เมื่อปรียากลับไปแล้ว ภารตียังคงรับประทานอาหารโดยไม่ได้ชวนเขาคุยอะไรอีก พอไม่มีเพื่อนสาวคอยกระตุ้นเธอก็หมดความกล้า จึงได้แต่ส่งดวงตาคมหวานแอบมองชายหนุ่มเป็นระยะ และอดคิดเข้าข้างตัวเองไม่ได้ที่เขาอาสาไปส่งที่บ้านเช่นนี้ เขาอาจจะสนใจเธอแล้วก็ได้
หลังจากรับประทานอาหารเรียบร้อยพงศธรก็ชวนภารตีกลับบ้าน และยังอาสาจะเข้าไปส่งถึงในซอย ทั้งสองนั่งเงียบมาในรถได้สักพัก หนุ่มรุ่นพี่จึงเอ่ยทำลายความเงียบขึ้นก่อน
“บ้านภาอยู่กันกี่คนครับ” ชายหนุ่มถามอย่างสุภาพ ขณะที่สายตายังจ้องตรงไปยังถนนเบื้องหน้า
“ภา อยู่คนเดียวค่ะ” สาวรุ่นน้องตอบพลางหันไปมองหน้าคนขับ แล้วเบือนหน้ากลับมามองตรงเช่นเดิม
“อ้าว! แล้ว...” พงศธรอึ้งกับคำตอบของเธอ
“พ่อแม่ของภาท่านเสียไปแล้วค่ะ ตอนนั้นภาอายุสิบเจ็ด พ่อกับแม่ไปทำบุญกับบริษัทของพ่อ รถบัสที่นั่งไปเกิดอุบัติเหตุพลิกคว่ำ วันนั้นฝนตกหนักมาก มีคนบาดเจ็บและเสียชีวิตหลายคน พ่อของภาเสียชีวิตทันที แต่แม่บาดเจ็บสาหัสอยู่ห้องไอซียูสองวัน ท่านก็ตามพ่อไป”
คนพูดไม่เข้าใจ ว่าทำไมต้องหลั่งไหลถ่ายทอดเรื่องราวของตนเองให้เขาฟังอย่างไม่ปิดบัง การพูดถึงบิดามารดาที่ล่วงลับไปแล้วทำให้เธอสะเทือนใจขึ้นมาอีกครั้ง จึงนั่งเงียบ จนกระทั่งเขาเอ่ยขึ้น
“แล้วภาอยู่ยังไง ญาติพี่น้องคนอื่นล่ะ!” คนที่มีฐานะดีครอบครัวสมบูรณ์ถามอย่างตระหนก และรู้สึกสะเทือนใจไปกับหญิงสาวด้วย
“ภาอยู่คนเดียวไม่มีญาติที่ไหนอีกแล้วค่ะ โชคดีที่พ่อกับแม่ทำประกันชีวิตเอาไว้ ทำให้ภา พอมีทุนจ่ายค่าหน่วยกิตเรียนต่อมหา’ลัย” ภารตีเล่าด้วยรอยยิ้ม เมื่อสัมผัสได้ถึงความอาทรของชายหนุ่ม
“แล้วค่าใช้จ่ายแต่ละวันเอาจากไหน เป็นผู้หญิงอยู่ตัวคนเดียว พี่ว่า... ต้องลำบากมาก” ดวงตาของเขาเหลือบมามองใบหน้าสวย ขณะที่รถจอดติดไฟแดงตรงสี่แยก
“หลังจากเสร็จงานศพของพ่อกับแม่ บริษัทที่พ่อกับแม่ทำงานอยู่เขาก็ให้เงินมาก้อนหนึ่ง ภาก็เก็บรวมไว้กับเงินที่ได้จากประกันชีวิตเพื่อเอาไว้เรียนต่อปริญญาตรี ส่วนเงินที่ใช้จ่ายประจำวัน ภาก็ไปรับงานมาจากร้านถ่ายเอกสาร ที่ร้านเขาจะรับพิมพ์รายงาน ภาแค่ไปรับต่อมานั่งพิมพ์หลังจากเลิกเรียน วันหยุดเสาร์อาทิตย์หรือช่วงปิดเทอมก็รับงานพริตตี้ค่ะ” เห็นเขาถามด้วยความสนใจ หญิงสาวจึงเล่าอย่างกระตือรือร้น และหันไปมองใบหน้าคมด้วยแววตาประทับใจ ก่อนจะหันไปมองที่ถนนแล้วเล่าต่อ
