บทที่ 6 ล่ามจำเป็น
“น้องผึ้งคุณพี่ภูมิให้มาตาม” เสียงสายชลพนักงานฝ่ายบุคคลร้องบอกกับหญิงสาวที่ยืนสีหน้าเคร่งเครียดอยู่กับผู้ช่วยนรินทร์
“งั้นเอางี้นะรับหน้ากันไปก่อนแล้วเดี๋ยวพี่ให้ประชาสัมพันธ์ประกาศตามให้แล้วจะส่งคนไปตามด้วย” นรินทร์ออกความคิดเขาต้องหาทางออกให้กับเรื่องนี้ให้ได้ไม่เช่นนั้นเขาตายแน่!
“ทำไม มีอะไรเหรอ?” สายชลที่ยืนฟังอยู่แสดงอาการอยากรู้อยากเห็นพร้อมกับแทรกตัวไปกลางวงเพราะเขาไม่ได้มาแต่แรกจึงไม่รู้เรื่อง
“ก็ล่ามฝรั่งเศสเขาลาคุณคิมหันต์ก็หาย....หัวไม่รู้จะหาใครไปรับลูกค้าได้จะมาก็ไม่เอาล่ามมาไม่เอาคนได้ภาษาไทยมา” หญิงสาวพูดอย่างไม่สบอารมณ์
“ก็นั่นไงน้องลำนำน่ะเด็กใหม่จบเอกภาษาฝรั่งเศส” สายชลว่า
ทุกสายตาล้วนจับจ้องมาที่ลำนำอย่างทันทีไม่เพียงแต่กลุ่มพนักงานที่สนทนาปรึกษากันอยู่แต่ทุกคนที่ตั้งใจแอบฟังเรื่องนี้ก็หันตามด้วยเช่นกัน
“คะ....” หญิงสาวเจ้าของชื่อพูดอย่างรู้ตัวเมื่อรู้สึกว่าห้องมันเงียบผิดปกติชลาชลจึงได้เงยหน้าจากกอง Procedure ที่เธอกำลังทำความเข้าใจ
“คืองี้นะหนูพอดีมีลูกค้ามาจากฝรั่งเศสซึ่งทีมนี้เป็นคนสำคัญเลยแต่พอดีบริษัทเรามีคนที่พูดภาษาฝรั่งเศสได้แค่ 2 คนคือล่ามกับคุณคิมหันต์แต่พอดีวันนี้ล่ามเขาลาคุณคิมหันต์ก็ไม่รู้อยู่ไหนหนูช่วยไปดูแลลูกค้าระหว่างที่รอคุณคิมหันต์ได้ไหม” น้ำผึ้งเดินตรงเข้าไปหาชลาชลอย่างไม่รีรอ
คนถูกร้องขอได้แต่มองตาปริบปริบเธอหวนคิดถึงเหตุการณ์ครั้งที่แปลเอกสารให้กับคนในแผนกภาพที่คิมหันต์ด่าใส่เธอฉอด ๆ ยังเป็นภาพจำติดตาแม้ว่าเธอจะไม่ถูกกล่าวโทษอะไรแต่เธอก็ไม่โอเคกับการที่เขาพูดดูถูกหาว่าเธอแปลเอกสารด้วยโปรแกรมอัตโนมัติอยู่ดี
“คงต้องถามคุณคิมหันต์เขาก่อนเพราะหนูเพิ่งโดนเขาเรียกไปเตือนเรื่องแปลงานมาอีกอย่างหนูกลัวไปทำอะไรผิดพลาดจนทำให้มีปัญหาทีหลัง” ชลาชลพยายามปฏิเสธ
“ปัญหาเดียวตอนนี้คือเราต้องการคนมาช่วยดูแลลูกค้าแล้วหนูก็เป็นคนเดียวที่พูดภาษาเขาได้คิดซะว่าช่วยบริษัทเถอะนะถ้าทำดีดีเผลอ ๆ จะได้หน้าด้วยเข้ามาใหม่น่าจะกอบโกยนะโอกาสเนี้ย” น้ำผึ้งเริ่มพูดด้วยอารมณ์ที่ร้อนขึ้นถ้าเธอพูดได้คงไม่ต้องมาอ้อนวอนใครให้เหนื่อยอย่างนี้หรอก
