จางซื่อและลู่ซานถิงมองดูเหตุการณ์ที่เกิดขึ้นตรงหน้าอย่างไม่เชื่อสายตา ยิ่งลู่ซานถิงเขาขมวดคิ้วพร้อมเกาหัวไปด้วย แล้วหันหน้าไปมองจางซื่อภรรยาเขา
จางซื่อที่ตั้งสติได้นางจึงปล่อยให้สองแม่ลูกจ้าวอิงอิงและเสี่ยวเป่าอยู่ด้วยกันไปก่อน แล้วจึงสบตาลู่ซานถิงบอกทางสายตาว่า
‘เอาเถอะรอดูไปก่อนแล้วกัน’
ลู่ซานถิงพยักหน้าให้นางแล้วหันหลังออกกลับเข้าไปที่ห้องโถงเช่นเดิม
จางซื่อเองก็หันหลังออกไปเช่นกัน หากจ้าวอิงยังรังแกเสี่ยวเป่าไม่หยุดหย่อน นางจะปกป้องหลานคนนี้เอง ต่อให้ต้องหย่าลูกสะใภ้ใจดำคนนี้ เพื่อปกป้องหลานนางก็จะทำ
เพียงภาวนาให้อย่าเป็นอย่างหลังเลย จางซื่อหันกลับไปมองจ้าวอิงอุ้มเสี่ยวเป่าพลางพูดคุยอยู่สักพักจนแน่ใจ นางก็หันหน้าเข้าครัวไปเตรียมอาหารต่อ
“ท่านแม่ขอรับ วันนี้ท่านปู่เก็บผักป่าข้างบ้านมา ท่านย่ากำลังต้มยาให้ท่านปู่ เสร็จแล้วก็จะได้กินข้าว ท่านแม่หิวไหม”
เสี่ยวเป่าถามนางด้วยเสียงออดอ้อน เขาตอนนี้ดีใจมากที่แม่เขากอดและยังอุ้มเขาเอาไว้
“แม่ไม่หิว เสี่ยวเป่าหิวไหม แม่มีของจะให้เสี่ยวเป่ากินด้วย”
จ้าวอิงบอกเขา
ดวงตาเสี่ยวเป่าฉายประกายออกมา ดวงตาช่างเหมือนท้องฟ้ามืดมิดที่มีดาวเต็มท้องฟ้าเสียจริง นางอุ้มเสี่ยวเป่าเดินมาถึงในห้องนอน หลังจากวางเขาลงนั่งบนเตียง
นางก็เดินไปเปิดตู้ไม้ที่ไม่ใหญ่มาก ที่จ้าวอิงอิงใช้เก็บของก็พบกับกล่องขนม มีน้ำผึ้ง น้ำตาล รวมทั้งแป้งแอบซ่อนอยู่ในนั้น
‘จ้าวอิงอิง เจ้านี้มันใจแคบจริง ๆ คนทั้งบ้านแทบไม่มีจะกินแต่เจ้าแอบซ่อนของดีไว้ขนาดนี้ ไม่แปลกใจเลยที่ไม่มีใครรัก’
จ้าวอิงบ่นอุบอิบในใจ
นางทำทีว่าเปิดเอาของในตู้แต่จริง ๆ แล้วนางหยิบเอาผิงกั๋ว (แอปเปิ้ล) ออกจากห้วงมิติของนาง แล้วหันมาส่งผิงกิ๋วลูกเล็กที่สุดให้เสี่ยวเป่า เพื่อที่ปากเล็ก ๆนั้นจะได้กัดกินง่ายๆ
“ท่านแม่นี่คือสิ่งใดขอรับสวยงามมาก”
เสี่ยวเป่ารับเอาผิงกั๋วลูกนั้นมาถือไว้และจับจ้องลูกสีแดง ๆที่แม่เขาส่งให้มา
“นี่เรียกว่า ผิงกั๋ว รสชาติหวานหอมมาก เสี่ยวเป่าลองกัดดูสิ”
จ้าวอิงทำท่ากัดให้เสี่ยวเป่าเลียนแบบ
วินาทีที่เสี่ยวเป่ากัดคำแรกนั้น เสียงกรอบ ๆ เนื้อฉ่ำน้ำและมีน้ำหวานทะลักออกมา ทำให้เสี่ยวเป่าตัวน้อยถึงกับโห่ร้องออกมา ร้องว่าอร่อยมาก ๆ วิ่งไปรอบตัวจ้าวอิง
“ท่านแม่อร่อยมาก อร่อยมากข้าไม่เคยกินของอร่อยเช่นนี้มาก่อนเลย”
