หลังจากได้รับการช่วยเหลือจากชิงหมิงเยว่ เลือดตามบาดแผลของท่านแม่ทัพก็เริ่มหยุดไหลลมหายใจเริ่มสม่ำเสมอดีขึ้น อวี่หลงที่จ้องมองอยู่ด้วยความวิตกกังวลก็ผ่อนคลายจิตใจลงตัวเขาเองก็เริ่มรู้สึกเจ็บตามร่างกายและเหนียวเหนอะหนะตามร่างกาย จึงหันไปเอ่ยปากฝากเด็กหญิงดูแลนายท่านเพื่อขอตัวไปชำระล้างร่างกายที่ทั้งตัวมีแต่เลือดแห้งเกรอะกรังรวมกับเศษฝุ่นดินแข็งแห้งสกปรกไปทั่วยามขยับร่างกายรู้สึกราวกับผิวหนังแยกออกจากกัน เขารู้สึกได้ยามที่ปากแผลเปิดออกเจ็บไม่น้อย หลังจากอาบน้ำกลับมามีบางแผลของเขาที่เลือดยังไม่หยุดไหลนึกถึงบาดแผลของนายตนเองที่ดีขึ้นจึงเอาเศษสมุนไพรที่เหลืออยู่จากการห้ามเลือดของนายท่านทาไปตามบาดแผลทำให้เลือดค่อยๆหยุดไหล อวี่หลงจ้องมองเศษสมุนไพรบนฝ่ามือสาบานได้ว่ามันดีเยี่ยมกว่าสมุนไพรที่หมอในกองทัพเอามาใช้กับทหารที่ได้รับบาดเจ็บแน่นอน
กลิ่นเนื้อย่างของเด็กสาวลอยมาตามลมทำให้ความหิวตีตื้นขึ้นมาทันที เวลานี้เนื้อย่างถูกเด็กหญิงทานเข้าไปบางส่วน เพราะอดอาหารมาหลายมื้อพยาธิในท้องร้องครวญครางดังจนเขาคิดว่าเด็กสาวอาจจะได้ยิน ในที่สุดอวี่หลงก็กดข่มความอายออกปากขออาหารกับเด็กน้อย ไม่มีเสียงตอบกลับมาหากแต่อีกฝ่ายก็ยื่นเนื้อย่างที่ยังไม่มีร่องรอยการกินแม้แต่น้อยกลับมาให้เมื่อได้เห็นขนาดของชิ้นเนื้อย่าง เขาก็รู้ว่าเนื้อย่างนี้เด็กสาวคงเตรียมไว้สำหรับตนอยากเอ่ยปากขอบคุณแต่นางลุกเดินห่างออกไป เมื่อไปล้างมือเรียบร้อยแล้วเดินกลับมาหาที่เหมาะสมแล้วไม่พูดไม่จาหันไปนอนหลับพักผ่อน ถึงเวลานี้อวี่หลงพึ่งจะสังเกตเห็นว่ามีม้าสีดำที่สวยงามมากด้วยอีกหนึ่งตัว แสดงว่านางมีม้า แต่ดูเหมือนเจ้าม้าจะไม่ค่อยชอบเขาเพราะมันมองหน้าส่งเสียงคล้ายเยาะเย้ยแล้วพ่นลมหายใจแรงๆออกมาก่อนจะหันหน้ากลับไปหมอบตัวนอนข้างๆ นายของมัน
