่ ๆ จะมาเรียกคืน ก็คงหมายความว่าเขาต้องการใช้ประโยชน์ หากว่าเราไปคุยหรือขอร้องก็เท่ากับไปสร้างภาระทางใจให้กับเขาอีก แม่ไม่อยากให้เขาต้องมาลำบากใจ”
ถึงแม้ว่าแม่อารีย์จะพูดอย่างนั้นแต่แสนดีไม่อาจวางเฉย เพราะเธอเป็นต้นเหตุที่นำความเดือดร้อนมาให้ทุกคน เพราะฉะนั้นเธอต้องเป็นคนแก้ไขเรื่องนี้ ยิ่งไปกว่านั้นคือเธอต้องทำให้สำเร็จ ไม่อย่างนั้นคงต้องรู้สึกผิดบาปไปตลอดชีวิต
หลังจากส่งแม่อารีย์เรียบร้อยแสนดีก็ไปหาชวินที่สนามแข่งแต่ก็ไม่พบจึงเปลี่ยนเป้าหมายไปที่บริษัทแทน แต่การขอเข้าพบเขามันไม่ใช่เรื่องง่าย
“คุณนัดไว้หรือเปล่าคะ”
“เปล่าค่ะ”
“ถ้าอย่างนั้นฉันคงให้คุณเข้าพบไม่ได้”
“รบกวนคุณช่วยแจ้งคุณชวินหน่อยได้ไหมคะ ว่าฉันชื่อแสนดีมาจากสถานสงเคราะห์บ้านเอื้ออารีย์ มีเรื่องด่วนต้องการพูดกับเขาค่ะ”
“งั้นรอสักครู่นะคะ”
ยืนรออยู่ครู่หนึ่งพนักงานคนเดิมก็เดินกลับมาพร้อมรอยยิ้ม
“คุณชวินให้เข้าพบได้ค่ะ แต่คุณต้องรอจนกว่าจะประชุมเสร็จก่อน เดี๋ยวฉันจะพาคุณไปส่งให้กับผู้ช่วยเลขาของคุณชวินนะคะ”
“ขอบคุณมาก ๆ เลยค่ะ”
พอรู้ว่าเขายอมให้พบเธอก็รู้สึกว่ามีความหวังขึ้นมา
“ยินดีค่ะ”
แสนดีถูกพาขึ้นมายังชั้นบนสุดของอาคารซึ่งเป็นที่ทำงานของชวิน แต่เธอก็ไม่ได้พบเขาเพราะตอนนี้มีเพียงผู้ช่วยเลขาเท่านั้น
“เดี๋ยวคุณนั่งรอก่อนนะคะ ฉันจะไปชงกาแฟแล้วเอาของว่างมาให้”
“ขอบคุณมากค่ะ ว่าแต่คุณชวินประชุมนานแค่ไหนคะ”
“ไม่แน่นอนค่ะ บางทีก็เร็วบางทีก็ช้าบอกไม่ได้ค่ะ”
“ค่ะ ขอบคุณค่ะ”
หลายชั่วโมงต่อมา...
เธอนั่งรออยู่หลายชั่วโมงก็ไม่มีวี่แววว่าจะได้พบกับชวิน แสนดีมองออกไปนอกหน้าต่างแล้วพบว่าท้องฟ้าเริ่มเปลี่ยนสีจึงพลิกดูนาฬิกาที่ข้อมือ
“หกโมงครึ่งแล้วเหรอเนี่ย”
หญิงสาวพึมพำพลางมองหาผู้ช่วยเลขาที่นั่งเป็นเพื่อนกันมาหลายชั่วโมง
“มาพอดีเลย...”
