อัครวินท์
“ก็คงทำไปเรื่อยๆ จนกว่าจะเรียนจบได้งานมั้งคะ” เสียงของผู้หญิงด้านข้างก็ตอบผมกลับมาด้วยน้ำเสียงปกติหลังจากเธอนิ่งเงียบไปสักพัก ผมเลยมองหน้าเธอนิ่งๆ
“แล้วยังไง มึงจะเอาเด็กไหมเนี่ย” แล้วไอ้เชนทร์ก็ถามออกมา
“ไม่” ผมตอบมันกลับอย่างหมดอารมณ์
ผมก็ไม่เข้าใจเหมือนกัน แต่พอได้คุยกับผู้หญิงคนนี้ก็หมดอารมณ์ไปเลย
“อ้าว อะไรของมันวะ” ไอ้เชนทร์พูดขึ้น แล้วเขมมินทราก็ทำหน้าที่ชงเหล้าให้ผมต่อ
“ไหนวิธีเอนเตอร์เทนลูกค้าล่ะ” ผมอดไม่ได้หันไปถามเขมมินทราออกไป
“.....” นั่นทำให้เธอมองหน้าผมด้วยความไม่เข้าใจ
“ก็เป็นเด็กนั่งดริ๊งก์ไม่ใช่เหรอ ถ้าจะได้ทิปก็ต้องเอนเตอร์เทนไม่ใช่เหรอ” ผมทวนขยายสิ่งที่พูดออกไป
“เอ่อ...” แล้วเธอก็มีอาการทำตัวไม่ถูก
“ก็คิดว่าฉันเป็นลูกค้าคนหนึ่ง ไม่ใช่อาจารย์ที่เธอรู้จัก” ผมพูดออกไปให้เธอทำตัวเหมือนที่ทำกับลูกค้า เพราะก่อนหน้านี้ผมยังเห็นเธอทำตัวสนิทสนมกับลูกค้าโต๊ะอื่นอยู่เลย ทำไมพอมาโต๊ะผมแล้วทำเหมือนกับไม่อยากมาด้วย
“มึงก็อย่าแกล้งเด็กกู” ไอ้เชนทร์พูดขึ้น
“กูไม่ได้แกล้ง แต่กูต้องการให้เธอบริการกูจริงๆ” ผมบอกมันออกไปให้เข้าใจ
“ไม่เป็นไรค่ะเฮีย เดี๋ยวมินดูแลเพื่อนเฮียเอง” เขมมินทราพูดขึ้น
“งั้นเฮียฝากด้วยนะ เดี๋ยวเฮียขึ้นไปข้างบนก่อน...”
“กูไปทำงานแป๊บ จะรีบลงมา” ไอ้เชนทร์พูดขึ้น เพราะเมื่อกี้มีข้อความเข้ามาในเครื่องมันพอดี
“อืม” ผมตอบกลับมันไป แล้วมันก็ลุกเดินขึ้นไปด้านบน แล้วผมก็ส่งข้อความไปหามันไล่หลังทันที
“ดื่มด้วยกันสิ” ผมพูดขึ้นหลังจากเธอชงให้ผมคนเดียวมาตลอด
“ค่ะ” แล้วเธอก็ตอบกลับ ก่อนจะชงของตัวเองแล้วค่อยๆ จิบไปทีละนิด
ก็ถือว่าระวังตัวดี แต่คิดว่าเธอจะเอาชนะความเจ้าเล่ห์ของผู้ชายได้เหรอ
“พักอยู่ที่ไหน” เป็นผมที่ชวนเธอคุย เพื่อทำความรู้จักกับเธอมากขึ้น
“หอพักใกล้มหาลัยค่ะ”
“พักกับใคร”
“คนเดียวค่ะ” คนเดียวอย่างนั้นเหรอ คงสะดวกกับเธอมากเลยสิ
“แล้วพ่อแม่ล่ะ”
“ฉันคิดว่าเป็นเรื่องส่วนตัวนะคะ”
“มันแปลกเหรอ ถ้าฉันจะถามเธอในฐานะอาจารย์ อย่างน้อยฉันก็ควรได้รู้จักลูกศิษย์ตัวเอง ก็ไม่ผิดไม่ใช่เหรอ” ถึงจะบอกว่าไม่ใช่เวลา แต่ถ้าพูดถึงหน้าที่ของที่ปรึกษามันก็เป็นอย่างหนึ่งที่รู้ได้ไม่ใช่เหรอ
“พ่อแม่เสียไปหมดแล้วค่ะ” เสียงเขมมินทราถอนหายใจออกมาเบาๆ ก่อนจะยอมตอบ
แต่คำตอบของเธอมันก็พอทำให้ผมเข้าใจได้ ว่าทำไมเธอถึงเลือกทำอาชีพนี้ เพราะตัวคนเดียว เลยต้องหาทางหาเงินส่งตัวเองเรียนสินะ