ยามเหม่าเป็นเวลาเช้าตรู่ที่เหนือยอดไม้ด้านบนยังไม่มีแสงส่องผ่านลงมา ผ่านไปอีกครึ่งชั่วยามเมื่อสว่างแล้ว อวี่หลงกังวลใจเป็นอย่างมาก มองเด็กหญิงที่กำลังเก็บข้าวของเตรียมจะจากไป แม้อีกฝ่ายใจดีให้น้ำและอาหารพร้อมทั้งสมุนไพรและโอสถในขวดที่เหลือกับเขาเพื่อใช้บรรเทาอาการของนายท่าน แต่ว่าภายในเขตแดนอันตรายนี้พวกเขาลุกล้ำเข้ามาโดยเจตนาแล้วจะทำอย่างไรจึงจะสามารถกลับออกไปได้อย่างปลอดภัย สีหน้าของท่านแม่ทัพดูดีขึ้น มีสีเลือดมากขึ้นลมหายใจชัดเจนขึ้นแต่ก็ยังไม่ได้สติ
“เด็ก…”
“เจ้ากล้าเรียกข้าว่าเด็กน้อยอีกครั้ง ข้าจะทำให้เจ้าไร้ลมหายใจแน่นอน”
สายตาคมกริบที่มองมาเย็นชาอย่างยิ่ง เสียงที่ไม่ดังนักก็ลากยาวไร้ความรู้สึก แต่เขากลับเสียวสันหลังวาบ เด็กหญิงข้างหน้าอันตรายเกินไปแล้วดูเหมือนจะไม่ใช่ชาวบ้านธรรมดา
“ได้ๆ เจ้าต้องการให้ข้าเรียกว่าอย่างไร”
“ข้าแซ่ชิง ”
“คุณหนูชิง ที่นี่เป็นเขตแดนของธิดาพิษซิ่วอี๋สยา ทำอย่างไรพวกข้าสองคนจึงจะไม่เป็นอันตราย”
“พวกเจ้าเจตนาลุกล้ำเข้ามากันเองเป็นตายก็แล้วแต่เจ้า โชคดีที่นางตายไปแล้ว ส่วนสมุนไพรพิษพวกนั้นเจ้าก็หลบเอาเองเถอะ”
ชิงหมิงเยว่ได้ท่องเที่ยวมาหลายวันรู้สึกพอแล้ว ยามนี้ขี้เกียจพูด นางกำลังเบื่อคิดอยากจะกลับบ้านไปนอนเหยียดยาวให้สบายแล้ว
“เดี๋ยว คุณหนูชิง ท่านสามารถช่วยเหลือรักษาอาการของนายข้าให้ฟื้นขึ้นมาได้หรือไม่”
“ที่นี่ไม่ได้”
อวี่หลงหัวหมุนวนอย่างรวดเร็วในความคิดของเขาที่เด็กสาวพูดหมายความว่าไง ที่นี่รักษาไม่ได้ งั้นต้องมีที่รักษาได้สินะ แสงแห่งความหวังวาบขึ้นในใจอวี่หลงทันที
“ที่ไหนก็ได้ พวกข้าจะตามไป ได้หรือไม่ ได้โปรดช่วยนายของข้าด้วย ช่วยพวกเราด้วย”
“ตามมา”
ชิงหมิงเยว่ตอนรับเสียงเย็นช้าๆ เนิบๆ นางเชิดหน้าขึ้นมองท้องฟ้าที่มีก้อนเมฆลอยผ่านไป นี่ข้าหาเรื่องยุ่งยากหาความลำบากให้ตัวเองหรือไม่ พบคนเจ็บพาคนไม่รู้จักที่เป็นชายหนุ่มรูปร่างสูงใหญ่ไม่รู้หัวนอนปลายเท้ากลับไปรักษาที่บ้านตัวเองแต่ถ้าท่านพ่อเป็นผู้ที่พบเจอพวกเขา ท่านก็ต้องช่วยเหลือสองคนนี้เป็นแน่ เมื่อจะออกเดินทางกลับมีปัญหาทันทีอวี่หลงยามนี้ไม่มีแรงพอจะยกหรือแบกคนเดินไปตามทางที่ยากลำบากได้แล้ว สุดท้ายด้วยความรำคาญชิงหมิงเยว่ก็เสียสละให้คนเจ็บพาดตัวไปบนหลังเยว๋หว่าน แล้วให้อวี่หลงเดินจูงมันตามนางไป (จริงๆ คือเดินตามไปด้านข้าง