ซ่งซือหลานสะกิดชุนหลันก้าวออกมา “เจ้ากล้าเสียมารยาทกับคุณหนูเชียวหรือ รู้หรือไม่ร้านนี้เป็นสินเดิมมารดาคุณหนู”
“..เอ่อ...เรื่องนั้น”
“คุณหนูถูกใจชุดนี้เจ้ายังมีหน้าคิดเงิน ยังไม่รีบไปเรียกหลงจู๊ออกมาอีก”
น้ำเสียงชุนหลันไม่หนักไม่เบา หลงจู๊ได้ยินวาจาแนะนำตัวก็ไม่อาจนั่งใจเย็น รีบออกมาต้อนรับ
“ลูกจ้างผู้นี้เพิ่งมาทำงานไม่นานไม่รู้จักคุณหนู พวกท่านอย่าเอาเรื่องเลย”
“ไม่ใช่ว่าหลงจู๊บอกเขาออกมาต้อนรับหรอกหรือ ข้ายังคิดว่าหลงจู๊รู้แล้วเสียอีกว่าคุณหนูมา”
วาจาชุนหลันไม่ไว้หน้าหลงจู๊แม้แต่น้อย ตั้งแต่พวกนางสองคนก้าวเท้าเข้ามาได้รับการปฏิบัติเช่นนี้ ซ่งซือหลานรู้แล้วว่าหลงจู๊ผู้นี้เป็นคนของหร่วนซื่อ รอยยิ้มบางตรงมุมปากปรากฏออกมา
“ที่แท้หลงจู๊นี่เอง พวกเราเพิ่งพบกันจำข้าไม่ได้แล้วหรือ”
“จำได้ขอรับคุณหนู เพียงแต่เมื่อครู่ข้าน้อยยุ่งอยู่ไม่ทันเห็นว่าเป็นคุณหนู ในเมื่อท่านชอบชุดนี้ข้าน้อยจะให้คนเอาไปส่งให้ที่จวนทันทีขอรับ”
“ลำบากหลงจู๊แล้ว” ซ่งซือหลานเดินไปหยุดอยู่หน้าโต๊ะวางเครื่องประดับ แววตาเฉยเมยโง่งมคล้ายกับหนึ่งเดือนก่อนที่นางจะตกน้ำไม่มีผิด “ชุนหลันปักปิ่นพวกนี้ให้ข้า”
“ทราบแล้วเจ้าค่ะ”
หลงจู๊รีบเข้ามาขวางคน “คุณหนูเครื่องประดับชุดนี้ราคาแพง หากท่านต้องการผู้น้อยต้องแจ้งฮูหยินก่อนขอรับ”
“หร่วนซื่อเป็นมารดาข้า นางแต่งกายงดงามกว่านี้ไม่รู้เท่าไหร่ ลำพังปิ่นปักผมพวกนี้นับเป็นอะไร ข้าแค่เห็นแล้วชอบเท่านั้นเจ้ากลับบอกว่าไม่ได้ อีกอย่างหร่วนซื่อดูแลร้านฮวาเหมยจิ่นแทนข้า ของในนี้ล้วนเป็นของที่ข้าสมควรครอบครอง”
“คุณหนู”
หลงจู๊เริ่มร้อนใจบ้างแล้ว ผู้ใดไม่รู้บ้างคุณหนูซ่งซือหลานสติไม่ดีทั้งยังอารมณ์ร้อน แต่ไหนแต่ไรไม่ชอบออกจากจวน วันนี้นางมาโผล่ที่นี่ได้อย่างไรก็สุดรู้
“ยังไม่รีบปักปิ่นให้ข้าอีก” ซ่งซือหลานหันไปบอกชุนหลันก่อนหันมาหรี่สายตาใส่หลงจู๊ “ข้าเกือบลืมไปเลย อันที่จริงต้องขอโทษหลงจู๊ ข้าไม่คิดว่าร้านฮวาเหมยจิ่นจะหวงสินค้าราคาไม่กี่ตำลึงเช่นนี้ ข้าคิดผิดไปแล้ว”
“จะเป็นเช่นนั้นได้อย่างไรเจ้าคะคุณหนู ร้านฮวาเหมยจิ่นเป็นร้านค้าอันดับหนึ่ง ลำพังชุดที่คุณหนูชอบกับปิ่นปักผมแค่นี้ หากฮูหยินรู้ว่าคุณหนูชอบจะต้องมอบให้แน่นอนเจ้าค่ะ”
ซ่งซือหลานทำสีหน้าเป็นกังวล “หรือว่าที่นี่ค้าขายไม่ดี ที่แท้ก็ไม่มีเงินแล้ว”
“ไม่ได้เป็นเช่นนั้นขอรับ” หลงจู๊รีบแก้ตัว
“หากไม่เป็นเช่นนั้น เหตุใดหลงจู๊ต้องทำหน้าไม่พอใจด้วย” ซ่งซือหลานหน้าบึ้ง “เช่นนั้นท่านไปเอาสมุดบัญชีมาให้ข้าดูเดี๋ยวนี้ ข้าจะดูเองว่าร้านนี้ตกลงค้าขายได้เงินบ้างหรือไม่”
“คุณหนูขอรับร้านฮวาเหมยจิ่นทุกเดือนต้องส่งบัญชีให้ฮูหยินตรวจสอบอยู่แล้ว อีกอย่างคุณหนูขอดูเช่นนี้ไม่ใช่ว่าข้าน้อยไม่ยินยอมแต่บัญชีค่อนข้างยุ่งยาก คุณหนูดูเข้าใจหรือไม่ขอรับ”
“เจ้าดูถูกคุณหนูงั้นหรือ” ชุนหลันแทบจะกระโจนใส่หน้าหลงจู๊ ซ่งซือหลานรีบโบกมือ
“ไปเอามาให้ข้าดู หากไม่เอามาข้าจะให้บ่าวรับใช้ไปฟ้องท่านพ่อว่าหลงจู๊ไม่บริสุทธิ์ใจ”
“ในเมื่อท่านยืนกรานจะดูให้ได้ เช่นนั้นหากฮูหยินถามผู้น้อยได้แต่ตอบไปตามตรง”
“แล้วเหตุใดท่านแม่จะถามไม่ได้ ต่อให้หลงจู๊ไม่รายงานวันนี้ข้ากลับไปย่อมต้องบอกท่านแม่อยู่แล้ว” ซ่งซือหลานหรี่สายตา “หรือว่าท่านไม่บริสุทธิ์ใจอย่างที่ข้าสงสัย ชุนหลันเจ้าไปบอกสารถีรถม้ารีบไปฟ้องท่านพ่อเดี๋ยวนี้!”