“งานนี้พอกับค่าเทอมไหม” ผมถามเธอออกไป นั่นยิ่งทำให้ผมไม่อยากเชื่อว่าเธอไม่รับงานนอก เพราะค่าเทอมมหาลัยผมมันแพงมาก
“ได้ทุนเรียนจนจบค่ะ” อ๋อ มิน่าล่ะถึงได้เลือกเรียนเอกชน
“ถ้าฉันให้เธอทำงานที่ปลอดภัยกว่างานนี้ ได้เงินดีกว่างานนี้ จะทำไหม” นั่นทำให้เธอมองหน้าผมอีกครั้ง
เขมมินทรา
“งานอะไรคะ” ฉันถามออกไปอย่างไม่ไว้ใจ ฉันก็ไม่รู้เหมือนกัน แต่เวลาได้มองหน้าอาจารย์วินท์ ฉันรู้สึกว่าสายตาของเขามันดูแปลกๆ ยังไงก็ไม่รู้
“......” คนตรงหน้ายังไม่ได้ตอบ แต่กลับมองหน้าฉันนิ่งมาก
“.....” ฉันคาดเดาอะไรไม่ออกเผลอเม้มหลุบตาลงเพื่อหนีสายตาคู่นั้นที่ยิ่งมองเหมือนถูกยิ่งดึงดูดให้สับสนมึนงง
“ชงเหล้าสิ” แล้วเสียงอาจารย์วินท์ก็ดังขึ้น ทำให้ฉันหันไปรับแก้วที่เครื่องดื่มหมดจากเขา ก้มหน้าก้มตาชงเหล้าต่อ แล้วก็ยื่นให้เขาอีกครั้งหลังชงเสร็จ
“นี่ค่ะ”
“ชนหน่อยไหม” เขาพูดพร้อมกับยกแก้วทำให้ฉันปฏิเสธไม่ได้
“ค่ะ” ฉันตอบรับไป ก่อนจะยกแก้วขึ้นชนกับเขา
หลังจากชนแก้วเสร็จแล้วเขาก็ยกขึ้นดื่มอย่างไม่รีบร้อน ต่างจากฉันที่รู้สึกทำตัวไม่ถูกจนเผลอกระดกดื่มหมดแก้วทีเดียว เพราะที่นั่งตั้งนานฉันก็ยังไม่ได้เติมเลยสักครั้ง เลยไม่คิดว่าแค่แก้วนี้รวดเดียวจะมีปัญหาอะไร
“แล้วอาจารย์...คุณสอนที่นั่นมานานหรือยังคะ ฉันไม่เคยเห็นเลย” ระหว่างเรามันเงียบเกินไปจนฉันรู้สึกอึดอัด เลยทำหน้าที่ของตัวเองเหมือนทำกับคนอื่น เป็นฝ่ายถามและชวนคุย
“ก็ได้สามปีแล้วล่ะ”
“อ๋อ แต่ไม่เคยเห็นอาจารย์เลยนะคะ” ทั้งที่ฉันก็เข้าเรียนตลอด กิจกรรมก็ไม่เคยขาด อยู่มหาลัยเป็นว่าเล่น แต่กลับไม่เคยเห็นหน้าเขาเลยแม้แต่ผ่านๆ
“ที่ไม่เจอเพราะปกติฉันสอนแค่ปีสี่ แต่ว่าปีนี้มันมีอะไรเปลี่ยนแปลง เลยได้ลงมาสอนปีสามแล้วก็เป็นที่ปรึกษาด้วยเลย” อาจารย์พูดให้ฟัง แต่ก็คงจะจริงนั่นแหละ เพราะเทอมนี้ฉันเห็นอาจารย์น้อยท่านมาก เห็นว่ามีงานที่พวกท่านต้องเร่งทำประเมินอะไรก็ไม่รู้ ถ้าต้องมาสอนก็อาจจะไม่เต็มที่
“อาจารย์อายุเท่าไหร่เหรอคะ” คงไม่เสียมารยาทหรอกใช่ไหมที่ถามเรื่องอายุ แต่ฉันก็อยากรู้นี่ เห็นหน้าตาเขาดูเด็กมาก แต่กลับเป็นอาจารย์แล้ว
“ยี่สิบแปด ทำไม” อาจารย์วินท์ตอบแล้วถามกลับ
“อายุยังไม่มากเลย อาจารย์บรรจุแล้วเหรอคะ” ฉันพูดด้วยความตื่นเต้น เพราะเขาอายุยังไม่มากจริงๆ