เพราะมันไม่ให้เขาสัมผัสตัว) เจ้าม้าสีดำเดินนำไปข้างหน้าตามทางเท้าเล็กๆ ส่วนเด็กสาวนั้นทะยานหายลับไปบนกิ่งไม้นานแล้ว นางบอกเขาเพียงว่า เยว่หว่าน(เจ้าม้าดำ) จะพาพวกเขาสองคนไปยังบ้านของนางเอง อวี่หลงรู้สึกปลงนี่ข้ามาถึงจุดที่ต้องพึ่งพาฝากชีวิตให้ม้าพาไปแล้วสินะ ราวกับมันเข้าใจความคิดของชายหนุ่มหันหน้ามาแสย่ะยิ้มเห็นฟันขาวที่มุมปากก่อนส่งเสียงฮี้ๆ เบาๆอย่างได้ใจแล้วก็หันหน้าเดินเชิดหน้าสะบัดหางอย่างสบายใจ พาคนทั้งสองไปตามทางที่รกไปด้วยพุ่มไม้และเถาวัลย์ ระหว่างทางยังหยุดแวะเล็มยอดไม้เป็นระยะๆ
กระท่อมไม้ที่ดูแข็งแรงตั้งตระหง่านอยู่เบื้องหน้านับเป็นเรือนที่ใหญ่โตเกินกว่าเรี่ยวแรงเด็กสาวจะสร้างขึ้นได้ อวี่หลงหยุดมองอยู่กับที่แม้จะอยากรู้ว่าใครสร้างขึ้นแต่เขาก็มิอาจก้าวล่วงความเป็นส่วนตัวของเด็กสาวได้ นางจัดให้เขาพักห้องเดียวกับท่านแม่ทัพเพื่อปรนนิบัติและเฝ้าไข้ระหว่างที่ขับพิษ ผ่านไปสามวันช่างยาวนานยิ่งนัก แต่ละวันเขาได้พบเด็กสาวเพียงยามที่ขับพิษออกจากร่างกายของท่านแม่ทัพเท่านั้น การต้มยา ทำอาหารเขาต้องทำเองทั้งหมด จนบางทีนึกว่าตนเองอาศัยอยู่ในกระท่อมเพียงลำพังกับท่านแม่ทัพ ในที่สุดเช้าวันถัดไปท่านแม่ทัพก็เริ่มขยับตัวฟื้นขึ้นมา แต่ไร้เรี่ยวแรงพยุงกายเขาต้องคอยประคองเพื่อป้อนโจ๊กและยา
เฉินอวี้อันฟื้นขึ้นมาแต่เพราะขยับกายไม่สะดวกจึงนอนอยู่บนเตียงระหว่างนั้นก็ทบทวนถึงเหตุการณ์ถูกลอบสังหารนี่มิใช่ครั้งแรก ศัตรูจากที่มืดช่างทุ่มเทกำลังทรัพย์ยิ่งนักใช้นักฆ่าชั้นสูงทั้งยังสืบเสาะจนรู้เส้นทางที่เป็นความลับหากมิใช่ทหารองครักษ์และขุนพลอวี่หลงเสียสละอย่างที่สุดเขาคงมิสามารถตื่นมามองแสงตะวันได้อีกเป็นแน่ ผ่านพ้นไปอีกสี่วันเฉินอวี้อันจึงมีแรงพอจะลุกขึ้นได้
“อวี่หลง ที่นี่ที่ไหน พวกเรามาอยู่ที่นี่ได้อย่างไร”
“พวกเราหลบหนีเข้ามาในเขตหุบเขาสยาอวิ๋นได้ทันขอรับ เมื่อเช้าข้าลอบออกไปตรวจดูพวกนั้นมิได้ติดตามเข้ามาเพียงจัดคนวนเวียนซุ่มรอดูบริเวณทางเข้าแต่ยามพวกเราออกไปคงมิอาจหนีรอดไปได้”
“องครักษ์คงเสียสละหมดแล้วสินะ ตัวข้าเหตุใดจึงปลอดภัยได้?”
