“ปล่อยนะ ปล่อยฉัน!”
เสียงหวานกรีดร้องดังลั่นเมื่อถูกคุกคามด้วยร่างสูง
หญิงสาวพยายามดิ้นสุดชีวิตเพื่อให้หลุดพ้นจากพันธนาการ แต่กลับกลายเป็นว่ายิ่งเธอดิ้น ความต้องการของเขาก็ยิ่งเพิ่มมากขึ้น
เซนกำลังร้อนรุ่มไปทั้งตัว
“บอกให้ปล่อยไง!” หญิงสาวดิ้นไม่หยุด
“ถ้าคิดจะเก่งมันก็ต้องเก่งให้ตลอดสิ” คนพูดยิ้มหยัน มือหนารวบข้อมือเล็กทั้งสองข้างขึ้นไปไว้เหนือศีรษะของผู้เป็นเจ้าของ
“คุณมันบ้า! ทำแบบนี้กับฉันได้ยังไง”
นาเดียตะคอกถาม ดวงตาแดงก่ำ
บ้าที่สุด! ทำไมเธอต้องมาเสียท่าให้เขาอยู่เรื่อย
“ทำไมฉันจะทำไม่ได้ เธอวิเศษวิโสมาจากไหนเหรอ”
ชายหนุ่มย้อนถามด้วยใบหน้ายียวน
“ฉันจะฟ้องคุณแม่ ฉันจะบอกท่านว่าคุณทำเลวระยำอะไรกับฉันเอาไว้บ้าง!” คนใต้ร่างหลับหูหลับตาพูดเพราะความโกรธ
โดยที่เธอไม่รู้เลยว่าคำพูดของตนนั้นกำลังนำภัยมาสู่ตัว
เซนที่ตอนแรกแค่อยากจะแกล้งร่างบางเล่น พอได้ยินประโยคนี้เข้าไป อารมณ์หยอกล้อก็วิบหายไปในพริบตา ชายหนุ่มกัดกรามแน่น จ้องมองใบหน้าหวานดุดัน
“เมื่อกี้เธอว่าอะไรนะ จะฟ้องคุณแม่เหรอ”
คนพูดเสียงหยัน เป็นเหตุให้ร่างบางต้องลืมตามองความเป็นไปตรงหน้า สิ่งแรกที่เธอเห็นก็คือ ใบหน้าหล่อเข้มที่กำลังถมึงทึง
“คุณ…”
“บอกสิ บอกเลย” ชายหนุ่มท้าทาย
“บอกแล้วก็บอกให้หมดเลยนะ บอกทุกท่า บอกด้วยว่าเธอร้องครางแบบไหนตอนที่อยู่ใต้ร่างฉัน บอกว่าเธอดิ้นพล่านจะเป็นจะตายยังไงตอนที่ฉันเข้าไปในตัวเธอ บอกว่าร่างกายของเธอมันตอบสนองฉันมากแค่ไหน”
“หยุดพูดนะ!” นาเดียไม่อาจทนฟังคำพูดเหล่านั้น
“บอกให้หมด!!!”
เซนตวาดลั่น มือหนาบีบข้อมือเล็กแน่นขึ้นกว่าเดิม
“เจ็บนะ”
“ยังจะกล้าบอกอีกไหม!” เขาไม่สนในความเจ็บปวดของเธอ ดวงตาคมกริบคาดคั้นเอาคำตอบจากร่างบาง หญิงสาวเม้มริมฝีปากแน่น น้ำตารินไหลอาบแก้มนวลทั้งสองข้าง เสียงสะอื้นเบาๆ เล็ดลอดออกมาจากริมฝีปากอวบอิ่ม
“จะร้องทำไม” ยิ่งเขาดุดันมากเท่าไหร่ น้ำตาเจ้ากรรมมันก็ยิ่งไหลมากเท่านั้น นาเดียไม่อาจข่มกลั้นมันได้อีกต่อไป เมื่อความเจ็บที่เธอได้รับมันยากเกินเยียวยา
“เป็นบ้าอะไรวะ จะร้องหาพระแสงอะไร” ยิ่งเห็นว่าเธอเอาแต่ร้องไห้ คนบ้าเลือดอย่างเขาก็ยิ่งหงุดหงิด
“แม่งเอ๊ย!”
ร่างสูงใหญ่ลุกขึ้นนั่งอย่างหัวเสีย ยกมือขึ้นลูบใบหน้าคมคายแล้วปรายตามองคนที่เอาแต่นอนสะอื้นไม่หยุด ชายหนุ่มกัดปากด้วยความโมโห ก่อนจะลุกขึ้นยืนแล้วหยิบหมอนปาใส่หน้าเธอ
“ร้องให้ตายไปเลย น่ารำคาญ!”