จ้าวอิงเหมือนได้เห็นลูกโกลเด้นรีทรีบเวอร์ตัวน้อย ๆ วิ่งไปมา ดวงตาส่องประกายวิบวับ ช่าง…. ดีจริง ๆ
ระหว่างนี้จ้าวอิงจึงได้สังเกตเสี่ยวเป่าตัวน้อย ผิวเขาค่อนไปทางเหลือง เพราะขาดสารอาหาร ผมแห้งกรอบ
ขนาดตัวก็....อื้ม...เทียบกันแล้วออกจะเตี้ยสำหรับเด็กวัยสี่ห้าขวบ นึกไปถึงพ่อและแม่สามีของนางก็ตัวซีดเหลืองเช่นกัน เห็นได้ชัดว่าพวกเขายากลำบากกันจริง ๆ
“อ่าเสี่ยวเป่า ตรงกลางกินไม่ได้นะ เป็นเมล็ดมันจะทำให้ปวดท้องได้”
“อร่อยมากขอรับท่านแม่ ข้าอยากเอาไปแบ่งท่านปู่ท่านย่ากินด้วย แต่รู้ตัวอีกทีก็กินหมดแล้ว ท่านปู่ท่านย่าจะตำหนิเสี่ยวเป่าไหมท่านแม่”
เสี่ยวเป่าทำหน้าสลดแล้วก้มหน้าลง
“ท่านปู่กับกับท่านย่าไม่ตำหนิเจ้าหรอก แม่ยังมีลูกผิงกั๋วอีก เดี๋ยวเอาไปแบ่งท่านปู่ท่านย่ากัน ดีหรือไหม”
“ดีขอรับ”
เสี่ยวเป่ายิ้มออกมาทันที
จ้าวอิงหันหลังไปหยิบของกินทั้งหมดในตู้ออกมา และหยิบผิงกั๋วออกมาจากห้วงมิติอีกสองสามลูก
ที่เลือกหยิบผิงกั๋วออกมาเพราะนางรู้ว่าที่นี่มีผลไม้ชนิดนี้อยู่ แต่รูปร่างและรสชาติไม่ดีเท่ากับของที่นางเก็บไว้เท่านั้นเอง
เสี่ยวเป่ายังเป็นเด็กเมื่อหลอกล่อด้วยของกิน ก็ลืมเรื่องเก่า ๆแล้ว แต่กับพ่อและแม่สามีนางต้องระวังมากกว่านี้
“เสี่ยวเป่าท่านพ่อเจ้าได้บอกหรือไม่ว่าจะกลับมาเมื่อไหร่”
“ท่านแม่ลืมแล้วหรือ ท่านพ่อบอกว่าจะกลับมาอีกครั้งตอนที่หิมะเริ่มตกแล้ว”
“อ่อ แม่ลืมแล้วจริง ๆ”
ตอนนี้เป็นช่วงปลายฤดูร้อนใกล้จะเข้าหน้าฝนแล้ว อีกสี่เดือนกว่าสามีในนามของนางจะกลับมา
ระหว่างนี้นางจะดูแลครอบครัวนี้ไปก่อนแล้วกัน หนึ่งเพื่อแก้ไขความผิดพลาดของร่างเดิมถือว่าตอบแทนที่นางมาอยู่ในร่างนี้ สองก็เพื่อเสี่ยวเป่านางสงสารเวทนาเขาจริง ๆ
และที่มากกว่านั้นคือนางไม่อยากให้เขาเป็นเด็กกำพร้า นางรู้ดีว่าการไม่มีพ่อแม่นั้นยากลำบากแค่ไหน และนางต้องรักษาขาของพ่อสามีของนางด้วยที่เขาต้องบาดเจ็บส่วนหนึ่งก็มาจากจ้าวอิงอิงคนเดิมด้วย
นอกจากนี้สามีในนามของนางคนนี้ยังเป็นจิ้นชื่อ อนาคตนางอาจจะได้เป็นฮูหยินขุนนาง ไม่ต้องดิ้นรนเช่นชาติก่อนอีกแล้ว
จ้าวอิงคิดอะไรไปเรื่อยเปื่อยจนกะทั้งเดินมาถึงห้องโถงกลางบ้าน
เมื่อเดินมาถึงห้องโถงที่ใช้กินอาหาร จ้าวอิงเห็นสิ่งแรกคือโต๊ะตัวเก่าที่ขาหักครึ่งต้องรองด้วยหิน ที่มีสองสามีภรรยาแซ่ลู่นั่งอยู่ก่อนแล้ว