“มีอะไรหรือเปล่าคะ”
“คือนี่มันก็หลายชั่วโมงแล้วนะคะ ทำไมคุณชวินยังไม่ออกมาอีกคะ”
“เป็นเรื่องปกติค่ะที่ประชุมไตรมาสจะยาวนานแบบนี้ ดีไม่ดีอาจไปถึงครึ่งคืนก็เป็นได้ นี่ฉันก็กำลังจะกลับบ้านแล้วค่ะ ถ้าคุณติดธุระอื่นก็กลับก่อนดีกว่านะคะพรุ่งนี้ค่อยมาใหม่”
ผู้ช่วยเลขาแนะนำด้วยน้ำเสียงนุ่มนวล แต่แสนดีครุ่นคิดเพียงครู่เดียวก็ส่ายหน้า
“ไม่ดีกว่าค่ะ ฉันมีธุระสำคัญจริง ๆ”
“ค่ะ”
พอผู้ช่วยเลขากลับไปแสนดีก็ต้องนั่งรอตามลำพัง และเธอไม่คิดที่จะกลับไปแล้วมาใหม่ในวันพรุ่งนี้ตามคำแนะนำ ด้วยกลัวว่าจะหาโอกาสพบเขาได้ยากขึ้น และอย่างน้อย ๆ การรอของเธอก็อาจจะทำให้เขารู้ว่าเธอตั้งใจจริง
แสนดีนั่งรอจนฟ้ามืดสนิทและสุดท้ายเธอก็ผล็อยหลับซบลงบนโซฟา
“พรุ่งนี้สรุปมาด้วยนะ คุณกลับได้เลยไม่ต้องรอ”
“ค่ะ”
ชวินบอกเลขาแล้วชะลอฝีเท้าลงเมื่อเห็นแสนดีหลับอยู่บนโซฟา
“คุณคะ...”
“ชู่วววว!”
ชายหนุ่มห้ามเลขาไม่ให้ปลุกเรียกคนหลับ
“คุณกลับไปเถอะเดี๋ยวผมจัดการเอง”
“ค่ะ”
เขายืนมองเธอนิ่ง ๆ แล้วนึกถึงครั้งก่อน ๆ ที่ได้เจอ แสนดีในสายตาเขาน่ารักและเดียงสาจนไม่กล้าล่อลวง กว่าจะรู้ว่านั่นเป็นแค่เปลือกก็สายเสียแล้ว
กรอดดด!
กรามแกร่งบดกันแน่นเมื่อนึกถึงน้องสาวที่ตอนนี้กลายเป็นคนเสียสติ ถึงแม้คำพูดของคุณหมอจะบอกว่าเป็นโรคชนิดหนึ่ง แต่ในความคิดของเขาคือวีนัสไม่ใช่คนปกติอีกแล้ว น้องสาวที่เขารักและทะนุถนอมมาตลอดต้องเสียใจมากแค่ไหนถึงกลายเป็นแบบนั้น ยิ่งนึกถึงชวินก็ยิ่งคับแค้นจนแทบกระอัก
“อื้อ...”
คนตัวเล็กครางเบา ๆ เพราะนอนในท่าที่ไม่สบายก่อนจะค่อย ๆ ลืมตาตื่นขึ้น
“คุณ!”
เธอรีบนั่งตัวตรงแล้วกะพริบตาถี่ ๆ เพื่อเรียกสติ เมื่อเห็นร่างสูงยืนอยู่ตรงหน้า
“ขอโทษค่ะ”
“มาหาฉันมีธุระอะไร”
เขาตั้งคำถามด้วยน้ำเสียงกระด้างบ่งบอกถึงความไม่เป็นมิตรชัดเจน
“แสน...อยากคุยเรื่องบ้านเอื้ออารีย์ค่ะ”
“ไม่เห็นมีอะไรต้องคุยนี่ ทุกอย่างเป็นไปตามที่จดหมายบอก”
“แสนรู้นะคะว่าที่คุณทำอย่างนั้นเป็นเพราะคุณโกรธแสน แสนรู้ดีว่าแสนทำผิดและแสนพร้อมชดใช้ทุกอย่าง แต่บ้านเอื้อไม่เกี่ยวอะไรด้วย เด็ก ๆ น่าสงสารมากนะคะคุณวิน ช่วยกรุณาพวกแกเถอะค่ะ”
แสนดีอ้อนวอนหวังว่าเขาจะเห็นแก่เด็กตาดำ ๆ ที่ล้วนแต่กำพร้า แต่คำตอบที่ได้รับกลับเจ็บราวกับถูกตัดที่ขั้วหัวใจ
“ไม่หรอก ใครจะกล้าอุปการะเด็กพวกนั้น ถ้าวันหนึ่งโตมาเป็นอย่างเธอจะทำยังไง ไม่ไปสร้างความเดือดร้อนให้ครอบครัวคนอื่นเขาไม่จบสิ้นหรอกเหรอ”
“ขอร้องเถอะค่ะคุณวินเมตตาเด็ก ๆ ด้วยค่ะ ส่วนความผิดของแสนถ้าคุณอยากให้ชดใช้ด้วยอะไรก็บอกมาเลย ต่อให้เป็นชีวิตของแสนแสนก็ยอมให้ได้”
ดวงตากลมโตแดงก่ำเพราะน้ำตากำลังจะหยด พลางยกมือขึ้นประนมที่กลางอก
“หึ!”