คนเราก็มักจะมองแต่มุมตัวเองเสมอ หากกลับกันให้เธอเป็นฝ่ายถูกขอความช่วยเหลือบ้างคิดหรือว่าคนอย่างน้ำผึ้งจะยื่นมือเข้าช่วยใครเธอคงจะนั่งสบายสวย ๆ ดีกว่าต้องลำบากไปทำงานคนอื่นแน่
“ช่วยเขาหน่อยนะถ้ามีอะไรพี่คุยกับคุณคิมหันต์ให้เองพี่เป็นผู้ช่วยเขา” นรินทร์ดูท่าแล้วเพียงน้ำผึ้งคนเดียวคงออกคำสั่งกับพนักงานใหม่คนนี้ไม่ได้เขาจึงเข้ามาช่วยพูดให้อีกแรง
“ไม่ต้องกลัวหรอกนี่มันงานใหญ่นะลำนำ” สายชลเสริมขึ้นอีกคน
รอบตัวของชลาชลเต็มไปด้วยสายตากดดันจากเพื่อนร่วมงานหมดสิ้นหนทางจะปฏิเสธชลาชลพยักหน้ารับทุกคนที่ร้องขอความช่วยเหลือจากเธอทุกคนต่างพากันยิ้มอย่างพอใจยกเว้นเธอคนเดียวก็ว่าได้
‘ไม่ใช่ว่าแกว่งเท้าหาเสี้ยนอีกนะไอ้ลำนำ’ เธอพลางคิดในใจขณะที่เดินตามหลังน้ำผึ้งไปห้องรับรองแขก
หญิงสาวได้แต่ครุ่นคิดและลุกจากเก้าอี้เดินตามคนขอความช่วยเหลือทั้งหัวสมองและหัวอกรู้สึกหวาดหวั่นเธอไม่รู้ว่าจะเอาตัวรอดได้ไหมดูเหมือนชะตาจะขาดอีกแล้วละสิเนี่ย
เดินเข้ามาจนถึงห้องรับรองแขกภาพที่ชลาชลได้เห็นคือเหล่าชายในชุดสุภาพกำลังนั่งบึ้งตึงแสดงออกถึงความไม่พอใจอย่างมากพวกเขาพูดภาษาอังกฤษกันไม่ได้หรือไงไม่มีทางหรอกคนระดับนี้จะพูดภาษาอังกฤษไม่ได้ได้อย่างไรกัน
“ฝากด้วยนะหนู” น้ำผึ้งหันไปบอกกับล่ามเฉพาะกิจที่เธอหามาได้ชลาชลได้แต่ยืนมองดูเหล่าลูกค้าผ่านกระจกมองแล้วเธอสร้างความกล้าด้วยการสูดลมหายใจเข้าเต็มปอดเรียกขวัญและกำลังใจให้กับตัวเอง
“สวัสดีค่ะ” ชลาชลเดินเข้าไปพร้อมกับเอ่ยคำทักทายด้วยภาษาฝรั่งเศส
ทุกคนในห้องต่างชะงักก่อนจะหันมามองหญิงสาวร่างบางหน้าตาสะสวยนี่ไม่ใช่ครั้งแรกที่ลูกค้ากลุ่มนี้มาที่นี่แต่ทุกครั้งที่มาก็จะได้พบกับคิมหันต์ที่เป็นคนต้อนรับครั้งนี้เป็นหญิงสาวที่ดูจะสวยน่ารักทีเดียว
“ฉันเป็นพนักงานแผนกส่งออกค่ะทางบริษัทสั่งให้ฉันมาต้อนรับลูกค้าอันทรงเกียรติเนื่องด้วยวันนี้ล่ามไม่ได้มาทำงาน” ชลาชลพูดต่อ
เธอรู้สึกเคอะเขินอยู่ไม่น้อยเมื่อย้อนนึกถึงคำพูดตัวเอง ‘ทางการเกินไปไหมวะ’ เพราะความตื่นเต้นที่อยู่ ๆ ก็ได้ทำหน้าที่ที่อยากจะทำโดยไม่ทันได้ตั้งตัว