“ช้าก่อนขอรับ” ท่าทีหลงจู๊อ่อนลงชัดเจน “คุณหนูเพิ่งมาถึง ข้างนอกอากาศร้อน เช่นนั้นนั่งพักดื่มชากินของว่างก่อนดีหรือไม่ อีกอย่างบัญชีในร้านมีหลายเล่ม วันก่อนข้าน้อยรวบรวมได้บางส่วนจะเอามาให้คุณหนูดูเดี๋ยวนี้ขอรับ”
ซ่งซือหลานทำเป็นหันหลังไม่พูดอะไร ชุนหลันเข้าใจเจตนาผู้เป็นนายทันที “หลงจู๊รีบไปจัดการเถอะ อย่ามัวพูดมากเลย”
ตั้งแต่เกิดมา ซ่งซือหลานรู้จักทำตัวเป็นสุนัขแอบอ้างบารมีพยัคฆ์[1] ก็วันนี้ คราแรกนางไม่ตั้งใจอ้างถึงซ่งเหลียง แต่หลงจู๊ทำท่าทีแข็งกร้าวใส่นางทั้งยังพูดจาไม่น่าฟัง ในเมื่อเป็นเช่นนี้ซ่งซือหลานถึงได้เหิมเกริมเต็มที่ได้ บางทีการมีชื่อเสียงเสียหายเป็นคนโง่อาจเป็นข้อดีอีกอย่าง
ซ่งซือหลานนั้นนั่งดื่มชากินของว่างสบายใจ กลับเป็นบ่าวแสนดีอย่างชุนหลันเริ่มนั่งไม่ติด หากหลงจู๊เอาไปฟ้องฮูหยินขึ้นมา คุณหนูไม่เดือดร้อนหรอกหรือ
“ชุนหลันเจ้ามาเอาขนมนี้ไปกินสิ ข้าชิมแล้วอร่อยกว่าชุยอวี้โหลวเสียอีก”
ชุนหลันบุ้ยปาก “หลงจู๊ผู้นี้ฟุ่มเฟือยนัก ยังมีหน้าบอกว่าค้าขายไม่ดี ผีเท่านั้นเชื่อเขา” ชุนหลันหันมาหาผู้เป็นนาย “แล้วคุณหนูจะทำอย่างไรต่อไปเจ้าคะ”
“เจ้ารอดูไปเถอะ รับรองได้ข้าไม่ยอมให้ผู้ใดกินอิ่มนอนหลับสบายหรอก”
หนึ่งเรื่องที่ซ่งซือหลานไม่รู้
การอาละวาดเล็กน้อยของนางในร้านฮวาเหมยจิ่นตกอยู่ในสายตาคนผู้หนึ่งตั้งแต่ต้นจนจบ เว่ยเจิ้งหรงนั่งอยู่ในห้องรับรองชั้นสองร้านชุยอวี้โหลว เขาคือบุรุษใบหน้าซีดขาวท่าทางเย็นชาที่ซ่งซือหลานเอ่ยวาจาขออภัย
“นายท่านออกมานานเช่นนี้อาการแย่ลงอีกจะทำอย่างไร รีบกลับไม่ดีหรือขอรับ”
“หุบปาก”
น้ำเสียงแหบพร่าเยือกเย็นฟังดูราวกับภูตผีเอ่ยวาจา แววตาเว่ยเจิ้งหรงยังคงจ้องมองเงาร่างแม่นางน้อยสวมชุดสีเหลือง นางหยิบขนมชิ้นเล็กเข้าปากเป็นครั้งที่สามแล้ว เห่อตงร้อนใจไม่ต่างกับขันทีร้อนใจแทนเจ้านาย ความจริงแล้วใช้วลีนี้กับเห่อตงนั้นไม่สมควรอย่างยิ่ง นั่นเพราะเห่อตงผู้นี้เป็นขันที!
[1] สำนวน หมายถึงทำตัวเลียนแบบผู้มีอำนาจ