เสียงคลื่นลมยามเย็นและวิวทิวทัศน์ของผืนน้ำทะเลสีฟ้าครามไม่ได้ช่วยให้จิตใจม่านไหมสงบลงได้ง่ายๆ ยังคงตื่นเต้นกับการตัดสินใจครั้งนี้ของตัวเอง
เธอคิดว่ามันเป็นเรื่องไร้สาระแต่ตอนนี้เธอกำลังจะทำเรื่องไร้สาระนั้น
ตั้งแต่เมื่อคืนก่อนที่ม่านไหมนอนไม่หลับเพราะเอาแต่คิดเรื่องปู่และการเงินขั้นวิกฤต คำพูดที่แม่เคยพยายามกรอกหูก็ลอยเข้ามาให้เธอคล้อยตามอยู่เสมอ ซึ่งมันก็ได้ผล รุ่งเช้าเธอตัดสินใจบอกแม่ที่จะทำเรื่องนั้น แม่ดีใจแทบเก็บอาการไว้ไม่ไหว หน้าตายิ้มแย้มเบิกบาน รีบอาสาจัดกระเป๋าเสื้อผ้าให้เธอด้วยตัวเองในขณะที่ตัวเธอนั้นคล้ายกับร่างไร้วิญญาณเข้าไปทุกที
การเดินทางมาที่นี่ในครั้งนี้ยิ่งกว่าการมาเสี่ยงโชคเสียอีก ซึ่งในใจของม่านไหมนั้นมุ่งมั่นและเด็ดเดี่ยวมาก หากคิดจะทำ คิดจะแลก เธอต้องได้อะไรกลับไปบ้าง จะต้องไม่กลับไปมือเปล่าอย่างแน่นอน
ส่วนเรื่องปู่ แม่เป็นคนรับปากจะช่วยดูแลให้ อีกทั้งยังบอกให้เธออย่าได้กังวล จงทำหน้าที่ตรงนั้นให้เต็มที่ซะ ม่านไหมได้แต่หัวเราะเยาะความน่าสมเพชนี้
การจับผู้ชายที่ไม่รู้จักหน้าตากันมาก่อน มันกลายเป็นหน้าที่ของเธอไปแล้วอย่างนั้นหรือ
จะว่าไปม่านไหมก็ไม่เคยสืบค้นประวัติข้อมูลของเขามาก่อน แม่บอกแค่ว่า เขาเป็นเจ้าของเกาะชื่อทะเล เป็นคนที่รวยมาก แต่นอกเหนือจากนั้นแม่ไม่ได้บรรยายรูปร่างลักษณะหน้าตาของเขาให้ฟังเลย
“จะเป็นคนแบบไหนกันนะ” ม่านไหมหยิบสมาร์ตโฟนเครื่องเล็กที่สภาพผ่านการใช้งานมาอย่างยาวนานเพื่อจะเสิร์ชหาชื่อเขาคนนั้น เพราะถ้าเขาเป็นถึงเจ้าของเกาะล่ะก็ แน่นอนว่าย่อมต้องมีประวัติให้สืบค้นในอินเทอร์เน็ตได้อยู่แล้ว
“อ่า..อะไรกัน แบตจะหมดแล้วเหรอเนี่ย” แบตเตอรี่จะหมดไม่เท่าไร แต่สัญญาณดันไม่มีด้วยนี่สิ คงเพราะเรือกำลังลอยลำอยู่กลางทะเล
ม่านไหมถอนหายใจเบื่อหน่ายเมื่อไม่ได้ดั่งใจ เก็บสมาร์ตโฟน กลับเข้ากระเป๋าตามเดิม ในหัวของเธอกำลังจินตนาการถึงหน้าผู้ชายคนนั้น
เขาจะเป็นคนแบบไหนกันนะ ทั้งรูปร่างหน้าตาและนิสัย จะใจดีหรือใจร้าย แล้วเขาจะสนใจเธอจริงๆ เหมือนอย่างที่แม่บอกไหม แค่คิดม่านไหมก็เครียดลงกระเพาะแล้ว
