“วิธีแบบไหน?” น้ำเสียงม่านไหมไม่ได้แสดงออกถึงความสนอกสนใจ แต่ถึงอย่างนั้นแม่ก็ยังอธิบายทุกๆ อย่างให้เธอฟังอยู่ดี
“ก็ตามนี้นี่แหละ เห็นไหมง่ายนิดเดียว รอแค่นายหัวหลงเสน่ห์แก พอถึงเวลาแกก็เผด็จศึกเลย” ทุกประโยคของแม่ที่ม่านไหมทนฟังจนจบ เธอไม่เข้าใจเลยจริงๆ ว่าทำไมแม่ถึงคิดว่าอะไรๆ มันจะง่ายดายอย่างที่พูดเหมือนปอกกล้วยเข้าปาก
“แกจะเดินทางพรุ่งนี้เลยไหม แม่จะช่วยเตรียมกระเป๋าให้”
“ไม่ล่ะ ฉันไม่ไป” มันเป็นเรื่องไร้สาระที่สุดที่เธอได้ยินในวันนี้ เป็นสิ่งที่คงไม่มีทางสำเร็จได้ง่ายๆ และอีกอย่างเธอคิดว่ายังพอมีหนทาง ไม่ได้จนตรอกขนาดนั้นสักหน่อย
“ทำไมไม่ไป ฉันอุตส่าห์เสนอตัวช่วยแกขนาดนี้แล้วนะ” ใบหน้าอีกฝ่ายแสดงออกถึงความฉุนโกรธเบาๆ แต่คงพยายามเก็บงำอาการเอาไว้ไม่ให้ระเบิดออกมา
“ฉันยังไม่อยากมีผัว จบไหม แล้วอีกอย่างมันไม่ได้ง่ายขนาดนั้นหรอก แม่เลิกขายฝันฉันเถอะ ฉันจะอยู่ที่นี่ดูแลปู่ ส่วนเรื่องเงิน ฉันจะพยายามของฉันเอง”
พูดจบม่านไหมเดินสะบัดตูดกลับเข้าห้องไปเฝ้าปู่ต่อ
“ม่านไหม! นัง..”
“ใจเย็นมาลัย ค่อยๆ คุยกับลูกมันเถอะ”
“พี่ก็ดูมันสิพี่เดช ฉันพูดขนาดนี้แล้วมันยังคิดว่าฉันพูดเล่น” มาลัยพ่นลมหายใจหงุดหงิด สายตาที่หยุดไว้ตรงประตูหลังจากม่านไหมเข้าห้องไปแล้ว ยังคงประกายกรุ่นๆ เหมือนถ่าน
“เอาน่า เรื่องแบบนี้ต้องใช้เวลา พี่ว่าอีกไม่นานม่านไหมก็ต้องเก็บเอาเรื่องนี้ไปคิดบ้างแหละ เธอรอดูต่อจากนี้เถอะ” เดชวางมือทั้งสองบนไหล่ของเมียพลางบีบเบาๆ ให้ใจเย็นลง มาลัยถึงยอมกลับมาสงบได้อีกครั้ง
“ฉันก็หวังให้มันเป็นอย่างนั้นนะพี่ เพราะไม่งั้นเราได้หัวขาดกันแน่”
เช้าวันรุ่งขึ้น ม่านไหมขอให้แม่ช่วยเฝ้าปู่ในตอนที่เธอไปทำงาน แม่ก็ตกปากรับคำแบบลวกๆ ดูไม่ค่อยเต็มใจเท่าไร แต่พ่อเลี้ยงก็คอยพูดให้แม่อารมณ์ดีและบอกให้ม่านไหมวางใจ เขาจะคอยช่วยดูแลปู่ให้อีกแรง