“ท่านแม่ทัพและข้าโชคดีมากขอรับ ท่านได้รับพิษเกือบสิ้นใจแล้วเมื่อข้าพาท่านหนีเข้ามาในหุบเขาสยาอวิ๋นได้ บังเอิญอย่างยิ่งที่พวกเราพบคุณหนูชิง ท่านได้รับพิษร้ายแรงมากโชคดีนางที่มีความรู้ด้านการแพทย์ทั้งมีโอสถที่สามารถระงับพิษได้ชั่วคราว ข้าจึงขอให้นางช่วยรักษาและเพื่อให้นางช่วยขับพิษในร่างของท่านพวกเราจึงตามนางกลับมาที่กระท่อมไม้แห่งนี้ขอรับ แต่นางเป็นใครมาจากไหนเหตุใดมาอยู่ที่นี่ข้าไม่ทราบนางไม่ใคร่ชอบพูดจานางไม่เคยยิ้มแย้มเป็นเด็กสาวที่เย็นชามากขอรับ นางอยู่ที่นี่เพียงลำพังหลายวันที่ผ่านมาข้าหุงหาอาหารและต้มสมุนไพรด้วยตนเอง ทุกวันนอกจากเข้ามาตรวจอาการของท่านแล้วข้ามิเคยได้พบหน้านางสักครั้งเสมือนข้าอยู่ที่นี่กับท่านเพียงลำพัง นางอาจเป็นผู้ที่มีฝีมือสูงมากก็ได้นะขอรับ ข้ามิสามารถประเมินระดับของนาง”
อวี่หลงเปลี่ยนคำเรียกขานนางหลังจากสบสายตาพิฆาตหลายครั้ง ตัวเขาเองก็นับว่าพอมีฝีมือแต่ก็มองความสามารถของเด็กสาวไม่ออกว่าเก่งหรือไม่เก่ง ยอดยุทธหรือไร้ฝีมือ
“เจ้าคิดมากเกินไปแล้วอวี่หลง เจ้ามองดูสถานที่แห่งนี้เงียบและดูสดชื่นอยู่ท่ามกลางธรรมชาติป่าเขา เป็นพวกเราที่เข้ามารบกวนเวลาที่สงบสุขของนาง ยังดีที่นางยื่นมือเข้าช่วยเหลือนับแล้วนางก็กลายเป็นผู้มีพระคุณช่วยเหลือชีวิตข้าแล้ว หากนางมีฝีมือสูงกว่าเจ้าย่อมเป็นเรื่องที่ดี ในเมื่อนางมิใช่ศัตรูถ้าหากนางยินยอมช่วยเหลือ ระหว่างเดินทางกลับพวกเราอาจเพิ่มโอกาสรอดกลับไปได้มากขึ้น ไม่คิดเลยว่าพวกเราเกือบจะต้องทิ้งชีวิตไว้ในน้ำมือคนชั่วเหล่านี้”
“หลังอาหารเย็นเจ้าไปหานาง บอกว่าข้าขอพบ”
“ได้ขอรับ”
ชิงหมิงเยว่กลับมาจากหลังหุบเขา พบว่าคนทั้งสองต้องการพูดคุยด้วยจึงเข้าไปยังห้องฝั่งซ้าย ภายในห้องชายผู้ที่ได้รับพิษมีอาการดีขึ้นมากสามารถลุกขึ้นนั่งได้แล้ว ส่วนชายหนุ่มอีกคนยืนเยื้องไปด้านหลัง ระหว่างที่เดินเข้าไปสายตาของทั้งสองมองประเมินเด็กสาวเบื้องหน้าพวกเขาแม้มิได้เป็นผู้ฝึกยุทธ์เป็นผู้มีชื่อเสียงโด่งดังแต่ก็พอมีพื้นฐานฝึกฝนในกองทัพหลายปีมีพลังฝีมือไม่ต่ำ แต่เด็กสาวผู้นี้ฝีเท้าแผ่วเบาเดินเป็นจังหวะลมหายใจบางเบาแทบไม่ได้ยิน บ่งบอกถึงพลังฝีมือย่อมต้องสูงกว่าพวกเขาตามที่อวี่หลงบอกเป็นแน่ สายตาที่มองนางยิ่งมีประกายคาดหวังเพิ่มมากขึ้น