ชวินบิดริมฝีปากดูแคลนแล้วมองเธอราวกับเป็นเศษขยะชิ้นหนึ่ง ซึ่งเพียงแค่สายตาของเขาก็สามารถทำให้เธออับอายจนใบหน้าร้อนผ่าวได้ไม่ยาก
“ชีวิตเลว ๆ ของเธอฉันจะเอามาทำอะไร ถึงแม้ฆาตกรอย่างเธอมันจะไม่สมควรหายใจต่อก็เถอะ”
“ถึงแสนจะเลวแต่แสนไม่เคยฆ่าใครค่ะ”
“เธอฆ่าหลานฉัน! วีต้องเสียลูกเพราะความระยำของเธอ”
“แสนไม่ได้...”
“หุบปาก! หยุดพูดก่อนที่ฉันจะหมดความอดทน แล้วเธอก็กลับไปซะ เพราะฉันจะไม่มีการเปลี่ยนแปลงใด ๆ ในเมื่อบ้านเอื้ออารีย์สร้างเด็กให้โตมาเลวอย่างเธอก็ควรที่จะยุติ!”
“ไม่นะคะคุณวิน...ฮึก...”
พอเห็นว่าเขาปฏิเสธจริงจังเธอก็ลงจากโซฟาแล้วคุกเข่าบนพื้นต่อหน้าเขา
“แสนกราบนะคะ...ฮึก...แสนขอโทษจริง ๆ ความแค้นที่คุณมีเอามาลงที่แสนคนเดียวเถอะนะคะ ปล่อยเด็ก ๆ กับบ้านเอื้ออารีย์ไปเถอะ พวกเขาไม่เกี่ยวอะไรด้วยเลย แสนมันเลวเองค่ะคุณแก้แค้นที่แสนเถอะนะคะ”
เธอกราบลงบนรองเท้าหนังแท้ซ้ำแล้วซ้ำอีกโดยมีชวินมองด้วยแววตาเย็นชา เพราะเขาไม่อาจรู้สึกสงสารหรือเห็นใจคนที่ทำร้ายน้องสาวของเขาได้
“บอกตามตรงนะ ว่าฉันคิดไม่ออกเลยจริง ๆ ว่าวิธีไหนที่จะตอบสนองความหน้าด้านของเธอให้สาสมได้เลย ความระยำที่เธอสร้างเอาไว้มันรุนแรงแค่ไหนรู้บ้างหรือเปล่า ยัยวีต้องเจ็บปวดทุกข์ทรมานอย่างสาหัส ต้องสูญเสียลูก ฉันมองไม่เห็นเลยว่าทางไหนที่เธอจะชดใช้ได้สาสม”
ชวินเค้นเสียงลอดไรฟันเพราะความแค้นมันอัดแน่นอยู่ภายในใจ
“ทั้ง ๆ ที่ยัยวีดีกับเธอขนาดนี้ เธอกล้าทำได้ยังไง!”
“...ฮึก...แสนขอโทษค่ะ...แสนขอโทษ ฮือ ๆ ...”
ถึงแม้จะรู้ดีว่าคำขอโทษไม่มีประโยชน์ใด ๆ แต่แสนดีก็ยังอยากที่จะพูดมันออกมา และสิ่งที่ทำให้เธอเสียใจยิ่งไปกว่านั้นคือเธอไม่ได้กล่าวคำนี้กับวีนัสเลย
ชวินมองหญิงสาวที่นั่งสะอื้นด้วยแววตาว่างเปล่าไร้ความรู้สึก ในใจมีแต่ความเกลียดชังจนเต็มพื้นที่ ไม่เหลือที่ว่างให้ความสงสารได้แทรกซึมเข้าไปเลย
“คุณวินขา...ฮึก...แสนขอร้องนะคะ ปล่อยเด็ก ๆ กับบ้านเอื้ออารีย์ไปเถอะ ไม่ว่าคุณต้องการให้แสนทำอะไรฉันก็จะทำให้คุณทุกอย่าง ถ้าคุณสั่งให้แสนไปตายแสนก็จะทำให้คุณเดี๋ยวนี้ ขออย่างเดียว...ฮึก...เมตตาเด็ก ๆ เถอะนะคะ”
ชายหนุ่มยืนนิ่งราวกับกำลังใช้ความคิดพลางกวาดตามองคนที่กำลังอ้อนวอนเขาอยู่
“ก็ได้...ฉันจะยอมปล่อยมือจากที่นั่น และก็เด็กตาดำ ๆ ที่น่าสงสาร แต่...”