ว่าจบร่างหนาก็เดินออกจากห้องไปอย่างรวดเร็ว เสียงปิดประตูดังสนั่นบ่งบอกอารมณ์ของผู้กระทำว่าตอนนี้กำลังเดือดแค่ไหน นาเดียค่อยๆ พยุงร่างกายตัวเองให้ลุกขึ้นนั่งพิงหัวเตียง ร่างบางยังคงร้องไห้ไม่หยุด เธอไม่ได้เสียใจที่ถูกเขาดูถูก แต่เธอเสียใจที่ตัวเองไม่สามารถทำอะไรเขาได้เลย แม้แต่จะปกป้องตัวเองยังไม่มีสิทธิ์ ถ้าย้อนเวลากลับไปได้เธอจะไม่ยอมเป็นลูกบุญธรรมของคุณแม่ เธอจะไม่ยอมมาอยู่ที่นี่
หญิงสาวนั่งคิดอะไรเรื่อยเปื่อย โดยเฉพาะความหลังที่เธอเข้ามาเป็นส่วนหนึ่งของครอบครัวนี้ในวันแรก ตอนนั้นเธอเพิ่งเรียนอยู่ในระดับชั้นประถมศึกษาปีที่สาม เธอเป็นเด็กผอมแห้ง ดูขี้โรค เป็นคนเงียบๆ ไม่ค่อยชอบเล่นกับคนอื่น และไม่ชอบคุยกับคนแปลกหน้า ในสายตาของเพื่อนในห้องเธอจึงดูเป็นเด็กประหลาดแตกต่างไปจากทุกคน แม้แต่คุณครูประจำชั้นยังไม่อยากจะยุ่งกับเธอสักเท่าไหร่นัก แต่นั่นคงเป็นเพราะเธอเป็นเด็กกำพร้ามาตั้งแต่เกิด อยู่บ้านเลี้ยงเด็กกำพร้ามาตั้งแต่เล็ก ทำงานช่วยเหลือตัวเองทุกอย่าง ด้วยความลำบากที่พบเจอ จึงหล่อหลอมให้เธอเข้มแข็งและชอบอยู่ตัวคนเดียวมากกว่าไปเที่ยวเล่นตามประสาเด็กทั่วไป
อีกอย่าง เธอไม่ชอบเวลาที่ถูกเพื่อนๆ มองด้วยสายตาดูถูก และคำพูดถากถางว่าเธอไม่มีพ่อไม่มีแม่
สิ่งเหล่านั้นทำให้เธอเลี่ยงที่จะอยู่ในกลุ่มคนหมู่มาก
แต่แล้ววันหนึ่ง สวรรค์ก็เข้าข้างคนยากไร้เช่นเธอ พระเจ้าทรงเมตตาส่งผู้หญิงฝรั่งใจดีคนหนึ่งมาให้พบเจอกับเธอ มาดามเธียน่า แกริค เข้ามาทำบุญกับทางบ้านเด็กกำพร้าที่เธออาศัยอยู่ แล้วก็ได้พบเจอกับเธอเข้า ตอนนั้นเธอยังจำสายตาของท่านได้เป็นอย่างดี
สายตาที่มองเธอด้วยความเอ็นดู
15 ปีที่แล้ว
“คุณป้าคะ หนูเอามาคืนค่ะ”
เด็กน้อยดวงตากลมโตยื่นกระเป๋าเงินสีทองราคาแพงให้กับแหม่มฝรั่ง ด้วยความที่หนูน้อยพูดเป็นภาษาไทย จึงทำให้เธอไม่เข้าใจในความหมาย มือเรียวขาวสะอาดกวักมือเรียกเลขาคนสนิทให้เข้ามาใกล้ตน
“อะไรครับหนู?”
