“คุณป้าไปพักก่อนนะคะ เดี๋ยวพรรษจะไปดูพี่ภาสที่โรงพยาบาลให้เอง”
“ป้าจะไปด้วย ไปตามตาภูให้ป้าหน่อย ให้ป้าอยู่เฉยๆ ป้าคงอกแตกตาย”
“ได้ค่ะ”
รับคำแล้ว พรรษรดาก็เดินไปตามจิตราที่เป็นทั้งหัวหน้าแม่บ้านและเป็นคนสนิทของคุณหญิงจันทร์จรีให้ไปเรียกภูริชให้ ส่วนตัวเธอเองกลับไปเปลี่ยนเสื้อผ้าที่ห้องแล้วรีบไปดูแลคุณหญิงต่อ
ไม่ถึงห้านาทีดีจิตรากับภูริชก็มาหาคุณหญิงจันทร์จรีที่ห้อง ภูริชไม่ถามอะไร แต่ขยับมาประคองคนเป็นแม่ออกไปที่รถ แล้วทำหน้าที่เป็นสารถี โดยมีจิตรานั่งหน้าคู่กับเขา ส่วนพรรษรดานั่งหลังคู่กับคุณหญิงจันทร์จรี คอยบีบนวดและส่งยาดมให้เป็นพักๆ กระทั่งถึงโรงพยาบาลในอีกเกือบหนึ่งชั่วโมงต่อมา
“ตาภาสเป็นยังไงบ้างหมอ” คุณหญิงถามถึงอาการของลูกชายทันทีที่มาถึงโรงพยาบาลแล้วเจอกับหมอ นอกจากนั้นยังมีตำรวจที่เป็นเจ้าของคดี โรงพยาบาลแห่งนี้เป็นโรงพยาบาลเอกชน แม้จะดึกดื่นแต่มีหมออยู่ประจำหลายคน และยิ่งเป็นคำขอร้องของคุณหญิงจันทร์จรีที่มีหุ้นส่วนอยู่ที่นี่ด้วย ก็ทำให้หมอเก่งๆ หลายคนถูกเรียกมาโรงพยาบาลกลางดึกเพื่อช่วยชีวิตของบุตรชายคนโตของคุณหญิง
“อาการค่อนข้างหนักเลยครับคุณหญิง ตอนนี้ยังอยู่ในห้องผ่าตัด ตอนที่มาถึงคุณภาสกรหมดสติ สัญญาณชีพหายไปหลายครั้ง กู้ภัยต้องซีพีอาร์ตลอดทาง โชคดีที่สัญญาณชีพกลับมา”
ได้ยินเช่นนั้นคุณหญิงก็แทบจะล้มทั้งยืน น้ำตาของคนเป็นแม่ไหลเป็นทางอีกรอบ มือไม้เย็นเฉียบจนพรรษรดากับจิตราต้องประคองคนละข้าง
“ทำไมพี่ภาสอาการหนักขนาดนั้นครับ ทั้งๆ ที่รถก็มีระบบเซฟตี้อย่างดี” เมื่อคนเป็นแม่อยู่ในช่วงเวลาของการอ่อนแอ ภูริชจึงทำหน้าที่สนทนากับหมอและตำรวจแทน
“คุณภาสกรเปิดประทุนรถน่ะครับ แล้วก็มีแอลกอฮอล์ในเลือดสูงมาก คาดว่าน่าจะขับรถเร็วแล้วเบรกกะทันหัน รถเลยเสียหลักพลิกคว่ำ” ตำรวจร้อยเวรเจ้าของคดีเป็นคนตอบคำถามนั้น และคำตอบก็ทำให้ทุกคนเงียบไปชั่วขณะ เพราะมันไม่ได้หมายถึงแค่ความปลอดภัยของภาสกรเท่านั้น แต่หมายถึงชื่อเสียงและความเชื่อมั่นทางธุรกิจ เนื่องจากภาสกรดำรงตำแหน่งเป็นผู้บริหารระดับสูงของบริษัท