ตั้งแต่ม่านไหมต้องมาดูแลปู่ เธอต้องย้ายจากที่อยู่เดิมซึ่งอยู่คนล่ะจังหวัด กลับมาเช่าห้องพักเล็กๆ ไม่ไกลจากบ้านปู่นัก
ม่านไหมไม่ได้ขอไปพักบ้านย่าเลี้ยงแม้ว่ามันจะช่วยเซฟเงินในกระเป๋าไปได้อีกเยอะก็ตาม เธอยอมเสียเงินเพื่อแลกกับความสบายใจของตัวเอง
ช่วงเช้าม่านไหมทำงานเป็นแม่บ้านทำความสะอาด ขึ้นอยู่กับจะมีใครจิ้มเลือกเธอจากแอปพลิเคชันเรียกแม่บ้านออนไลน์ไหม ซึ่งม่านไหมรับได้วันละไม่เกินสามงานเท่านั้น เพราะช่วงเย็นเป็นต้นไปเธอจะต้องกลายร่างจากแม่บ้านเป็นเด็กเสิร์ฟร้านอาหาร ทั้งร้านมีแค่เธอเป็นเด็กเสิร์ฟคนเดียวซะด้วย
“ม่านไหมวันนี้อย่าเพิ่งรีบกลับนะ อยู่ช่วยเจ๊ล้างจานก่อน เจ๊มีธุระต้องไปข้างนอก เดี๋ยวเจ๊ให้พิเศษ”
“ได้ค่ะเจ๊” นั่นเป็นสิ่งที่เจ๊โฉมเจ้าของร้านอาหารตามสั่งแห่งนี้บอกกับเธอเมื่อครึ่งชั่วโมงก่อน ก่อนที่เจ้าตัวจะรีบกุลีกุจอไปทำธุระ
แต่ม่านไหมก็ไม่ได้อยู่ที่ร้านคนเดียวหรอก ยังมีผัวของเจ๊อยู่ด้วยอีกตั้งคน ซึ่งเธอไม่ชอบช่วงเวลาแบบนี้ที่สุดเลย เพราะอะไรน่ะเหรอ…
“น้องม่านไหมจ๋า~” นั่นไงล่ะ เสียงหวานๆ ที่เรียกชื่อเธอพร้อมสีหน้าที่เต็มไปด้วยรอยยิ้มชวนขนลุก
“ล้างจานคนเดียวเหนื่อยไหมจ๊ะ ให้พี่ช่วยไหม” คนอายุรุ่นราวคราวพ่อที่ชอบมาพูดจาแทะโลมใส่เธอ
“ไม่เป็นไรค่ะ ฉันล้างเองได้” เหลือแค่อีกไม่กี่ใบก็จวนจะเสร็จแล้ว ม่านไหมรีบล้างให้เร็วขึ้นจะได้รีบกลับ ส่วนค่าแรงเธอค่อยเอาพรุ่งนี้แล้วก็ได้
“น่านะ ให้พี่ช่วยดีกว่า จะได้เสร็จเร็วๆ” ลุงศรยังคงเสนอตัวเต็มที่และยังพยายามยื้อแย่งจานในมือม่านไหม อีกทั้งขยับมาใกล้จนจะถึงตัวเธอ
ม่านไหมเบี่ยงตัวหลบได้ทัน แต่ความซวยกลับทำให้เธอตกเก้าอี้ตัวเตี้ยๆ ที่นั่งอยู่และน้ำล้างจานยังกระเด็นเปื้อนเสื้อยืดอีก
“โธ่เอ๋ย~ เปียกหมดเลย เข้าไปเปลี่ยนเสื้อข้างในเถอะ เดี๋ยวพี่หาเสื้อตัวใหม่ให้” ปากพูดกับเธอแต่ตากลับจ้องมองเสื้อยืดสีขาวที่มันเปียกจนแนบไปกับหน้าอก