หญิงสาวตั้งใจเรียนมาตั้งหลายปีก็หวังว่าจะได้ใช้ความรู้ทำมาหากินมาอยู่ที่นี่ตั้งนานได้ทำแต่งานที่ไม่ได้ใช้ทักษะที่เรียนมาเลยมาวันนี้อยู่ ๆ ก็โดนเรียกมากะทันหันไม่ได้เตรียมตัวเตรียมใจมาก่อน จึงไม่แปลกที่เธอจะประหม่าจนพูดจาแปลก ๆ
“ไม่ต้องสุภาพขนาดนั้นหรอกพูดกันสบาย ๆ เถอะ” หนึ่งในกลุ่มของลูกค้ากล่าวกับเธอเขาเห็นรูปร่างหน้าตาของพนักงานคนนี้ก็เกิดความพึงพอใจอย่างยิ่งอีกทั้งเธอยังสามารถพูดคุยสื่อสารกับเขาได้อีกยิ่งทำให้เขาทวีความพึงพอใจมากขึ้นกว่าเดิม
“เราเข้ามาตรวจดูเรื่องข้อกำหนดที่เคยคอมเมนต์ไว้ครั้งก่อนเรื่องการแพ็กงานไม่รู้ว่าทางบริษัทดำเนินการแก้ไขหรือยัง” ชายอีกคนที่ดูมีอายุมากกกว่าเอ่ยถาม
“เดี๋ยวจะถามให้นะคะ” ชลาชลบอกกับพวกเขาก่อนจะหันไปหาใครสักคนที่พอจะให้คำตอบเรื่องนี้กับเธอได้
“พี่คะคือเขาถามเรื่องการแพ็กที่ไม่เป็นไปตามข้อกำหนด”
“บอกเขาว่ารอคุณคิมหันต์มาชี้แจงรายละเอียดตอนนี้เขาลงไปตรวจงานอยู่กำลังจะมา” ชลาชลหันไปตอบอย่างที่ได้รับสารมา
เหล่าลูกค้าเมื่อได้รับคำตอบแบบนั้นก็ให้รู้สึกหงุดหงิดแม้จะไม่ถูกใจเสียเท่าไหร่เพราะไม่ต้องการรอแต่เห็นว่าคนมาทำการต้อนรับหน้าตาน่าสนทนาพาทีก็ยินดีจะรอโดยพูดคุยกับเธอไปพลาง
เมื่อรู้ว่าแม่พนักงานหน้าตาจิ้มลิ้มคนนี้อายุเพียง 20 ต้น ๆ ทั้งยังเป็นนักศึกษาจบใหม่ก็รู้สึกประทับใจเป็นอย่างมากด้วยการพูดคุยของเธอนั้นในมุมของชาวต่างชาติที่เป็นเจ้าของภาษารู้สึกว่าไม่ติดขัดเลยนอกจากนี้ยังชื่นชมบริษัทที่มอบโอกาสและประสบการณ์ให้กับเด็กจบใหม่เพราะส่วนมากเท่าที่เคยคุยกับบริษัทอื่นน้อยนักที่จะให้โอกาสคนไม่มีประสบการณ์
“สวัสดีครับคุณ.....” ทันทีที่ประตูกระจกของห้องเปิดออกร่างสูงที่เดินดุ่มเข้ามาก็ส่งเสียงเรียกความสนใจเขาไม่ทันได้พูดจนจบก็ชะงักลงไปพร้อมกับหยุดเดินทันที
‘ทำไมถึงได้มานั่งยิ้มแป้นอยู่นี่ได้’ เขาพลันคิดขึ้นมาในใจแต่เพียงครู่หนึ่งก็ต้องปรับภาวะอารมณ์ให้กลับสู่ความเป็นปกติ
“ขอโทษจริง ๆ นะครับที่มาช้าพอดีลงไปดูความเรียบร้อยมา” เขากล่าวก่อนจะนั่งลงข้าง ๆ แม่ล่ามอาสาของเขา
“ไม่เป็นไรครับพนักงานของคุณต้อนรับเราเป็นอย่างดีเลย” ฝ่ายลูกค้าเองก็กล่าวชมพร้อมกับส่งรอยยิ้มเจ้าชู้แทะโลมอย่างโจ่งแจ้ง
“กลับไปได้แล้วเดี๋ยวผมดูแลเอง” เขาหันไปบอกกับชลาชลที่นั่งหน้าซื่อยิ้มร่าอย่างไม่รู้ประสีประสา