การเดินทางมาถึงเกาะสมุทรมันตราเป็นไปอย่างราบรื่นและใช้เวลาไม่นานเหมือนที่คิด ม่านไหมแบกกระเป๋าสัมภาระของตัวเองลงมาจากเรืออย่างทุลักทุเล มันหนักเอาการซึ่งม่านไหมก็ไม่รู้เหมือนกันว่าแม่ผู้จัดกระเป๋าให้เธอใส่อะไรลงไปบ้าง แต่ของข้างในคงจะอัดแน่นไม่ใช่น้อย
“สวยจัง~” หยุดมองวิวทิวทัศน์หน้าเกาะที่สวยงามไม่ต่างอะไรจากเกาะสวรรค์ในจินตนาการ เธอยิ้มออกมาเล็กน้อย ขอให้ธรรมชาติและความสดชื่นของที่นี่ช่วยให้จิตใจเธอสงบและทำสิ่งที่อยากจะทำสำเร็จด้วยเถอะ
ม่านไหมจดจำเส้นทางที่แม่ท่องจำให้ฟังจนขึ้นใจ ในที่สุดก็สามารถพาตัวเองมาหยุดยืนหน้าห้องเช่าขนาดเล็กบนเกาะได้สำเร็จ ดูจากภายนอก มันเป็นห้องเช่าที่เก่าแต่ไม่ได้ทรุดโทรมมากนัก พอจะพักอาศัยอยู่ได้ แม่และพ่อเลี้ยงเคยพักอยู่ที่นี่มาก่อนและสองคนนั้นบอกให้ม่านไหมใช้ห้องนี้ต่อได้เลย
ระหว่างที่ม่านไหมกำลังไขกุญแจอยู่นั้น เธอไม่ได้รู้สึกไปเองว่ากำลังโดนหลายสายตาจับจ้องมองมา เพราะเมื่อลองชำเลืองมองกลับไป เธอพบว่ารอบๆ ตัวมีผู้คนจากบริเวณบ้านใกล้เรือนเคียง กำลังมองเธอด้วยความสงสัย คงไม่ได้กำลังคิดว่าเธอเป็นโจรหรอกนะ
กระเป๋าสัมภาระโดนลากเข้ามาในห้องพัก ข้างในดูดีกว่าที่คิด ข้าวของเครื่องใช้จำเป็นครบครัน แต่อาจจะต้องเก็บกวาดนิดหน่อย
ม่านไหมกำลังจะเริ่มต้นลงมือทำความสะอาด แต่เสียงเคาะประตูก็ดึงความสนใจจากเธอไปจนหมดสิ้น ไม่รู้ว่าคนที่กำลังรัวมือเคาะประตูในตอนนี้เป็นใครกันแน่ หรือว่าแม่จะลืมจ่ายค่าเช่า
ม่านไหมรีบลุกออกไปดูด้วยมีหน้าเจือความกังวล หวังว่าจะไม่ใช่อย่างที่คิดนะ แค่ค่าเดินทางมาถึงที่นี่ก็ทำเงินหร่อยหรอลงไปเยอะแล้ว
“หวัดดีค่ะ”
“จ้า หวัดดีจ้ะลูก” คนที่เคาะประตูห้องเช่าเป็นผู้หญิงดูมีอายุคนหนึ่ง สำเนียงทักทายตอบกลับม่านไหมนั้นติดภาษาใต้อยู่บ้าง แต่ม่านไหมก็ฟังเข้าใจทุกคำ
“มีอะไรหรือเปล่าคะ” ถามคนอายุคราวแม่ที่ยืนยิ้มหวานจนเห็นฟันที่แดงคล้ำจากการเคี้ยวหมาก
“ลูกเป็นอะไรกับเจ้าของห้องนี้เหรอ” อีกฝ่ายเรียกแทนม่านไหมว่าลูก น้ำเสียงฟังดูไม่ได้บังคับจะเอาคำตอบแต่สายตาก็เต็มเปี่ยมไปด้วยความสงสัย
“เป็นลูกสาวค่ะ”
“ลูกของไอ้เดชกับนังมาลัยรึ?”