ม่านไหมรู้สึกถึงความโกรธที่กำลังคุกรุ่นอยู่ข้างใน พยายามอย่างยิ่งไม่ให้ตัวเองระเบิดโมโหออกมาจนกลายเป็นเรื่องใหญ่ ท่องคำว่าใจเย็นไม่รู้กี่สิบรอบต่อนาทีแม้ว่านี่จะไม่ใช่ครั้งแรกก็ตามที่เธอเจอเรื่องแบบนี้
อีกแล้วเหรอ! เป็นคำที่มักผุดขึ้นมาทุกครั้งเมื่ออีตาลุงแก่หื่นกามชอบเข้ามาป้วนเปี้ยนจ้องแต่จะหาทางลวมลามเธอ
“ไม่เป็นไรค่ะ ฉันมีเสื้อคลุม” ม่านไหมรีบลุกขึ้น ปัดเศษฝุ่นผงที่ติดกางเกงออก เธอกำลังจะเดินไปหยิบเสื้อคลุม ทว่าลุงศรกลับคว้าข้อมือเรียวไว้แน่น
“โกรธพี่เหรอจ๊ะคนดี อย่าโกรธพี่เลยนะ พี่ก็แค่อยากช่วย”
“ปล่อยมือฉันค่ะ” สัมผัสหยาบสากจับข้อมือเธอเสียแน่น สีหน้าม่านไหมในตอนนี้ปิดบังความขยะแขยงไม่ได้อีกต่อไป
“รังเกียจพี่เหรอ ทำไมเวลาที่พี่เข้าใกล้ ม่านไหมต้องเมินพี่ตลอดด้วย ม่านไหมก็รู้ใช่ไหมว่าพี่คิดยังไงกับเธอ” ทุกคำพูดแทบจะทำให้ม่านไหมอ้วกแตกออกมาจริงๆ คนอายุแก่ปูนนี้แต่ยังคิดอกุศลกับคนรุ่นลูกแบบเธอ มันใช้ได้ที่ไหนกัน
“อย่าทำแบบนี้เลยค่ะ ถ้าเจ๊รู้เดี๋ยวก็ได้ทะเลาะกันเปล่าๆ” ม่านไหมบิดข้อมือออกมาได้สำเร็จ ผิวส่วนนั้นแดงช้ำเล็กน้อย ผิวขาวๆ ของเธอมักจะเป็นรอยได้ง่ายเสมอ
“ก็อย่าให้รู้สิ เราทำกันแบบแอบๆ ก็ได้”
“ทะ…ทำอะไรคะ” ม่านไหมตะลึงไปเล็กน้อย หน้าตาของเธอในตอนนี้เหมือนคนเห็นผีกลางวันแสกๆ
“จะให้พี่พูดตรงๆ เลยเหรอ ก็แบบที่ผู้ชายกับผู้หญิงเขาทำกันไง พี่อยากทำกับม่านไหมนะ ได้ไหม..” หน้าลุงศรหื่นกามมาก ไม่ทันตั้งตัวลุงก็พุ่งเข้ามาจับบ่าทั้งสองของม่านไหมกดแนบกับประตูหลังร้าน ทำเอาแผ่นหลังเธอกระแทกโดนแผ่นไม้เต็มๆ
“โอ๊ย!”
“ยอมพี่เถอะม่านไหม เธออยากได้อะไรพี่ให้ได้ทุกอย่าง”
ลุงศรพยายามซุกหน้าใส่ซอกคอของคนรุ่นลูก ม่านไหมต้องใช้มือดันหัวแกออกห่าง ร่างกายของแกสูงใหญ่กว่าเธอมากนัก การที่จะขัดขืนจึงเป็นเรื่องลำบากสำหรับคนตัวเล็ก
“ม่านไหมจ๋า~ ยอมพี่ดีๆ เถอะนะ”
“ออกไปนะลุง!”