“คุณหนูชิง เจ้ามาแล้ว ขอโทษที่ข้าไร้เรี่ยวแรงต้องเสียมารยาทเชิญมาพบ ข้าผู้นี้มีเรื่องต้องการพูดข้อร้องเจ้า”
เฉินอวี้อันมองเด็กสาวนั่งลงฝั่งตรงข้ามตลอดเวลาสายตาสงบนิ่ง มองมาที่เขาแม้อีกฝ่ายจะเป็นเด็กน้อยที่แต่งกายด้วยแต่งกายเนื้อผ้าธรรมดาเช่นชาวป่าทั่วไปใช้สอยแต่นางตลอดร่างกลับมีกลิ่นอายสูงส่ง ยามยืนยามเดินมีสง่าราศี ใบหน้ายามนี้มีเค้าจะเป็นสาวงาม ภายภาคหน้าจะต้องมีชื่อเสียงเลื่องลือในด้านความงามเป็นแน่ ราวกับเป็นคุณหนูที่ได้รับการอบรมเป็นอย่างดี เมื่อดึงสติกลับมาได้ก็รีบพูดถึงสิ่งที่ตนเองคาดหวังไว้ทันที
“ข้าชื่อ เฉินอวี้อันเป็นแม่ทัพใหญ่ประจำการที่ชายแดน ส่วนเขาคืออวี่หลิงเป็นขุนพลคู่ใจข้า พวกเราได้รับคำสั่งให้นำสิ่งสำคัญเดินทางกลับเมืองหลวง ระหว่างทางขบวนทหารถูกลอบทำร้ายหลังจากนั้นก็เป็นดังเช่นที่เจ้าเห็น ข้ากล่าวอย่างตรงไปตรงมาเลยนะ ด้วยสภาพของข้าทั้งสองร่างกายได้รับบาดเจ็บและยังไม่แข็งแรงพอ อีกทั้งพวกเราไม่อาจรั้งรอเป็นเวลาเนินนานได้ จำเป็นต้องฝืนเดินทางกลับไปแต่ข้าเกรงว่าเพียงย่างเท้าออกจากหุบเขาสยาอวิ๋นได้คงไม่แคล้วสิ้นชีพเป็นแน่ อวี่หลงบอกข้าว่าเจ้านอกจากมีความรู้ด้านการแพทย์แล้วน่าจะมีฝีมือสูงส่ง ดังนั้นหากเป็นไปได้อยากขอร้องเจ้าได้โปรดให้ช่วยเหลือร่วมเดินทางไปกับพวกข้า หากมีเหตุร้ายเกิดขึ้นรบกวนเจ้าช่วยเหลือเมื่อถึงเมืองหลวงภาระหน้าที่บนบ่าลุล่วง ข้ายินดีตอบแทนความช่วยเหลือในครั้งนี้อย่างเต็มที่ ไม่ทราบว่าเจ้าเห็นเป็นเช่นไร”
“พรุ่งนี้ข้าให้คำตอบ”
ฟังเขาพูดจบชิงหมิงเยว่ก็ลุกขึ้นจากไปทิ้งพวกเขามองตามต่างคนต่างมีความคิดเป็นของตนเองไม่สามารถบังคับให้เด็กสาวทำตามความต้องการของพวกเขาได้
“ท่านแม่ทัพ นางจะยอมช่วยเหลือพวกเราหรือไม่ขอรับ หากนางไม่ยื่นมือช่วยพวกเราจะทำอย่างไรกันต่อดี”
“ใจเย็นก่อน รอนางตัดสินใจเถอะจู่ๆ ขอร้องนางแล้วจะให้เด็กสาวตัดสินใจทันทีนี่ก็เป็นการบีบบังคับนางนะสิ พวกเราทำได้เพียงให้เวลานางได้ตัดสินใจดีๆ ก่อน”