นางมองลู่ซานถิงเห็นเขายื่นขาที่มีผ้าพันแผลออกมา ขานั้นดูบวมและแดงเป็นอย่างมาก เห็นก็รู้ว่าแผลไม่ได้รับการดูแลที่ดี ทั้งไม่ได้พักผ่อนให้เต็มที่ ตอนนี้น่าจะเริ่มอักเสบแล้ว อากาศร้อนแบบนี้ติดเชื้อได้ง่ายยิ่ง หากปล่อยไว้คงรักษาขาไว้ไม่ได้แล้ว
เห็นดังนั้นนางจึงวางของทั้งหมดลงที่โต๊ะ พร้อมคุกเข่าลงตรงหน้าสองสามีภรรยา นางต้องแก้ไขความเชื่อใจในครอบครัวก่อนเป็นอย่างแรก สองผัวเมียแซ่ลู่ เห็นนางคุกเข่าลงก็ตกใจวางไม้วางมือไม่ถูก จางซื่อกำลังลุกขึ้นเพราะตกใจ จ้าวอิงรีบกล่าว
“ท่านพ่อ ท่านแม่ ข้ารู้ว่าที่ผ่านมาข้าทำเลวไว้มาก บัดนี้ข้ารู้แล้วว่าสิ่งที่ทำมามันไม่มีอะไรดีเลย ข้ารู้สำนึกผิดแล้ว ขอท่านพ่อท่านแม่ได้โปรดให้อภัยและให้โอกาสข้า ‘จ้าวอิง’ สะใภ้ผู้นี้ได้แก้ตัวด้วยเถิดเจ้าค่ะ”
จ้าวอิงกล่าวจบก็ก้มหัวลงคำนับให้พวกเขาทั้งสอง
ผู้อาวุโสทั้งสองมองหน้ากันด้วยสีหน้าเหลือเชื่ออยู่บ้าง ไม่นานพ่อลู่ก็พยักหน้าให้จางซื่อ ทั้งสองเป็นผัวเมียกันมานานจึงเข้าใจสายตาที่ส่งให้กัน
จางซื่อจึงเป็นฝ่ายลุกขึ้นแล้วพยุงจ้าวอิงขึ้นมาพร้อมกล่าว
“บ้านเราเป็นเพียงชาวไร่ชาวนาไม่มีเงื่อนไขอันใดมากมาย ขอเพียงลูกหลานอยู่ดีมีสุขเท่านั้นก็สุขใจแล้ว ส่วนเรื่องของเจ้าเมื่อผ่านมาแล้วเราสองผัวเมียก็พร้อมจะให้อภัย หากแต่เจ้าต้องจริงใจกับเสี่ยวเป่า”
จ้าวอิงตาแดงก่ำรับรู้ได้ถึงความอบอุ่นที่เข้ามากระแทกใจ
“เจ้าค่ะ ท่านแม่”
นางตอบรับแล้วลุกขึ้นตามแรงจับจูงของจางซื่อ
เสี่ยวเป่ายังไม่เข้าใจว่าผู้ใหญ่ทำอะไรกัน เขาเดินมาดึงแขนเสื้อของจ้าวอิงแล้วมองนางอย่างไร้เดียงสาและพูดว่า
“ท่านแม่เสี่ยวเป่าหิวแล้ว”
เพราะท่าทางน่าเอ็นดูของเสี่ยวเป่า เรียกเสียงหัวเราะจากทั้งสามคน ทำให้บรรยากาศในบ้านนี้ดีขึ้นถนัดตา
เมื่อถึงเวลาอาหารจางซื่อยกข้าวต้มพร้อมผัดผักป่าออกมาวางที่โต๊ะตัวเก่า ๆ ทำเอาจ้าวอิงถึงกับอึ้ง นี่ยังเรียกข้าวต้มได้อีกหรือ นางนับเม็ดข้าวในถ้วยยังได้เลย
แต่แล้วจ้าวอิงก็ต้องรีบเก็บสีหน้าอย่างรวดเร็ว พลางถอนหายใจเบา ๆ และตั้งมั่นในใจว่าจะดูแลครอบครัวนี้อย่างเต็มที่เสียก่อน
สองสามีแซ่ลู่เดิมที่พร้อมจะรองรับการโวยวายจากจ้าวอิงอิงแล้ว แต่แล้วก็ต้องตกใตอีกครั้งเมื่อเห็นนางยกน้ำข้าวซดเงียบ ๆ เท่านั้น