“มีคู่กรณีมั้ยครับ มีใครได้รับบาดเจ็บอีกมั้ย”
“ไม่มีครับ โชคดีที่เป็นช่วงดึกแล้ว รถเลยไม่เยอะ แล้วก็ไม่ใช่เขตถนนใหญ่”
“แล้วมีนักข่าวทำข่าวไปหรือยังครับ”
“มีสองสามที่ครับ แต่คาดว่าน่าจะเคลียร์ได้” ตำรวจตอบเหมือนรู้ว่าภูริชต้องการให้ช่วยอะไร
“งั้นฝากจัดการด้วยนะครับ”
“ได้ครับ”
“ขอบคุณผู้กองมากครับ ส่วนเรื่องคดีค่อยว่ากันหลังจากที่พี่ภาสฟื้นแล้ว”
เมื่อทำหน้าที่ของตัวเองจบแล้ว ตำรวจยศร้อยเอกก็ขอตัวกลับ เหลือเพียงแค่คนในครอบครัวที่รอฟังอาการอยู่หน้าห้องผ่าตัด
เกือบตีสามประตูก็ถูกเปิดออกมา หมอซึ่งเป็นหัวหน้าทีมผ่าตัดเป็นคนก้าวเข้ามาหาคุณหญิงจันทร์จรีที่ตอนนี้เริ่มตั้งสติได้บ้างแล้ว
“ลูกชายของดิฉันเป็นยังไงบ้างคะ”
“คุณภาสกรปลอดภัยแล้วนะครับ ผลสแกนสมองไม่พบเลือดคั่ง หน้าอกมีรอยฟกช้ำจากการกระแทกกับถุงลมนิรภัย ภายในมีอาการปอดช้ำ กระดูกหัวไหล่ด้านขวาร้าวต้องผ่าตัดและใส่เฝือก ส่วนที่ขามีแผลที่เกิดจากเศษกระจกบาดลึกต้องเย็บสิบสองเข็ม คาดว่าน่าจะใช้เวลาพักฟื้นสักระยะนะครับ”
คำบอกเล่าของหมอเหมือนมีใครมายกภูเขาทั้งลูกออกไปจากอกของคนฟังทั้งสี่คน โดยเฉพาะคนเป็นแม่ที่ห่วงลูกยิ่งกว่าชีวิตตัวเอง
“ขอบคุณหมอมากนะคะหมอ ขอบคุณมากจริงๆ” คุณหญิงยกมือขึ้นไหว้โดยไม่ได้คำนึงว่าตัวเองมีศักดิ์ศรีค้ำคออยู่แค่ไหน ในเวลานี้คนที่ช่วยชีวิตลูกของตนก็ไม่ต่างอะไรกับเทวดามาโปรด
“ไม่เป็นไรครับคุณหญิง เป็นหน้าที่ของหมออยู่แล้ว เดี๋ยวหมอจะย้ายคุณภาสกรไปที่ห้องพักฟื้น ในระหว่างนี้อาจต้องใส่เครื่องมือเพื่อติดตามอาการอย่างใกล้ชิดก่อนนะครับ อีกไม่ถึงชั่วโมงคุณภาสกรก็น่าจะฟื้น ช่วงที่คุณภาสกรฟื้นใหม่ๆ อาจจะยังเบลอๆ อยู่ แต่ไม่ต้องห่วงนะครับ เป็นอาการปกติของคนที่เพิ่งฟื้นจากการผ่าตัดน่ะครับ ถ้าอาการหลังผ่าตัดไม่มีอะไรน่าเป็นห่วงคนไข้จะค่อยๆ ฟื้นตัวเป็นปกติครับ”
“ค่ะคุณหมอ ขอบคุณคุณหมออีกครั้ง ขอบคุณจริงๆ”
หลังจากนั้นหมอก็เอ่ยขอตัว ไม่นานบุรุษพยาบาลก็เข็นรถที่มีร่างของภาสกรนอนอยู่พร้อมกับสายน้ำเกลือ พาตรงไปยังห้องพักฟื้นซึ่งแน่นอนว่าเป็นห้องพิเศษระดับวีไอพี