“ค่ะ แต่ลุงเดชเป็นแค่พ่อเลี้ยง”
“อ้อ ลูกสาวนังมาลัยนี่เอง สวยนะ แล้วมาคนเดียวรึ” ยังคงไม่หมดความสงสัยง่ายๆ
“มาคนเดียวค่ะ” ม่านไหมยิ้มแย้มตอบออกไป อย่างน้อยเธออาจจะได้เพื่อนบ้านไว้ผูกมิตร
ป้าคนนั้นแนะนำตัวกับม่านไหมบ้าง จึงได้รู้ว่าแกชื่อละออ เป็นเพื่อนบ้านคนสนิทกับแม่มาก่อน แต่ไม่ได้คุยอะไรมากไปกว่านั้น สามีของป้าแกก็เดินมาตามให้กลับบ้านและยังมองม่านไหมด้วยสายตาถมึงทึงเหมือนโกรธอะไรเธอ
“คนที่นี่แปลกจัง” กลับเข้าบ้านล็อกกลอนประตูให้สนิท เก็บกวาดทำความสะอาดจนพื้นเป็นเงาวับ กินเวลาเกือบใกล้ค่ำ กว่าม่านไหมจะได้อาบน้ำอาบท่าทำเอาแทบหมดแรง
“เฮ้ย! เดี๋ยวนะ เสื้อผ้าพวกนี้มาจากไหนเนี่ย” ม่านไหมหายใจแรงจนอกกระเพื่อม หัวคิ้วขมวดแน่นทำให้ใบหน้าดูยุ่งเหยิงไปหมด สายตาเพ่งมองเสื้อผ้าแต่ล่ะชิ้นที่สองมือกำลังรื้อออกจากกระเป๋า
“โห แม่!” เธอเริ่มเข้าใจเหตุผลที่แม่กระตือรือร้นอยากจัดกระเป๋าให้แล้ว ม่านไหมแค่อยากจะหาชุดนอนสักตัวแต่เสื้อผ้าที่เธอค้นเจอกลับมีแต่ชุดหวาบหวิว โชว์เนื้อหนังมังสาแบบที่ชีวิตนี้เธอใส่นับครั้งได้
ไม่ใช่ว่าเธอไม่กล้าใส่หรือไม่เคยใส่ มันก็มีบ้างตามประสาผู้หญิง แค่นานๆ ครั้งเมื่อนานมาแล้วตอนที่ยังมีอิสระได้ไปเที่ยวอย่างที่ใจต้องการ ไม่ใช่เป็นอีเพิ้งใส่เสื้อยืดคอย้วย กางเกงเอวหลวมและทำงานงกๆ หาเงินหัวหมุนอย่างทุกวันนี้
แต่แม่ก็ไม่จำเป็นต้องจัดชุดพวกนี้ให้เธอยกกระเป๋าไหมล่ะ จะหาเสื้อผ้าปกติใส่สักตัวไม่มีเลย
“เฮ้อ~ จุดประสงค์ที่เรามาที่นี่ก็ชัดเจนอยู่แล้ว แม่คงกลัวเราทำไม่สำเร็จสินะถึงได้มีตัวช่วยเนี่ย เอาวะเป็นไงเป็นกัน” ม่านไหมเรียกกำลังใจกลับคืนมาและยอมใส่เสื้อผ้าน้อยชิ้นอย่างหลีกเลี่ยงไม่ได้
โคมไฟในห้องถูกดับลงเหลือแค่ความมืดมิดแผ่ปกคลุม ร่างอรชรล้มตัวนอนพักผ่อนบนเตียง ชุดนอนผ้าเนื้อลื่นที่สวมใส่อยู่แม้ไม่ค่อยคุ้นชินกับมันแต่ก็ต้องยอมรับว่าใส่แล้วสบายตัวอย่างน่าเหลือเชื่อ อาจด้วยความเหนื่อยล้าทั้งการเดินทางและทำความสะอาดบ้าน เพียงเปลือกตาสีไข่ปิดลง ม่านไหมก็จมสู่ห้วงนิทราอย่างรวดเร็ว
ปัง! ปัง!