“ไม่ ปกติฉันเน้นงานบริหาร เลยไม่คิดจะเป็นอาจารย์จริงจัง” มากกว่าที่ฉันคิด แค่เป็นอาจารย์ในอายุขนาดนี้ฉันก็ว่าเขาเก่งแล้ว แต่นี่เขาบอกว่าทำงานบริหารด้วย
“เก่งจังเลยค่ะ” ฉันพูดออกไปอย่างชื่นชมจากใจ
“ถ้าไม่เก่งฉันจะกล้ามาสอนใครเขาล่ะ” ก็นั่นสินะ ถ้าไม่เก่งจะมาสอนคนเป็นร้อยเป็นพันได้ยังไง แบบนั้นคงขายหน้าแย่
“นั่นนะสิคะ...อึก!” ฉันพูดขึ้น แต่ยังไม่จบประโยคฉันก็ต้องชะงักกับความรู้สึกที่แปลกไป
“เป็นอะไร?” อาจารย์วินหันมาถาม
“ไม่รู้ค่ะ อยู่ๆ ก็รู้สึกคอแห้ง แล้วก็ร้อนๆ” ฉันตอบกลับไปอย่างเริ่มจะยากลำบาก
“แพ้เหล้าหรือเปล่า” อาจารย์วินท์ถามอีกครั้งแล้วขยับมาดูอาการฉันใกล้ๆ นั่นยิ่งทำให้ฉันร้อนกว่าเดิม
“ไม่นะคะ เหล้านี้ฉันเคยกินอยู่” เพราะว่าเหล้านี้ฉันเคยกินและไม่เคยเป็นแบบนี้ ฉันยกมือขึ้นปาดเหงื่อของตัวเองที่ฝุดขึ้นตามกรอบหน้าและลำคอ
“คงไม่ได้ไปรับแก้วจากใครมั่วซั่วหรอกนะ”
“มะ...ไม่รู้สิคะ” ก่อนมาดูแลเขาก็ดูแลแขกโต๊ะอื่นมาก่อน เรื่องรับแก้ว แม้จะเป็นคนชงซะส่วนใหญ่ แต่ก็มีที่ลูกค้าเป็นฝ่ายชงให้บ้าง
“เหมือนเธอจะไม่ไหว ลางานไหมเดี๋ยวฉันไปส่ง” อาจารย์วินท์ถามอีกครั้ง
“เหมือนจะไม่ไหวจริงๆ ค่ะ” เพราะตอนนี้มันเริ่มร้อนมากขึ้น แล้วไหนจะความรู้สึกน่าอายที่ฉันเป็นอยู่อย่างพยายามเก็บซ่อน
แต่ยิ่งได้กลิ่นกายของอาจารย์วินท์ และสัมผัสจากมือเขาที่แตะมาที่แขนฉัน มันยิ่งทำให้ฉันรู้สึก...
“งั้นเดี๋ยวฉันไปส่ง เรื่องงานไม่ต้องห่วงเดี๋ยวฉันบอกไอ้เชนทร์ให้เอง” อาจารย์วินท์พูดพร้อมกับลุกขึ้นและจับมือฉันให้ลุกไปกับเขา
“คุณวินท์” ฉันเรียกชื่อเขาออกมา อยากจะบอกให้เขาปล่อยฉันเหลือเกิน ฉันกลัวว่าตัวเองจะทนไม่ไหว แล้วทำอะไรไม่ดีต่อเขา
“ไม่ต้องพูดอะไร รีบกลับไปจะได้หายากิน” อาจารย์วินท์พูดแล้วไม่สนใจอะไร ยังคงจูงมือฉันให้เดินตามเขาไปจนออกจากคลับมาถึงรถหรูคันหนึ่ง
“คุณวินท์ ฉัน...” ใจหนึ่งก็อยากปฏิเสธ แต่อีกใจหนึ่งมันก็อยากไปกับเขา ฉันพูดไม่ออก มันเหมือนกับด้านดีและด้านร้ายกำลังเถียงกันและหาข้อสรุปไม่ได้
“ขึ้นรถ ไม่ต้องพูดมาก” อาจารย์วินท์พูดด้วยเสียงดุกว่าปกติแล้วจับฉันยัดเข้าไปในรถ
ฉันยอมนั่งอยู่ในรถด้วยอาการที่มันเริ่มจะไม่ไหวแล้ว มันเหมือนกับจะห้ามตัวเองไม่ได้แล้ว
และไม่นานอาจารย์วินท์ก็ขึ้นรถมาแล้วขับออกจากคลับ ฉันหันไปมองหน้าอาจารย์วินด้วยความรู้สึกที่ไม่เป็นตัวของตัวเอง
“คุณวินท์”