“สวัสดีครับคุณอนาคิน” รันเอ่ยทักทายอีกฝ่ายก่อน ด้วยคิดว่าตำแหน่งหน้าที่ของอีกคนในบริษัทอยู่เหนือกว่าตัวเอง อีกฝ่ายพอเห็นรันก็ลุกขึ้นจากเก้าอี้และเดินเข้ามาหา
แหม่ .. ท่าทางระริกระรี้เกินไปรึเปล่าเอ่ยคุณพระเอก
“รัน .. สบายดีไหม ทำไมถึงไม่รับสายผมเลยล่ะ” นอกจากรีบลุกเข้ามาหายังทำท่าเหมือนจะเดินเข้ามาประคองรันอีกต่างหาก
รันเองก็ทำตัวไม่ถูกทั้งตื่นเต้นที่ได้เจอพระเอกของเรื่อง อีกทั้งไม่คิดว่าท่าทางของคนตัวสูงจะแสดงความห่วงใยออกมาต่อหน้าคนอื่นๆ ในที่ประชุม
อนาคินการละครมากนะไรท์นะ รันขออนุญาตฟ้อง ตั้งสามเดือนแล้วเถอะ ถ้าห่วงกันจริงก็คงไม่ต้องรอปักหมุดละมั้งว่าศรันภัทรอยู่ที่ไหน แค่ตามหาที่อยู่ใครสักคนมันก็เป็นสกิลของพระเอกอยู่แล้วนี่
แต่ที่รันคาดไม่ถึงอย่างที่สุดก็คืออนาคินคนนี้มีรังสีอะไรสักอย่างแผ่ออกมาจากตัว มันน่าจะเป็นรังสีของพระเอกแหละ ถ้ารันไม่เคืองอยู่ก็ไม่แน่หรอกนะว่าอาจจะเคลิ้มไปกับหน้าหล่อๆ นี่ก็ได้
แต่นี่ก็ไม่โอเคอยู่ไง รันไม่โอเคเลยอ่าไรท์!!
“ผมสบายดีครับคุณอนาคิน ดีใจที่ได้พบนะครับ” รันปรับสีหน้าพลางส่งยิ้มให้อีกฝ่ายก่อนจะแยกตัวออกไปนั่งที่เก้าอี้ของตัวเอง ถึงแม้ในใจกำลังส่งกระแสจิตไปฟ้องคุณไรท์อยู่ว่าพ่อพระเอกกำลังทำตัวไม่ตรงปก ~ อีกแล้วเหรอ!!
“ผมส่งข้อความไปหารัน แต่รันไม่เปิดอ่านเลย”
ส่งข้อความมาตอนไหน ไม่มีหรอก!! รันไม่เห็นเลยนะ
ตลอดเวลาเกือบสามเดือนที่การหมั้นหมายถูกยกเลิกไปก็ไม่มีข้อความจากอนาคินเลยสักข้อความ จะมีก็แค่สายโทรเข้าสองครั้งที่รันเลือกจะไม่รับสาย หรือรันจะเผลอกดบล็อกอีกฝ่าย
สงสัยมากแต่คงหยิบมือถือขึ้นมาเช็กเลยตอนนี้ไม่ได้มันเสียฟอร์ม มันดูอยากรู้อยากเห็นเกินไป อดทนไว้นะรันไม่ต้องอยากรู้อยากเห็น
พระเอกมันอาจจะหล่อเว๊ยแก ~ แต่พระเอกไม่ใช่ของเรา พระเอกต้องคู่กับนายเอก ตัวร้ายอย่างเราต้องถอย
แล้วเราก็ต้องถอยแบบสวยๆ ด้วย ใช่ไหมคุณรันตัวจริง
“เลิกประชุมรันไปเจอผมที่ห้องหน่อยนะ ผมมีเรื่องจะคุยด้วย”
พอเห็นว่ารันไม่หือไม่อือ คนที่ตำแหน่งสูงที่สุดในห้องประชุมก็ออกคำสั่ง รันรับคำเบาๆ จากนั้นก็หันไปให้ความสนใจกับเอกสารรายงานที่อยู่ตรงหน้าแทน
หลังจบการประชุม ประธานกรรมการบริหารก็ยืนรอรองประธานกรรมการบริหารอยู่ที่หน้าห้อง กรรมการบริหารหลายต่อหลายคนที่ให้ความสนใจกับความสัมพันธ์ของคนทั้งคู่แม้ว่าจะเดินผ่านไปแล้วแต่ก็ยังหันมามองอย่างสงสัยว่าทั้งสองคนจะมีท่าทียังไง