แต่ความอุ่นสบายจากการนอนหลับพักผ่อนพลันมลายหายไปจนหมดสิ้นเมื่อเสียงดังอึกทึกด้านนอกเหมือนมีข้าศึกบุกบ้านก่อนจะตามมาด้วยเสียงพังประตูและฝีเท้าคนเดินย่ำเข้ามา หัวใจดวงน้อยเต้นเร็วบ้าคลั่ง ม่านไหมลุกขึ้นนั่งตัวตรง เพ่งสายตาฝ่าความมืดโดยไม่กล้าแม้แต่จะเปิดไฟ
“จะ..โจรเหรอ” พูดเสียงแผ่วเบากับตัวเอง มาวันแรกเธอก็เจอดีเข้าแล้วหรือนี่ ทำไมเรื่องบ้าๆ มันชอบเกิดขึ้นแค่กับเธอด้วยนะ
ม่านไหมเบี่ยงสองเท้าลงจากเตียงอย่างแผ่วเบาที่สุด เมื่อสายตาพอจะปรับความคุ้นชินกับความมืด ทำให้พอมองเห็นได้ลางๆ จากแสงจันทร์ที่ส่องลอดเข้ามาตามรูหน้าต่าง
เธอเล็งหาของป้องกันตัวที่พอจะช่วยตัวเองได้ เห็นจะมีแค่ขวดน้ำพกพาเหมาะๆ มือ จึงรีบคว้าไว้อย่างไม่ลังเล ถ้าเป็นโจรจริงๆ รับรองได้เลย ม่านไหมจะฟาดใส่แบบไม่ออมแรง
เสียงฝีเท้าคนเดินย่ำดังใกล้เข้ามาทุกทีและยิ่งใกล้มากเท่าไร เสียงหัวใจของม่านไหมก็เต้นตึกตักรุนแรงตามไปด้วย อาการมือเท้าเย็นเฉียบแต่เหงื่อผุดพรายตามกรอบหน้าสวย วินาทีที่ประตูห้องถูกเหวี่ยงเปิด มือทั้งสองกำรอบขวดน้ำแน่น ยกขึ้นหมายจะฟาดไอ้โจรร้ายให้สลบคาเท้า!
“ย้ากกกกกก!”
พรึบ!
เสียงร้องดังลั่นของม่านไหมและแขนที่ง้างขึ้นสุดกำลังโดนร่างบึกบึนของใครบางคนจัดการเสียอยู่หมัด
“อื้อออ!” ปากโดนมือที่ทั้งหนาและใหญ่ปิดไว้เสียสนิท จะร้องตะโกนขอความช่วยเหลือก็มีแต่เสียงอู้อี้ที่เล็ดรอดออกไป ส่วนตัวของเธอนั้นกำลังดิ้นเร่าๆ อยู่ในอ้อมกอดที่พยายามรัดรึงให้อยู่นิ่งๆ จนเธอเริ่มจะหายใจไม่ออก
“แหกปากร้องเสียงดังอยู่ได้ โจรขึ้นบ้านรึไง!” เสียงดุดันพูดขู่ใกล้หู ม่านไหมขนลุกซู่ในทันทีแต่ในใจนั้นสบถด่าเป็นชุด
ถามมาได้บ้าหรือเปล่า ก็แกไงล่ะที่เป็นโจร!