‘ดูไม่ออกบ้างเลยหรือไงว่าไอ้พวกหัวงูนี่มันกำลังคิดอะไร’ เขาสบถอย่างหัวเสียอยู่ในใจเสร็จจากตรงนี้เมื่อไหร่คงต้องอบรมพิเศษให้พนักงานใหม่อีกสักรอบเพราะดูเหมือนว่าเธอจะไม่เข้าใจเอาเสียเลยที่เคยบอกไปเมื่อครั้งก่อน
“ขอตัวนะคะ” ชลาชลยังกล่าวคำลากับลูกค้าก่อนจะจากไปนั่นยิ่งทำให้คิมหันต์หงุดหงิดมากขึ้นและมันก็ทำให้เขาลำบากที่ต้องควบคุมอารมณ์ตัวเองไปพร้อมกับทำงาน
ชลาชลเดินกลับมาถึงห้องโดยต้องเดินฝ่าดงสายตาริษยานับสิบคู่ทั้งที่เพิ่งจะช่วยกู้หน้าให้บริษัทแท้ ๆแต่ทำไมคนอื่นถึงได้มองด้วยสายตาแบบนั้นล่ะแต่หากใส่ใจเรื่องพวกนี้มากชีวิตก็คงไม่มีความสุขชลาชลเลือกที่จะมองข้ามแล้วกลับมาสนใจเอกสารที่เธอต้องอ่านทำความเข้าใจต่อ
เวลาล่วงเลยไปอย่างรวดเร็วคิมหันต์ออกจากห้องรับรองแขกทันทีหลังจากพูดคุยกับลูกค้าเสร็จเรียบร้อยเขามีธุระต้องไปสะสางกับพนักงานจิตอาสาของเขาวันนี้ยังไงก็ต้องคุยกันให้รู้เรื่อง
“คุณ....” เสียงทุ้มต่ำคุมโทนขี้เก๊กของใครบางคนดึงชลาชลให้หลุดจากความตั้งใจอ่านเอกสารเธอเงยหน้ามองเขาและรับรู้ได้ทันทีว่าระเบิดกำลังจะลง
‘จะโดนด่าอีกแล้วใช่ไหมก็ชั้นพยายามปฏิเสธแล้วฉันไปช่วยบริษัทมานะ’ หญิงสาวได้แต่คิดในใจ
“คะ” เธอตอบรับเสียงราบเรียบ
“คุณชื่ออะไรนะ” คิมหันต์เอ่ยถามเขาไม่มีความคลับคล้ายคลับคลาอยู่ในหัวเลยเกี่ยวกับชื่อของพนักงานคนนี้แม้พฤติกรรมของชลาชลมันช่างน่าจดจำสักแค่ไหนก็ตาม
“ชะ- ลา -ชลค่ะ” เจ้าของชื่อกล่าวทีละคำ ในสมองของเธอครุ่นคิดว่าเขาจะมาหาเรื่องอะไรเธออีกไม่แปลกใจเลยจริง ๆ ที่ชาวบ้านชาวช่องเขาพากันเอือมไปซะหมด
“มีชื่อที่มันง่ายกว่านี้มั้ย” คิ้วเรียวขมวดยุ่งเขามันนักหาเรื่องจริง ๆ นั่นแหละ นี่ชื่อคนนะ มันจะมีง่ายกว่านี้ยังไงชื่อคนอื่นมากมายเขารู้สึกว่ามันเรียกได้แต่ชื่อเธอทำไมเรียกยากก็ไม่รู้
“คุณสะดวกจะเรียกแบบไหนแล้วง่ายก็เชิญเรียกแบบนั้นได้เลยค่ะ” คนช่างเอาชนะอย่างเธอเอ่ยแทนที่เธอจะบอกชื่อเล่นแต่เพราะนิสัยอยากเอาชนะหรือที่เรียกว่ากวนประสาทก็ทำให้ตอบแบบนี้
“เฮ้อ” คิมหันต์ถอนหายใจแบบเหนื่อย ๆ เธอมันช่างต่อปากต่อคำเสียจริง “ผมหมายถึงชื่อเล่นคุณน่ะชื่ออะไร!”
