พระจันทร์ดวงโตฉายแสงสีเหลืองนวลอร่ามในคืนเพ็ญตั้งแต่หัวค่ำ กลิ่นโมกพัดโชยมากับสายลมเย็นๆ อย่างอ้อยอิ่ง ปะทะใบหน้าของคนที่กำลังเดินทอดน่องอยู่ในสนามหญ้าหน้าบ้านยามนี้
ตาคู่สวยมองไปยังอาณาบริเวณต่างๆ ของบ้านที่ตอนนี้ถูกตกแต่งให้งดงามกว่าเดิม เพื่อใช้เป็นสถานที่จัดงานแต่งงานที่จะมีขึ้นในตอนเช้าของวันพรุ่งนี้ และคืนนี้เป็นคืนแรกที่พรรษรดาต้องมานอนค้างที่บ้านหลังใหญ่หลังนี้ ตามคำสั่งของคุณหญิงจันทร์จรี เพราะพรุ่งนี้เธอต้องตื่นมาแต่งหน้าทำผมแต่เช้ามืด
จังหวะการเดินเอื่อยๆ หยุดชะงักลง เมื่อพรรษรดาเห็นว่าที่เจ้าบ่าวของตัวเองเดินออกมาจากข้างในบ้านและตรงดิ่งมายังเธอ ร่างบางจึงต้องยืนปักหลักรอภาสกรอยู่ตรงนั้น
“อยู่นี่นี่เอง พี่ตามหาซะทั่วเลย” เสียงทุ้มหล่อสมตัวเอ่ยอย่างอ่อนโยนเช่นเดียวกับสายตาที่มองมา เป็นสายตาในแบบที่พรรษรดาคุ้นเคย เช่นเดียวกับคุ้นเคยสายตาแสนเย็นชาบางคู่
“พรรษมาเดินเล่นน่ะค่ะ”
“ตื่นเต้นเหรอ พรุ่งนี้เราก็จะแต่งงานกันจริงๆ แล้วนะพรรษ”
“ตื่นเต้นสิคะ คนไม่เคยแต่งงานนี่นา ว่าแต่พี่ภาสแต่งตัวซะหล่อเลย จะไปไหนเหรอคะ”
“พอดีเพื่อนโทร.มาชวนไปฉลอง ว่าจะไม่ไปแต่ขัดไม่ได้ พี่ก็เลยมาบอกพรรษไว้ก่อน ขออนุญาตนะ”
“พี่ภาสบอกคุณป้าหรือยังคะ” พรรษรดาถามเสียงอ่อนหวานตามธรรมชาติของตัวเอง ที่ถามเช่นนั้นไม่ใช่เพราะอยากจะขัดใจภาสกร แต่เธอรู้ดีว่าคุณหญิงเคร่งครัดเรื่องประเพณีและถือตามคำโบราณเป็นอย่างมาก คืนใกล้แต่งงานเช่นนี้ท่านย้ำกับเธอนักหนาว่าห้ามออกไปไหนเด็ดขาด
“บอกได้ที่ไหนล่ะ พรรษก็รู้ว่าคุณแม่ซีเรียสแค่ไหน”
“พรรษก็ว่าคุณป้าน่าจะไม่เห็นด้วยนะคะ”
“พี่รู้ แต่พี่ขัดเพื่อนไม่ได้จริงๆ ให้พี่ไปนะ พี่สัญญาว่าจะรีบไปรีบกลับ กลับไม่เกินเที่ยงคืน ขอแค่พรรษไม่ว่าอะไรก็พอ”
“งั้นก็รีบไปรีบกลับนะคะ ขับรถดีๆ ด้วย พรรษเป็นห่วง” แม้จะอยากเอ่ยห้ามและแอบเป็นห่วง แต่ยุคสมัยนี้เป็นยุคสมัยใหม่แล้ว คงไม่เกิดเหตุการณ์ร้ายอะไรดั่งที่โบราณเคยเตือนหรอกกระมัง อีกทั้งที่ผ่านมาภาสกรก็ทำอะไรอย่างมีสติมาตลอด และเขาก็รับปากแล้วว่าจะไปไม่นานพรรษรดาจึงต้องเลยตามเลย
“ครับผม ขอบคุณที่เป็นห่วงนะ”
“เดี๋ยวพรรษเดินไปส่งที่รถนะคะ”