ชิงหมิงเยว่กลับถึงห้องหลังดูแลตัวเองเรียบร้อย ถอดชุดคลุมออกก้าวเท้าขึ้นไปนั่งบนเตียงนอน สายตาทอดมองไปนอกหน้าต่าง นางช่วยพวกเขามาแล้วก็ไม่รู้สึกลำบากที่จะต้องช่วยเขาต่ออีกสักหน่อยไม่แน่ว่าเวลานี้อาจเหมาะกับการที่จะออกไปนอกหุบเขา สิ่งต่างๆ ที่ยังค้างคาในจิตใจอาจบรรเทาลงได้บ้าง อีกทั้งถือเป็นการออกไปไกลจากบ้าน(หุบเขาสยาอวิ๋น) ไปท่องเที่ยวด้านนอกสักครั้ง พรุ่งนี้นางต้องไปบอกท่านพ่อท่านแม่บุญธรรมทั้งสองให้เรียบร้อย คิดได้ดังนั้นจึงเอนกายหลับไหลเข้าสู่นิทรา ต่างจากบุรุษทั้งสองในอีกฝากของเรือนยามนี้รู้สึกรอคอยคำตอบของนาง สุดท้ายเมื่อทนไม่ไหวก็พากันหลับไหลในยามดึก
รุ่งเช้าวันถัดมา พวกเขาได้รับคำตอบจากนางว่าจะร่วมเดินทางไปด้วย หากแต่มีเงื่อนไขสองประการคือหนึ่งตัวตนของนางมิต้องแจ้งให้ผู้ใดรับรู้ สองนางมิใช้ผู้ติดตามของคนทั้งสองหากนางรู้สึกขัดแย้งสามารถแยกจากได้ทันที เฉินอวี้อันรีบตอบรับเงื่อนไขทันที สิ่งที่นางร้องขอไม่กระทบอันใดต่อการเดินทางในครั้งนี้อีกทั้งนางไม่เรียกร้องการตอบแทนทำให้เขายิ่งต้องพิจารณาอย่างลึกซึ้งอีกครั้งว่าจะใช้สิ่งใดตอบแทนให้กับเด็กสาว เงินทอง เครื่องประดับ แค่คิดก็ดูจะยุ่งยากนักเพราะนางแลจะไม่สนใจกับสิ่งของเหล่านี้ นางอยู่ท่ามกลางป่าเขาของมีค่าล้วนไม่จำเป็น เอาเถอะเมื่อถึงเวลาค่อยคิดอีกทีหากยุ่งยากนักก็ให้นางเสนอมาดีกว่า
ชิงหมิงเยว่ให้ทั้งสองรออาการของเฉินอวี้อันดีขึ้นอีกเล็กน้อย สองวันต่อมาอากาศแจ่มใส ยังมีหมอกบางๆ เยว่หว่านที่บนหลังยามนี้เต็มไปด้วยห่อสัมภาระก้มเล็มยอดหญ้า ยามที่เด็กสาวก้าวออกมาจากห้องพักทั้งสองต่างตกตะลึงเล็กน้อย การแต่งกายในวันนี้ของนางเปลี่ยนไปแม้ชุดจะยังเน้นความคล่องตัวหากแต่เนื้อผ้ากลับดียิ่งเครื่องประดับน้อยชิ้นหากแต่ราคาสูงยิ่งชาวบ้านทั่วไปมิสามารถหาซื้อได้แม้แต่เขาที่เป็นแม่ทัพเกรงว่าจะต้องรวบรวมเงินเดือนมากกว่าสองปีจึงจะซื้อได้สักหนึ่งชิ้น ดูท่าแล้วนางคงเป็นทายาทหรือผู้สืบทอดเจ้าของหุบเขาสยาอวิ๋นเป็นแน่ หลังจากจัดการอาหารมื้อเช้าเรียบร้อยทั้งสามพากันเดินออกมานางหันกลับไปมองกระท่อมหลังน้อยก่อนปิดรั้วแล้วพากันเดินไปตามทางเดินมุ่งออกจากหุบเขา