เสียงเข้มเอ่ยถามอย่างใจดีเป็นภาษาไทย
“หนูเก็บกระเป๋าตังค์ของคุณป้าได้ค่ะ เลยเอามาคืน”
เสียงเล็กตอบด้วยความใสซื่อตามประสา ชายหนุ่มยิ้มก่อนจะเอื้อมมือไปหยิบกระเป๋าตังค์จากเด็กหญิงมาถือไว้ในมือ แล้วส่งมันให้กับผู้เป็นเจ้าของ พลางกับซุบซิบๆ กับเจ้านายด้วยรอยยิ้ม แหม่มฝรั่งย่อตัวลงมาลูบศีรษะของเด็กน้อยด้วยความเอ็นดู
“Thank you” ภาษาต่างถิ่นที่เด็กหญิงไม่คุ้นเคย ใบหน้าเล็กเหลอหลาจนน่าหมันเขี้ยว
“เธอขอบคุณหนูน่ะจ้ะ”
เป็นหน้าที่ของชายหนุ่มที่ต้องแปลอังกฤษเป็นไทย เมื่อได้ฟังคำแปลหนูน้อยก็ยิ้มกว้างอวดฟันหลอ
“ไม่เป็นไรค่ะ พี่เลี้ยงที่นี่สอนว่าหากเราเก็บของๆ ผู้อื่นได้ เราก็ต้องนำมาคืนค่ะ ถ้าไม่คืนเราจะดูเป็นเด็กไม่ดี หนูอยากเป็นเด็กดีค่ะ” เสียงเล็กเอ่ยแจ้ว มาดามเธียน่าเลิกคิ้วหันหน้าไปหาเลขาคนสนิท มองเป็นนัยๆ ว่าช่วยแปลให้ฟังหน่อยสิ ? คนถูกมองอมยิ้มก่อนจะถ่ายทอดทุกถ้อยคำของเด็กหญิงตัวน้อยออกมาเป็นภาษาอังกฤษ
เพียงเท่านั้น รอยยิ้มอบอุ่นก็ผุดขึ้นที่ริมฝีปากของผู้ที่เพิ่งเข้าใจความหมาย มาดามเธียน่าพูดอะไรสักอย่างกับชายหนุ่ม ก่อนที่ชายหนุ่มจะแปลให้กับเด็กน้อยฟังอีกครั้ง และคราวนี้ประโยคของมันก็ช่างยาวเหยียดกว่าตอนแรกนัก
“เธอบอกว่าหนูเป็นเด็กดีและน่ารักมาก อายุเท่าไหร่ครับ”
“ขอบคุณค่ะ” เด็กหญิงพนมมือไหว้ที่ผู้ใหญ่ชม ก่อนจะตอบคำถามถัดมา “หนูอายุ 9 ขวบค่ะ” รอยยิ้มหวานไร้เดียงสา
คำพูดของเจ้าหนูถูกแปลให้กับผู้เป็นนายฟังอีกครั้ง
มาดามเธียน่ายิ้มหวาน ก่อนจะพูดอะไรสักอย่างกับชายหนุ่มที่รับหน้าที่เป็นล่ามในครานี้ เลขาคนสนิทมีสีหน้าที่ดูแตกตื่นไม่น้อยหลังจากที่ได้ฟังจนจบ
“หนูจ๊ะ เจ้านายของฉันเขาอยากจะอุปการะหนู หนูตกลงไหม” ชายหนุ่มเอ่ยถาม
“คะ?” เด็กน้อยที่ดูจะงงๆ
“เจ้านายฉันอยากมีลูกสาว แล้วตอนนี้ก็ชอบหนูมาก อยากได้หนูมาเป็นลูกสาวน่ะจ้ะ หนูจะตกลงไหม”
คำว่า ลูกสาว ทำให้หัวใจดวงน้อยมีชีวิตชีวาขึ้นมา
เด็กหญิงยิ้มกว้างพยักหน้าอย่างสุดซึ้ง
“ตกลงค่ะ หนูอยากมีแม่ หนูจะได้มีแม่แล้ว เย้ๆ”
เธอก็ไม่ปฎิเสธหรอกนะว่าตลอดเวลาที่ผ่านมาเธอไม่มีความสุข เพราะมาดามเธียน่าดูแลเธอเป็นอย่างดี ให้ทั้งความรัก ความอบอุ่น ทำให้เธอสัมผัสได้ถึงความรู้สึกของการมีแม่เหมือนเด็กคนอื่นๆ วันแรกที่เธอมาอยู่กับท่านที่อเมริกา เธอจึงได้รู้ว่าท่านมีลูกชายแล้วหนึ่งคน ลูกชายของท่านอายุมากกว่าเธอสิบปี ตอนนั้นเขากำลังเป็นเด็กหนุ่มวัยรุ่นที่ดูใจดีและน่าเข้าหา
สายตาของเซนตอนที่มองเด็กหญิงผิวขาวตัวผอมโคร่งในตอนนั้นมีแต่ความรักใคร่และเอ็นดู
ชายหนุ่มทำหน้าที่เป็นพี่ชายที่แสนดีมาโดยตลอด เขาคอยดูแลเธอ และคอยเล่นกับเธออยู่เสมอ คอยฝึกปรือภาษาอังกฤษให้ และด้วยความคึกคะนองตามประสา ชายหนุ่มก็ชอบสอนคำแสลงตลกๆ ของภาษาอังกฤษให้กับเธอ ยิ่งเวลาที่เธอเอาไปพูดกับมารดา ชายหนุ่มก็ยิ่งสนุกสนานเป็นพิเศษ ตอนนั้นเธอมีความสุขมาก ชีวิตครอบครัวมันอบอุ่นแบบนี้นี่เอง นาเดียใช้ชีวิตราวกับเป็นซินเดอเรอล่ากลับชาติมาเกิดก็ไม่ปาน
แต่แล้วความสุขเหล่านั้นของเธอก็จางหายไป