ร่างอรชรเดินเคียงข้างกับร่างสูงเกือบหกฟุตไปยังโรงจอดรถ ท่ามกลางแสงเดือนยามราตรีที่สาดส่องมา แม้จะสู้แสงไฟที่ประดับอยู่ตามมุมต่างๆ ของสนามไม่ได้ แต่ก็ไม่อาจกลบราศีของว่าที่เจ้าบ่าวเจ้าสาวที่ช่างโดดเด่นเหนือกว่าสิ่งอื่นใดที่อยู่บริเวณนั้นได้
“พี่ไปนะ”
“ขับรถดีๆ นะคะ”
พรรษรดายิ้มให้และรอกระทั่งคนที่จะเป็นเจ้าบ่าวของตนออกรถ จึงเดินกลับไปที่สนามหญ้า หากแต่ว่าในระหว่างที่เดินได้เพียงไม่กี่ก้าว แสงไฟจากหน้ารถอีกคันก็สาดแสงเข้ามา จนต้องรีบหลบไปข้างๆ เพื่อหลีกทางให้กับรถที่แล่นมาด้วยความเร็วสูง อารามรีบร้อนและตกใจทำให้ร่างอรชรไปสะดุดกับขอบซีเมนต์ของฟุตพาทจนล้มเค้เก้ไม่เป็นท่า แม้จะเจ็บไม่มากแต่กว่าจะตั้งสติได้ก็ใช้เวลานานหลายวินาที
“เธอเป็นอะไรมากหรือเปล่า” เสียงหล่อทุ้มเย็นชาดังขึ้นในขณะที่พรรษรดากำลังพยายามประคองตัวเองให้ลุกขึ้นยืน
“คุณภู!” เสียงนั้นทำให้เธอเผลออุทานเรียกชื่อเขาออกมา พลางเงยหน้าขึ้นมองใบหน้าหล่อเหลานั้นอย่างตกใจ
“ฉันถามว่าเธอเป็นอะไรมากหรือเปล่า ไม่ใช่ให้เธอมาเรียกชื่อฉัน”
“ไม่เป็นไรค่ะ แค่ล้ม” เมื่อได้สติเพราะถูกคนดุเอ็ดเสียงใส่ เธอจึงตอบกลับไปแบบอ้อมแอ้ม
“เธอนี่มันหาเรื่องใส่ตัวจริงๆ นึกยังไงมาเดินค่ำๆ มืดๆ อยู่แบบนี้”
“มาส่งพี่ภาสค่ะ”
คำตอบนั้นทำให้ความห่วงใยที่มีแค่บางเบาในน้ำเสียงเลือนหายไปทันที ทั้งสีหน้าและท่าทีก็เย็นชาลงเช่นเดิม ทำให้พรรษรดาต้องถามตัวเองว่าเธอพูดอะไรผิดหรือ
“ถ้าไม่เป็นไรมากก็ลุกขึ้นแล้วเข้าบ้านซะ”
“คุณภูไปไหนมาเหรอคะ”
“ฉันไม่จำเป็นต้องรายงานเธอ”
“พรรษก็แค่ถาม” เสียงหวานหม่นเศร้าลงเล็กน้อย เขาเป็นแบบนี้เสมอ พูดอะไรด้วยนิดหน่อยก็ทำมึนตึงเย็นชาและวางตัวห่างเหินใส่ตลอด
“เธอไม่มีสิทธิ์ถาม”
“ทำไมคะ ทำไมพรรษถึงไม่มีสิทธิ์ถาม ในเมื่อวันพรุ่งนี้พรรษก็จะเป็นพี่สะใภ้ของคุณภูแล้ว” หญิงสาวถามเสียงขึ้นจมูกด้วยทิฐิและความน้อยใจพร้อมกับอยากเอาชนะบ้าง อย่างน้อยตอนนี้เธอก็อยู่ในฐานะว่าที่พี่สะใภ้ เขาจะใจร้ายอะไรกับเธอนักหนา
“ก็แค่พี่สะใภ้ที่ไม่มีศักดิ์ศรีอะไร ฉันไม่อินด้วยหรอก”
“ค่ะ พรรษมันไม่มีศักดิ์ศรีอะไรหรอก พรรษมันก็แค่ลูกคนใช้ที่ทะเยอทะยาน เห็นแก่เงิน รักสบาย ใฝ่สูงเกินตัว พรรษรู้ดีว่าคุณภูรังเกียจพรรษแค่ไหน ขอโทษที่อาจเอื้อมอ้างสิทธิ์” เสียงหวานสั่นเครือ แต่มีหรือคนเย็นชาและใจร้ายจะเห็นใจ