“เอ่อ ความจริงแล้ว... มันก็มีขัดสนบ้าง แต่ก็พออยู่ได้ค่ะ แค่ประหยัดนิดหน่อย โชคดีว่าบ้านที่อยู่ทุกวันนี้ พ่อผ่อนหมดก่อนท่านจะจากไป ค่าน้ำค่าไฟก็เสียไม่มาก คอมฯ ที่ไว้พิมพ์งานที่รับมา พ่อกับแม่ซื้อให้ตอนที่ภาเรียนม.ต้นแล้วล่ะค่ะ ภาไม่คิดว่าลำบากอะไร คงชินแล้วมั้งคะ” เธอเล่าด้วยใบหน้ายิ้มแย้ม พอพูดจบก็หันไปมองพงศธรอีกครั้ง ซึ่งเขาจ้องเธออยู่ก่อนแล้ว ดวงตาคมหวานมองด้วยความซาบซึ้งสัมผัสได้ถึงแววตาเห็นใจจากดวงตาคมเข้ม
พงศธรหันหน้าหนี เป็นจังหวะที่สัญญาณไฟเปลี่ยนเป็นสีเขียวเขาจึงออกรถ สมองของชายหนุ่มครุ่นคิดถึงเรื่องหญิงสาวที่นั่งรถมากับเขา ทำไมชีวิตคนเราถึงได้แตกต่างกันมากมายขนาดนี้
เขาเสียอีกเป็นผู้ชาย แต่ไม่เคยดิ้นรนช่วยเหลือตัวเอง ต้องการอะไรก็มีพร้อมทุกอย่าง จึงรู้สึกสงสารภารตี แล้วเสียงของเธอก็ทำให้เขาสะดุ้งหยุดคิดเรื่องสงสารอย่างกะทันหัน
“จอดปากซอยนี้ล่ะค่ะ พี่พงศ์” ภารตีรีบบอกเสียงดัง เพราะเห็นเขาขับรถไปเรื่อย ๆ ไม่มีทีท่าจะลดความเร็ว จึงกลัวจะเลยปากซอยบ้านของเธอ
“โอ๊ะ!” พงศธรร้องออกมาด้วยความตกใจ แล้วเขาก็เลี้ยวรถเข้าไปในซอยที่หญิงสาวบอก
“พี่พงศ์ไม่ต้องเข้าไปส่งหรอกค่ะ ภาเดินเข้าออกซอยนี้ทุกวัน” สาวรุ่นน้องเอ่ยออกมาด้วยความเกรงใจ
“ไม่เป็นไรหรอก พี่ขับรถแป๊บเดียวก็ถึง” เจ้าของใบหน้าคมเข้มหันมายิ้มให้เธอแบบพี่ชายใจดี
พงศธรขับรถเข้ามาลึกพอสมควร กว่าจะถึงหมู่บ้านเล็ก ๆ ซึ่งมีทาวเฮ้าส์เพียงไม่กี่หลังน่าจะประมาณยี่สิบหรือสามสิบหลังเท่านั้น อดนึกไม่ได้ว่าผู้หญิงคนหนึ่งต้องเดินเข้าออกซอยลึกขนาดนี้ทุกวัน เวลากลางคืนดูแล้ว น่าจะอันตราย
พอถึงที่หมายและได้เห็นสภาพทาวเฮ้าส์ที่เริ่มทรุดโทรม ซึ่งกลอนที่ประตูรั้วเหล็กหักออก ห้อยร่องแร่งไม่สามารถล็อกได้ ก็รู้สึกเป็นห่วงหญิงสาวที่ต้องอยู่ตัวคนเดียว ขณะที่หญิงสาวเดินเข้าประตูรั้ว เขาจึงเรียกเธอไว้
“ภา” เสียงอาทรทำให้หญิงสาวหันกลับมา
“คะ เอ่อ พี่พงศ์จะเข้ามาก่อนมั้ยคะ” ภารตีขานรับแล้วนึกได้ว่าเธอเสียมารยาทที่ไม่เอ่ยชวนเขา
“ไม่เป็นไร พี่แค่จะถามว่าพรุ่งนี้มีเรียนกี่โมง” ความสงสารและความเป็นห่วงทำให้พงศธรเอ่ยถาม