“ชลาชล” แม้จะแอบคิดว่าไม่ใช่เรื่องที่จะต้องตอบแต่เมื่อเขาถามมาแล้วก็ยังต้องตอบอยู่ดีเมื่อได้กวนประสาทแล้วก็อยากจะกวนให้ถึงที่สุดดูสิว่าเขาจะหัวเสียฆ่าเธอตายตรงนี้เลยไหม
“เอ้อ...ช่างเถอะตามผมเข้าไปในห้องด้วยเรามีเรื่องต้องทำความเข้าใจกันอีกเยอะเลย” คิมหันต์พูดทิ้งท้ายไว้ก่อนจะเดินนำไปก่อน ปล่อยให้พนักงานใหม่ ถูกสายตาทุกคู่จับจ้องอย่างสงสัย
“เข้ามาแค่ไม่ถึงเดือนก็เดินเข้าเดินออกห้องหัวหน้าเป็นว่าเล่นแล้วรูปร่างหน้าตาก็ใช่ว่าจะขี้เหร่ที่ไหนไม่ใช่ว่าจะไต่เต้าไม่ไหวจนต้องเอาเต้าไต่หรอกนะ” เสียงซุบซิบนินทาดังขึ้น ระหว่างที่ชลาชลกำลังเดินไปที่ห้องทำงานหัวหน้าเธอได้ยินทุกประโยคอย่างชัดเจนแต่ต้องทำเป็นไม่สนใจมองข้ามไปให้หมดเพราะตัวเธอเองย่อมรู้ดีอยู่แล้วว่าความจริงเป็นอย่างไร
“อย่างว่าแหละเด็กใหม่รับมาเพราะมีหน้าตาช่วยเข้ามาตั้งนานยังไม่เห็นทำอะไรเป็นชิ้นเป็นอันเลย” เสียงนินทาค่อย ๆ เบาลงและเงียบไปเมื่อบานประตูปิดลง
ชลาชลควบคุมอารมณ์ตัวเองก่อนจะเดินตรงไปนั่งที่เก้าอี้ตรงโต๊ะทำงานของเจ้านายเธอเธอไม่สบอารมณ์ตั้งแต่เจ้านายที่กำลังจะเป็นหมาบ้าและเพื่อนร่วมงานที่ขยันนินทาเสียจริง
“คุณน่าจะรู้ตัวเองอยู่แล้วใช่ไหมว่ามีความผิด”
เขาเปิดหัวข้อสนทนาได้สมกับเป็นบอสนรกเหลือเกินชลาชลจ้องหน้าเขาเพื่อรอฟังคำอธิบายขยายความ คำว่าความผิดที่เขาหมายถึงแต่เมื่อเขาไม่พูดต่อเธอจึงต้องเป็นฝ่ายถามขึ้น
“ฉันทำอะไรผิดอีกล่ะคะ”
ที่คิมหันต์ไม่ได้พูดก็เพราะรอให้ชลาชลสำนึกและยอมรับความผิดนั้นออกมาแต่ไม่เลย!เธอไม่เคยรู้ตัวเลยสักนิดว่าไอ้ที่ไปดูแลลูกค้าโดยพละการแบบนั้นมันไม่ถูกต้อง
“ที่ไปดูแลลูกค้าเมื่อเช้ามันใช่หน้าที่คุณเหรอ?”
“เรื่องนี้เองเหรอ” ชลาชลทำเสียงในลำคอหากอายุเท่ากันเธอกับเขาคงปะทะกันไม่รู้กี่รอบแต่ขนาดอายุต่างกันเธอก็พร้อมจะปะทะกับเขาเสมอ
“ใช่!! ผมบอกไปว่ายังไง อะไรที่มันไม่ใช่หน้าที่ไม่ต้องทำ!ผิดพลาดขึ้นมาคุณนั่นแหละที่จะซวยคุณรู้หรือเปล่าว่าลูกค้าทีมนี้เป็นลูกค้าระดับไหนมีความสำคัญกับบริษัทเราแค่ไหน”
“.....” ชลาชลไม่ได้โต้ตอบอะไรกับเขาเพราะรู้อยู่แล้วว่าคน ๆ นี้ ไม่ได้อยากฟังสิ่งที่เธอจะพูดเขาแค่อยากให้เธอฟังสิ่งที่เขามโนขึ้นมาเองเท่านั้น
“ที่ผมพูด คุณฟังบ้างหรือเปล่า” เมื่อเห็นอีกฝ่ายเอาแต่นิ่งคิมหันต์ก็ยิ่งหงุดหงิดขึ้นอีก