“ม่านไหม..โอ๊ย!” เสียงร้องของแกต้องเงียบหายกลับเข้าลำคอ เหิดอาการจุกจนหน้าเขียวปี๋ก่อนต่อมาตัวของลุงศรค่อยๆ เซถอยห่าง ฝ่ามือกุมแน่นจุดสำคัญที่ม่านไหมเพิ่งใช้เข่ากระแทกเต็มแรง สายตาที่แกมองเธอเหมือนอยากจะเข้ามาฉีกเนื้อเป็นชิ้นๆ
ม่านไหมยืนสูดลมหายใจตั้งสติ เธอคิดว่าความอดทนทั้งหมดมันพังทลายลงแล้ว หากให้ทนต่อไปอีกเธอคงได้พลั้งมือทำอะไรที่มันมากกว่าแค่ใช้เข่าแทงกระปู๋ของอีตาลุงนี่แน่ๆ
“แก่จนจะลงโลงอยู่แล้วเก็บแรงไว้เคี้ยวข้าวเถอะลุง ที่ผ่านมาฉันทนกับลุงมามากพอแล้วนะ ไม่พูดไม่ได้หมายความว่าไม่รู้สึก ฉันอยากจะด่าแม่ลุงมาตลอดนั่นแหละ หัวหงอกขนาดนี้คิดได้ยังไงจะจับคนรุ่นลูกรุ่นหลานแบบฉันทำเมีย ถ้าอยากมากก็ไปสะกิดเจ๊โน่น!”
ม่านไหมตะคอกด้วยเสียงที่บอกให้รู้ว่าตนนั้นโมโหมากแค่ไหน เธอหยิบเสื้อคลุมและกระเป๋าของตัวเองออกมา ไม่สนใจด้วยว่าอีตาลุงหื่นจะมีสีหน้าช็อกสุดฤทธิ์กับคำพูดเถรตรงจากปากเธอ
“เสียงดังเอะอะอะไรกันม่านไหม” เจ๊โฉมเพิ่งกลับมาถึงร้าน เมื่อเห็นสีหน้าหงุดหงิดของลูกจ้างสาวก็ตกใจอยู่ไม่น้อย อีกทั้งหน้าของม่านไหมยังโชกเหงื่อ เสื้อยืดเปียกชื้นเป็นดวงๆ
“เกิดอะไรขึ้นเนี่ย บอกเจ๊ซิ..”
“ฉันขอบคุณเจ๊มากนะคะที่รับเข้ามาทำงานแล้วก็ยังใจดีกับฉันมาตลอด แต่ฉันคงทำงานให้เจ๊ต่อไปไม่ได้แล้ว ลาล่ะค่ะ..” ม่านไหมยกมือไหว้ลาเจ๊โฉม ไม่มีเกริ่นถึงที่มาที่ไป เธอรีบออกจากร้านในทันที ทิ้งความสงสัยให้เจ๊โฉมคาใจ ตะโกนเรียกรั้งอย่างไรก็ไม่หันกลับไปมองอีก
ม่านไหมเดินทางมาโรงพยาบาล อย่างน้อยหากได้เห็นหน้าปู่คงช่วยให้ใจสงบขึ้นบ้าง เพราะหลังจากนี้ก็ต้องมาคิดต่อว่าเธอจะหางานไหนทำเพิ่ม ลำพังเงินจากงานแม่บ้านมันไม่พออยู่แล้ว
“เฮ้อ~” ถอนหายใจจนถึงหน้าห้อง สภาพเธอในตอนนี้มันดูแย่เอามากๆ ไม่ว่าจะร่างกายที่อิดโรยไปหมด หรือจิตใจที่อ่อนล้าเหมือนต้นไม้เล็กๆ สู้ต้านลมฝนท่ามกลางพายุโหมกระหน่ำจากทุกทิศทาง
“แกมาได้เวลาพอดี” เมื่อม่านไหมเปิดประตูเข้าไปก็เจอกับสีหน้าคร่ำเครียดของแม่
“เกิดอะไรขึ้น”
“ก็ปู่แกน่ะสิ..” ม่านไหมรีบวางข้าวของก่อนจะปรี่ไปที่เตียง
“ปู่เป็นอะไร..”