“เดี๋ยวนะคะ” ภารตีค้นไปในกระเป๋าสะพายซึ่งใส่หนังสือเรียนและกระเป๋าสตางค์ แล้วหยิบตารางออกมา ก่อนจะเงยหน้าบอกเขา
“เก้าโมงค่ะ” เธอบอกพลางย่นคิ้วด้วยความสงสัย
“งั้นพรุ่งนี้พี่มารับแปดโมงได้มั้ย พอดีพี่มีเรียนแปดโมงครึ่ง” พงศธรพูดราวกับว่าเขาทำเรื่องนี้เป็นประจำอยู่แล้ว
“ไม่เป็นไรค่ะ รบกวนพี่พงศ์เปล่า ๆ” เจ้าของดวงตากลมโตปฏิเสธด้วยความรู้สึกงง ทั้งที่ในใจลึก ๆ นั้นดีใจจนแทบจะกระโดด อยู่ดีๆ ผู้ชายที่แอบชอบก็อาสามารับไปเรียนด้วยกัน ต่อให้อยากรับความเอื้อเฟื้อจากเขามากแค่ไหน จะให้รีบตอบรับคงดูไม่เหมาะเท่าไหร่ จึงได้แต่มองด้วยแววตาชื่นชม แล้วก็ต้องรีบก้มหลบสายตาคมเข้มที่เบนกลับมามองเธอ
“ไม่รบกวนอะไรหรอก พี่เต็มใจ ช่วยลดโลกร้อนน่ะเคยได้ยินรึเปล่า ยังไงพี่ก็ต้องผ่านซอยบ้านภาทุกวันอยู่แล้ว” หนุ่มรุ่นพี่ตอบด้วยความรู้สึกเป็นกันเอง และมองเธอเหมือนน้องสาวคนหนึ่ง เขาทั้งเห็นใจและประทับใจในความเข้มแข็ง ที่ภารตีต้องอยู่ตัวคนเดียวตั้งแต่อายุสิบเจ็ดปี
“แต่ภาเกรงใจ...” เสียงตอบอ้อมแอ้ม ไม่กล้าสบตา เกรงว่าความยินดีจะโลดแล่นแสดงออกทางสายตา
“เลิกพูดคำนี้ เพราะพี่ตั้งใจแล้ว ตกลงพรุ่งนี้แปดโมงเจอกัน” พงศธรเอ่ยยิ้ม ๆ แสดงความตั้งใจให้เธอเห็น
“ตกลงนะ พรุ่งนี้พี่มีเรียนก่อนภาครึ่งชั่วโมง มารับเร็วหน่อยคงไม่เป็นไรใช่มั้ย” คนที่อาสามารับถามย้ำพลางอธิบายเรื่องเวลาของตน เมื่อเห็นหญิงสาวยังนิ่งเงียบ
“อ๋อ... เอ่อ... ก็ได้ค่ะ” ภารตีตอบรับออกไปราวกับว่าขัดไม่ได้ ริมฝีปากสีชมพูเม้มเอาไว้หลังจากบอกเขา เพราะกลัวว่ามันจะฉีกยิ้มกว้าง เพราะเวลานี้หัวใจมันกำลังเต้นโครมครามทั้งตื่นเต้นและดีใจ ไม่คิดว่าผู้ชายที่แอบชอบตั้งแต่เรียนปีหนึ่งจะเสนอตัวเข้ามาดูแล
“โอเค พรุ่งนี้พี่มารับแปดโมงนะ ปิดประตูดี ๆ ล่ะ พี่ไปก่อน” พงศธรยืนดูเธอคล้องโซ่กับประตูรั้ว แล้วล็อคกุญแจ จึงได้ขึ้นรถขับกลับบ้าน
ระหว่างทางขับรถกลับบ้าน ไฮโซหนุ่มนึกถึงเรื่องราวการสู้ชีวิตของภารตีแล้วก็ต้องถอนหายใจออกมา เขารู้สึกสงสารเธอมากขึ้น จึงตั้งใจจะขับรถมารับมาส่งสาวรุ่นน้องทุกวัน เพราะเรื่องแค่นี้ไม่ได้ทำให้เขาเสียเวลาหนักหนา ถ้าสิ่งเล็กน้อยที่เขาทำสามารถช่วยผู้หญิงตัวเล็ก ๆ คนหนึ่งได้ และถ้ามีโอกาสช่วยเธอได้มากกว่านี้เขาก็จะทำ