แสนดีไม่ได้รู้สึกตกใจที่ได้ยินคำว่าแต่จากเขา และต่อให้มันจะเลวร้ายแค่ไหนเธอก็ไม่คิดที่จะปฏิเสธ หากมันจะทำให้บ้านเอื้ออารีย์พ้นวิกฤตเธอก็พร้อมที่จะเผชิญหน้า เพราะถ้าหากทุกอย่างต้องล่มสลายเพราะเธอ มันคงกลายเป็นความผิดบาปที่ติดตัวไปจนตาย
“เธอต้องมาเป็นที่ระบายความใคร่ให้ฉันจนกว่าฉันจะพอใจ ต่อไปนี้เธอจะเป็นแค่สิ่งของที่ฉันจะทำอะไรก็ได้ เธอไม่มีสิทธิ์พูด ไม่มีสิทธิ์ปฏิเสธ นอกจากจะยอมรับทุกอย่างที่ฉันหยิบยื่นให้ ถ้าเธอตกลงแล้วทำให้ฉันพอใจได้ ฉันจะยอมทำตามที่เธอขอ”
หลังจากได้ฟังข้อแม้น้ำตาของแสนดีก็ไหลอาบแก้ม แต่เธอทำได้เพียงพยักหน้ารับโดยไม่มีข้อโต้แย้งใด ๆ
“ตกลงค่ะ”
“หึ! ฉันว่าจะกลับไปคิดให้ดีก่อนไหม เพราะมันไม่ใช่แค่อ้าขาให้ฉันเท่านั้นหรอกนะ มันยังมีอีกหลายอย่างที่ฉันจะทำเพื่อเรียกคืนจากเธอให้สาสม เธอจะต้องอยู่อย่างตายทั้งเป็นและไม่มีสิทธิ์มีความสุขอีกเลย!”
“ทำไมคุณไม่ฆ่าแสนล่ะคะ หรือถ้าคุณไม่กล้าจะให้แสน ไปตายก็บอกมาแค่คำเดียว”
“ตายแล้วจะสนุกอะไรล่ะ ตายแล้วเธอก็ไม่รับรู้อะไรอีก ไม่ว่าจะเป็นความเจ็บปวดหรือทรมาน เธอต้องอยู่สิถึงจะถูก อยู่ลิ้มรสความทุกข์ อยู่แบบตายทั้งเป็นเหมือนที่เธอ หยิบยื่นมันให้ยัยวี”
“แสนตกลงค่ะ ต่อไปแสนจะทำทุกอย่างที่คุณต้องการและพอใจ”
“อ้อ...แล้วอย่าคิดนะว่าฉันพิศวาสเธอ ฉันก็แค่อยากรู้เท่านั้นว่าคนอย่างเธอมีอะไรดี ไอ้ภูมิมันถึงได้หลงหัวปักหัวปำ”
แสนดีไม่โต้ตอบเพราะกลัวว่านั่นจะทำให้เขายิ่งโมโห มากขึ้น ตอนนี้ความผิดของเธอได้รับการพิพากษาแล้ว สิ่งที่ทำได้ก็คือยอมรับและชดใช้
“ตามมา!”
เขาสั่งเสียงเข้มแล้วเดินเข้าไปในห้องทำงานเธอจึงตามไปเงียบ ๆ แต่พอรู้ว่าด้านในมีห้องนอนซ่อนอยู่ก็เริ่มใจสั่น
“ถอดเสื้อผ้าออกสิ”
“คะ”
“ฉันบอกให้ถอดเสื้อผ้าออก”
อึก!
พอได้ยินคำสั่งชัดเจนหญิงสาวก็ถึงกับลอบกลืนน้ำลายอึกใหญ่
“อย่ามาทำเหมือนอายได้มั้ย ถ้าเป็นเมื่อก่อนฉันคงจะเชื่อ แต่ตอนนี้ฉันเห็นแล้วฉันคลื่นไส้!”