“หมอเพิ่งเข้ามาตรวจเมื่อกี้เอง ปู่อาการทรุดลงกว่าเดิม ถ้ายังไม่รีบผ่าตัด ปล่อยไว้นานจะยิ่งแย่กว่านี้” พ่อเลี้ยงเป็นคนตอบคำถามแทน
ในอกของม่านไหมมันวูบโหวงไปหมด คล้ายโดนก้อนหินถล่มทับลงมา หนักอึ้งไปทั้งตัวกับเรื่องที่เพิ่งได้ยิน โชคชะตาเล่นตลกกับเธอเสียจริง
“นอกจากค่าผ่าตัด ยังมีค่ายาอีกหลายตัวที่ต้องจ่ายเอง ไม่รวมค่ารักษาหลังผ่าตัดเสร็จอีก แกแน่ใจนะว่าแกหาเงินได้จริงๆ จำนวนมันไม่ใช่น้อยๆ เลยนะม่านไหม” คนถูกถามถึงกับจุกอก น้ำตาร่วงเป็นสายฝนอยู่ข้างใน ช่วงเวลานี้หากเธอท้อ หมดแรง ไม่เอาอะไรแล้วเธอก็สามารถทำได้ แค่ชีวิตปู่มันขึ้นอยู่กับเธอเท่านั้นเอง…
“ถ้าแกไม่ไหวจริงๆ แกก็ต้องให้อีพวกนั้นช่วยบ้างนะ มันจะทำนิ่งเฉยแบบนี้ไม่ได้สิ” อีพวกนั้นที่แม่หมายถึงก็คือย่าเลี้ยงและลูกชายแต่ม่านไหมรู้ดีว่าต่อให้ติดต่อพวกเขาไปเท่าไรก็ไร้ประโยชน์ พวกเขาไม่มีทางมารับรู้ความเป็นความตายของปู่อีกแล้วว่าจะเป็นยังไง พอปู่เป็นแบบนี้เขาก็มองว่าเป็นภาระ ไม่สนใจมาดูดำดูดีหรอก
“แม่พอจะรู้จักแหล่งเงินกู้ดีๆ ไหม ฉันว่าจะลองดู..”
“พูดอะไรของแก” เสียงของแม่ดังพอที่จะทำให้ม่านไหมสะดุ้งตกใจ แต่ตอนนี้ตัวเธอแข็งทื่อเป็นท่อนไม้ไปแล้ว หยุดสายตามองแค่ใบหน้าชายชราผู้มีพระคุณ
“จะไปกู้เงินทำไมให้ยุ่งยาก ฉันก็เคยเสนอวิธีที่ดีกว่านี้ให้แกแล้วไง” น้ำเสียงของแม่เบาลง ก่อนจะรีบพูดต่อเมื่อเห็นม่านไหมไม่ได้แย้งอะไรออกมา
“ถ้าแกทำตามที่แม่เคยบอก วิธีนี้นี่แหละได้เงินเร็วที่สุดแล้ว แกเชื่อแม่สิ ได้คนนี้เป็นผัวสบายไปทั้งชาติ” คงไม่พ้นวิธีให้ม่านไหมจับเจ้าของเกาะทำผัวสินะ
“เขาจะสนใจฉันจริงๆ เหรอ คนอย่างเขาคงมีผู้หญิงให้เลือกเยอะแยะ”
“สนใจสิ ลูกสาวแม่สวยขนาดนี้ ใครมันจะโง่ปฏิเสธได้ลง แกไม่ได้มีทางเลือกเยอะขนาดนั้นนะม่านไหม ตอนนี้สิ่งที่แกต้องสนใจไม่ใช่ตัวเอง แต่เป็นชีวิตปู่ ถ้าแกรักปู่แกจริง แกก็ต้องหาเงินมารักษาปู่แกให้ได้ และวิธีนี้นี่แหละมันเห็นผลเร็วที่สุด แกเชื่อแม่สิ” คำพูดจริงจังที่พยายามชักชวนให้คล้อยตาม คนจิตใจย่ำแย่เหน็ดเหนื่อยกับหลายปัญหาที่ต้องเผชิญแบบเธอ เมื่อเจออย่างนี้บ่อยๆ ความรู้สึกที่เคยบอกว่าไม่มีทางจะทำ ก็เริ่มเอียงเอน…
“เชื่อแม่ ไปซะ ทำตามที่แม่บอก ไปใช้ความสวยของแกให้เป็นประโยชน์” ความสวยที่ต้องแลกกับศักดิ์ศรี นาทีนี้เธอคงต้องเลือกแล้วจริงๆ