นิวารินก้าวขาตามร่างสูงกระทั่งมาถึงรถเก๋งสี่ประตูคันหรูที่จอดไว้ในอาคารจอดรถวีไอพี ซึ่งระหว่างทางเธอก็ทบทวนสิ่งที่กำลังเกิดขึ้นกับชีวิต พอถึงจุดหนึ่งที่สมองสามารถเรียบเรียงได้จากสิ่งที่เขาพูดหลังจากตื่นขึ้นมา นิวารินก็สรุปเรื่องราวทั้งหมดได้
“คุณกับคุณคิวตกลงกันเรื่องผู้หญิงใช่ไหมคะ” พอขึ้นมาบนรถ เธอก็ไม่ปล่อยให้สิ่งที่สงสัยติดค้างอยู่นาน
ปวรรัชดลชะงักไปครู่หนึ่ง ก่อนจะครางรับในลำคอ “อืม” สายตาของเขามองตรงไปข้างหน้า
“ผมขอโทษ”
“…”
“ผมไม่รู้ว่าผู้หญิงในห้องนั้นเป็นคุณ”
“แต่ไม่ว่าจะเป็นใคร พวกคุณก็ไม่ควรทำแบบนี้ ฉันหรือผู้หญิงคนไหนก็ไม่ถูกควรกระทำเหมือนเป็นของเล่น!”
“มันมืด” เขาออกรถและหมุนพวงมาลัยขณะตีโค้งด้วยท่าทีสงบ “แล้วคุณก็ไม่ได้ขัดขืน แถมยังให้ความร่วมมืออีกด้วย…”
“!!!”
ก็เธอไม่รู้ว่ากำลังโดนทำอะไร!
“ผมยินดีรับผิดชอบสิ่งที่เกิดขึ้น” คงเพราะเห็นสีหน้าย่ำแย่ของเธอที่สะอึกกับทุกคำพูดของเขา ปวรรัชดลจึงพยายามแสดงความเป็นสุภาพบุรุษเพื่อทำให้เธอรู้สึกดี
“ช่างมันเถอะค่ะ ไม่มีอะไรจะมาชดเชยกับสิ่งที่ฉันเสียไปได้หรอกค่ะ” หญิงสาวปาดน้ำตาที่ไหลลงมาอาบแก้ม
“แปลว่าคุณจะไม่เอาเรื่องหรือเรียกร้องอะไร?”
อย่าย้ำได้ไหม ไอ้ผู้ชายอัปรีย์!
นิวารินไม่ได้โต้ตอบอะไรอีก เธอเบือนหน้าหนีไปทางกระจกข้างกาย ก่อนจะหลับตาแล้วสูดลมหายใจเข้าลึก ปาดน้ำตาบนแก้มอีกครั้ง
“ถือว่าเป็นคราวซวยของฉันก็แล้วกัน”
ปวรรัชดลไม่ได้พูดออกอะไร ได้แต่ปล่อยให้ความเงียบเยียวยาจิตใจหญิงสาวสำหรับเหตุการณ์ที่ผ่านมา
กระทั่งรถคันหรูแล่นออกมาได้สักพักใหญ่ คนขับที่เห็นว่าอาการของเธอดีขึ้นแล้วจึงเอ่ยปากถาม “คุณจะให้ผมไปส่งที่ไหน”
นั่นน่ะสิ…ถ้าเธอกลับบ้านไปในสภาพนี้ทุกคนคงสงสัย แต่ถ้าจะไปหาเพื่อน…ก็ไม่แคล้วโดนซักถาม แล้วที่สำคัญโทรศัพท์มือถือ และกระเป๋าสตางค์ของเธอก็หายหมด จะติดต่อใครได้อีก
ขณะที่นิวารินกำลังคิด โทรศัพท์ของคนข้างกายก็ดังขึ้น
“อิม...” เขาเหลือบมองเธอ ก่อนจะกดรับสายผ่านบลูทูทติดรถยนต์ที่เชื่อมต่อกับโทรศัพท์มือถือ
“เมื่อคืนพี่เพิร์ลเห็นนิ่มครั้งสุดท้ายตอนไหนคะ” นิวารินฟังน้ำเสียงร้อนรนของอารดาก็ใจหายวาบ แต่เธอก็ยังคิดทัน รีบทำแขนไขว้กันแล้วชูขึ้นเพื่อเป็นการบอกใบ้ชายหนุ่ม ซึ่งเขาที่เหลือบมามองก็ตอบตามความต้องการ
“ก็ตั้งแต่แยกย้ายกันไปเต้นก็ไม่เห็นอีก…พี่ออกจากโรงแรมตั้งแต่เมื่อคืนแล้ว ทำไมเหรอ มีอะไรหรือเปล่า”
“นิ่มหายไปตั้งแต่เมื่อคืนแล้วค่ะ ติดต่อไม่ได้เลย ถามใครก็ไม่มีใครเห็น งั้นแค่นี้ก่อนนะคะ เดี๋ยวอิมโทร.ตามจากเพื่อนนิ่มก่อน เผื่อว่าเขาจะอยู่ด้วยกัน”
ตอนนี้ปาเข้าไปบ่ายสองโมงแล้ว อารดาคงรู้เรื่องนี้จากป้าแป้ว หัวหน้าแม่บ้านที่ทำหน้าที่เลี้ยงดูเธอตั้งแต่เด็กแน่ๆ
“อืม” ปวรรัชดลวางสาย ก่อนจะเหลือบสายตามาทางเธอแวบหนึ่งแล้วมองทางต่อ