ชวินตวาดใส่แล้วนั่งลงบนขอบเตียงเพื่อรอชม
“เร็ว! ก่อนที่ฉันจะเปลี่ยนใจ”
แสนดีใจสั่นตัวสั่นเพราะประหม่าเกินกว่าจะทำได้ ยิ่งเห็นแววตาที่ไม่ต่างจากนักล่าก็ยิ่งทำอะไรไม่ถูก
“ถอด!”
มือบางสั่นน้อย ๆ แต่ก็รีบปลดกระดุมเสื้อออกตามด้วยกระโปรงตัวสวย ไม่นานนักทั้งตัวก็เหลือเพียงชุดชั้นในลายกระต่ายสีหวาน
“หืม...”
ชวินกวาดตามองเรือนร่างเกือบเปลือยอยู่หลายรอบคล้ายกำลังสำรวจจนแสนดีอับอาย
“ก็ไม่เท่าไหร่นี่ ไม่เห็นมีอะไรน่าสนใจ”
เขาพูดทุกอย่างตรงข้ามกับความรู้สึก เพราะจะไม่มีวันกล่าวชมให้เธอได้ใจ
“ถอดที่เหลือออกด้วย”
ใบหน้าหวานซีดลงทุกขณะแต่ก็ยังยอมทำตามที่เขาบอก เธอปลดบราแบบตะขอหน้าออกช้า ๆ แล้วปล่อยมันหล่นลงบนพื้น อวดเต้าตูมเต่งที่แต่งแต้มด้วยปลายยอดสีชมพูสวย
“เร็ว!”
ชวินเร่งเร้าแล้วเผลอกลืนน้ำลายโดยไม่รู้ตัว เรือนร่างอรชรของคนตรงหน้าเย้ายวนจนลมหายใจเริ่มติดขัด
“...ฮึก...”
แสนดีเผลอสะอื้นตอนที่ก้มลงรูดซับในตัวน้อยออกจากช่วงขาเรียว แล้วยืดตัวขึ้นให้เขาได้มองอย่างเต็มที่ ถึงแม้จะอับอายจนเนื้อตัวเปลี่ยนเป็นสีแดง แต่เธอก็ยังคงยืนนิ่งให้เขาสำรวจ
“อืม...”
มือหนายกขึ้นลูบคางพลางทำเสียงในลำคอ
“วันนี้ฉันอยากให้เธอเป็นหมา ไหนลองคลานสี่ขาให้ดูหน่อย”
แสนดีรู้ว่าสิ่งที่ชวินต้องการคืออยากให้เธอรู้สึก อับอาย ซึ่งเขาก็ทำสำเร็จเพราะต่อให้มันจะเลวร้ายแค่ไหนเธอก็ไม่อาจปฏิเสธได้
เธอยอมย่อตัวลงบนพื้นแล้วคลานสี่ขาตามที่เขาต้องการพร้อมน้ำตาที่ไหลไม่ขาดสาย
“เป็นหมาก็ต้องเห่าหน่อยสิ ไม่งั้นจะสมจริงได้ยังไง”
“...ฮึก...”
เพราะความอับอายจนสุดที่จะทนแสนดีจึงปล่อยเสียงสะอื้นให้ดังออกมาในขณะที่ชวินยกยิ้มสมใจ แล้วจู่ ๆ ก็รู้สึกคอแห้งเมื่อเธอคลานหันหลังให้ ทำให้เห็นกลีบอวบและบั้นท้ายขาวเนียนน่าขย้ำ
“ฮึก...”
แสนดีคลานไปมาในห้องตามที่เขาต้องการ แต่พอหันกลับมาอีกทีชวินก็ไม่ได้อยู่ตรงนั้นแล้ว
“ฮือ ๆ ...”
พอรู้ว่าอยู่ลำพังเธอก็ปล่อยเสียงสะอื้นออกมาดัง ๆ สิ่งที่เธอกำลังทำอยู่เรียกได้ว่าเป็นความอัปยศ แต่ก็ไม่อาจหลีกเลี่ยงด้วยเหตุผลหลายอย่าง
ซ่า!!
พอได้ยินเสียงน้ำกระทบพื้นแสนดีจึงรู้ว่าชวินอยู่ในห้องน้ำ และถึงเธอจะไม่ใช่คนที่มีประสบการณ์จัดเจนแต่ก็พอเดาได้ว่าจะเกิดอะไรขึ้นต่อจากนี้