ระหว่างที่จ้าวอิงยกซดน้ำข้าวอยู่นั้นนางก็เหลือบไปเห็นข้าวของที่นางเอาออกมาจากตู้ของ ‘จ้าวอิงอิง’ ยังอยู่ที่มุมเดิมไม่มีใครแตะต้อง
นางรู้สึกสะท้อนในใจจริง ๆ ไม่มีใครเชื่อว่านางจะเปลี่ยนไปจริง ๆ ถึงขั้นไม่กล้าแตะต้องของของนาง ยอมกินน้ำข้าวใส ๆ กับผักป่าที่รสชาติแสนแย่นี้แทน
‘จ้าวอิงอิงนะจ้าวอิงอิง อยากจับวิญญาณมาแหกดูหัวใจจริง ๆ’
เมื่อจ้าวอิงยกน้ำข้าวใส ๆซดจนหมดแล้ว จึงตัดสินใจบอกเสี่ยวเป่า
“เสี่ยวเป่าไปเอาขนมกับผิงกั๋วมาให้ท่านปู่ ท่านย่ากินด้วยกันสิ”
จ้าวอิงบอก
“เย้ ๆ ผิงกั๋วอร่อยมาเลยนะขอรับ แต่พวกท่านห้ามกินเมล็ดมันนะ ท่านแม่บอกว่าจะปวดท้องเอา”
เสี่ยวเป่าที่อารมณ์ดีเป็นพิเศษ เขารีบกระโดดลงจากเก้าอี้ทันที แล้วก็รีบวิ่งไปหยิบเอาผิงกั๋วออกมาสองลูก เช็ดถูกับแขนเสื้อแลดูน่าเอ็นดูยิ่งนัก
จากนั้นก็ส่งพ่อลู่และจางซื่อ เมื่อปู่และย่าของเขารับไปแล้ว ก็วิ่งกลับไปที่กองข้าวของอีกรอบเพื่อหยิบผิงกั๋วออกมาอีกลูกเช็ดถูด้วยท่าทางเงอะงะ แต่พยายามอย่างยิ่งแล้วส่งให้กับจ้าวอิงพร้อมรอยยิ้มเจิดจ้า
“ขอบใจเสี่ยวเป่ามากนะ เสี่ยวเป่าก็กินด้วยกันสิ”
จางซื่อกล่าว
“ท่านย่าทำไมไม่กิน อร่อยมากเลยนะขอรับ”
เสี่ยวเป่าเห็นปู่กับย่าของเขาไม่ยอมกินสักที
“เสี่ยวเป่าเคยกินแล้วหรือ”
จางซื่อถามหลานชายอย่างไม่แน่ใจและยังไม่กล้ากิน
“ขอรับ ท่านแม่ให้เสี่ยวเป่ากินแล้ว แต่ลูกเล็ก ๆไม่ใหญ่เท่าของท่านย่า ฮ่า ๆ”
เสี่ยวเป่าตอบด้วยความไร้เดียงสา
จางซื่อทำท่าจะยกของนางให้เสี่ยวเป่า จ้าวอิงเห็นดังนั้นจึงรีบห้าม
“ท่านแม่เสี่ยวเป่ากินมาแล้วเจ้าค่ะ หากให้กินลูกใหญ่อีกเกรงจะป่วยได้ ท่านกินสิเจ้าค่ะ ไม่งั้นเสี่ยวเป่าของเราจะเสียใจได้ ใช่ไหมจ๊ะเสี่ยวเป่า”
“ใช่ ๆ ท่านย่ากิน”
เสี่ยวเป่ารีบพยักหน้า
จางซื่อเห็นหลานชายออดอ้อนก็ได้แต่ยกขึ้นมากัดกิน เป็นอย่างที่คิดผิงกั๋วลูกนี้อร่อยที่สุดเท่าที่นางเคยกันมาทั้งชีวิต เมื่อหันไปมองสามีของนาง พบว่าลูกที่อยู่ในมือนั้นเหลือเพียงครึ่งลูกแล้ว
หลังจากกินผิงกั๋วไปแล้ว เสี่ยวเป่าก็ร้องขอกินขนมเพิ่มอีก แต่จ้าวอิงกลัวว่าเสี่ยวเป่าจะจุกแน่นได้จึงไม่ให้กิน และสัญญาว่าจะให้กินพรุ่งนี้แทน ซึ่งเสี่ยวเป่าก็รับคำอย่างว่าง่าย
มื้อแรกของชีวิตใหม่ของจ้าวอิงก็จบลงเช่นนี้......
•────❅❀❅────•
รับวุฒิ จิ้นชื่อ (จีน: **; พินอิน: Jìnshì) แปลว่า "บัณฑิตชั้นสูง"