“อิมเคยเล่าว่าคุณกับเขาโตมาด้วยกัน ย่าของอิมอุปการะคุณตั้งแต่เด็ก”
“ค่ะ” นิวารินยอมรับโดยไม่อาย “ฉันเป็นเด็กมีปัญหา คุณหญิงท่านสงสารเลยรับมาอุปการะ” เธอบอกเสียงแผ่ว ก่อนจะใช้นิ้วเกี่ยวปอยผมที่หลุดระใบหน้าขึ้นทัดหู จากนั้นก็วางมือลงบนตักและกำแน่น “คุณเพิร์ลคะ…ฉันขอยืมเงินก่อนได้ไหม”
“…”
“แค่พันเดียว แล้วช่วยส่งฉันที่ป้ายรถเมล์หน้าข้างด้วยค่ะ”
เธอกะจะไปหาเสื้อผ้าที่มิดชิดกว่านี้ใส่ก่อนกลับบ้าน ซึ่งข้างๆ ห้างสรรพสินค้าเบื้องหน้ามีตลาดที่ขายเสื้อผ้าราคาไม่แพงอยู่บ้าง
แต่แทนที่เขาจะขับรถไปจอดใกล้ป้ายรถเมล์ข้าง หน้าชายหนุ่มกลับหมุนพวงมาลัยเพื่อเลี้ยวรถเข้าห้างทันที
“คุณขับรถเข้ามาทำไม” ถ้าเทียบกับตรงป้ายรถเมล์แล้ว ตรงนี้ไกลจากตลาดมากกว่า
“ผมว่าคุณควรแต่งตัวให้มิดชิดกว่านี้” เขาลดสายตาลงไปยังขาเปลือยขาวผ่องของเธอซึ่งมีรอยจ้ำแดงอยู่สองสามที่ เพราะกางเกงที่ใส่เป็นตัวเดียวกับที่ใส่ในงานอาฟเตอร์ปาร์ตี้เมื่อคืนนี้
“ฉันตั้งใจจะเข้าไปซื้อที่ตลาดข้างห้างอยู่แล้ว” เธอทำตัวหดเล็กลงเมื่อเห็นว่าเขาเหลือบมองมาที่ขา
“ซื้อในนี้สิ จะไปซื้อข้างนอกทำไม” เขาเข้ามาจอดรถเป็นที่เป็นทาง ก่อนจะดับเครื่องยนต์และปลดเข็มขัดนิรภัยของตัวเองออก
“แล้วคุณจะลงไปไหน” เมื่อเห็นเขาปลดล็อกประตูแล้วเตรียมจะเปิดออก นิวารินก็สังหรณ์ใจตงิดๆ
“พาคุณไปซื้อเสื้อผ้าไง” เขาตอบง่ายๆ โดยไม่คิดอะไร แต่สำหรับเธอมันไม่ง่าย เพราะเธอคิด
“ไม่ต้องค่ะ” ถ้าขืนเขาเข้าไปด้วยต้องมีคนจำได้แน่ แยกกันตรงนี้เลยดีกว่า “ฉันไปเอง คุณแค่ให้เงินฉันก็พอ”
“…”
“คือ…ฉันหมายถึงขอยืมน่ะค่ะ ไม่ได้ขอจริงๆ”
เขาหยิบกระเป๋าสตางค์ของตัวเองขึ้นมาแล้วหยิบเงินจำนวนเกินกว่าที่เธอขอยืมกว่าเจ็ดเท่าให้ แต่นิวารินส่ายหน้า ขอรับเฉพาะเท่าที่ขอ เขาเลยจับมือของเธอไว้และบังคับให้รับเอาไว้ทั้งหมด
“ติดตัวไว้เผื่อฉุกเฉิน ส่วนจะคืนหรือไม่คืนก็แล้วแต่”
“ค่ะ” นิวารินคร้านจะเถียงต่อ เลยยอมรับมาแล้วเปิดประตูลงจากรถ แต่ยังไม่ทันได้ปิด คนในรถก็เอ่ยปากถามอีกครั้ง
“คุณแน่ใจนะว่าจะไม่ให้ผมไปส่ง”
“คุณใจดีกับผู้หญิงที่มีอะไรด้วยทุกคนหรือเปล่าล่ะคะ”
“ไม่” เขาไม่ทนสบตากับเธอ เบือนหน้าไปมองทางอื่น คล้ายว่าคำถามนี้ทำให้รู้สึกอึดอัด “แต่เพราะคุณไม่เต็มใจ”
“งั้นก็ไม่ต้องค่ะ เพราะฉันไม่คิดจะเรียกร้องอะไรอยู่แล้ว จบๆ ไปเถอะ ขอแค่อย่าให้ใครรู้เรื่องที่เกิดขึ้นก็พอ…โดยเฉพาะคุณอิม”
นิวารินผลักประตูให้ปิดลง เธอเดินออกไปโดยไม่คิดเหลียวกลับไปมองรถสี่ประตูแบรนด์หรูนั่นอีก จึงไม่เห็นว่าผ่านไปกว่าห้านาทีแล้วรถของเขายังจอดอยู่ที่เดิม เพราะตอนนี้ความคิดและความกังวลได้เข้ามายึดครองสมองของเธอเต็มพื้นที่แล้ว
โดยเฉพาะเมื่อร่างกายของเธอไม่สามารถโกหกได้ มันเป็นเครื่องยืนยันได้ดีว่าเมื่อคืนเกิดอะไรขึ้น