จนกระทั่งรันเดินออกมาและเดินเคียงคู่ไปกับอนาคิน พนักงานที่อยู่รายล้อมอยู่ก็มองด้วยสายตาอยากรู้อยากเห็น ถึงศรันภัทรจะพักงานในวงการไปแล้วแต่ความน่าสนใจก็ยังมีอยู่ ความสวยความน่ารักและเสน่ห์ของศรันภัทรไม่ได้จากหายไปเลย และตอนนี้ก็ยิ่งเพิ่มเติมความน่าสนใจเข้าไปอีกหลายส่วน
“คุณอนาคินมีเรื่องอะไรจะคุยกับผมเหรอครับ”
เข้ามาในห้องของประธานกรรมการบริหาร รันที่สะสมความอยากรู้อยากเห็นมาหลายชั่วโมงก็เอ่ยถามพ่อพระเอกทันที
“ตั้งแต่เกิดเรื่อง รันก็ไม่รับสายผมเลย” อนาคินเอ่ย
“คุณโทรมาแค่สองครั้ง อย่าพูดเหมือนคุณโทรหาผมเป็นสิบๆ สาย”
ถึงแม้จะเอะใจว่าอดีตคู่หมั้นเรียกตัวเองด้วยคำว่า ‘ผม’ แทนที่จะเป็น ‘รัน’ อย่างเมื่อก่อน แต่อนาคินก็ฮึบเอาไว้ก่อน บางทีศรันภัทรอาจจะกำลังโกรธเขาอยู่มากก็ได้
“ผมส่งข้อความไปหาเป็นร้อยข้อความ ก็ไม่เห็นว่าจะเปิดอ่าน”
“มีเรื่องอะไรที่เราสองคนจะต้องคุยกันเหรอครับ”
รันเชิดหน้าขึ้นอย่างไม่ยอมแพ้ เรื่องอะไรมาโยนความผิดมาให้เขา ตัวเองเป็นคนเอ่ยปากเรื่องถอนหมั้น แถมยังมองคุณรันเหมือนตัวร้ายที่รังแกแม่ของลูกตัวเอง ฝันไปเหอะว่ารันคนนี้จะพูดดีๆ ด้วย
อนาคินเองก็นิ่งไปไม่คิดว่าจะโดนอดีตคู่หมั้นโต้แย้ง
“เรารู้จักกันมาห้าปีนะรัน จะไม่ให้ผมห่วงคุณสักหน่อยเหรอ”
“ผมสบายดีครับ หรือถ้ามีปัญหาอะไรก็คงไม่ใช่คุณที่จะช่วยแก้ไขได้ ช่วงเวลาที่เลวร้ายที่สุดในชีวิตผมมันผ่านมาแล้วล่ะครับ แล้วมันก็ผ่านมาได้โดยที่ไม่มีคุณ”
ความขุ่นเคืองก่อตัวขึ้นในอกเงียบๆ ทั้งโกรธทั้งน้อยใจสารพัด นี่รันแค่เป็นคนอื่นที่อ่านนิยายแล้วหลุดเข้ามานะ ถ้าเป็นคุณรันจริงๆ ก็ไม่รู้ว่าเธอจะแสดงท่าทีแบบไหนออกมา ไม่แน่หรอก อาจจะไม่คุยกับพ่อพระเอกคนนี้เลยก็ได้
เจ้าชู้ดีนัก!!
“รันโกรธผม”
“ไม่โกรธก็แปลกแล้วล่ะครับ”
“ผมยังยืนยันนะรันว่าผมกับแม่ของน้องคิมไม่ได้มีอะไรเกินเลยกัน ผมแค่ต้องการดูแลน้องคิมแล้วก็ชดเชยสิ่งที่ผมทำให้เขาเสียหาย”
แล้วที่คุณรันเสียหายล่ะ? ความเจ็บปวดของคุณรันใครจะชดเชยให้ ยิ่งคิดรันก็ยิ่งโกรธนะ โกรธมากๆ ด้วย คิดว่าความลำบากของคนเรามันมีแค่เรื่องเงินเรื่องเดียวหรือยังไงกัน เกิดมาสวยมันก็เป็นเรื่องลำบากเหมือนกันนะเว้ย
“แล้วมันมีตรงไหนที่เกี่ยวข้องกับผมเหรอครับ ลูกก็ลูกของคุณ แฟนเก่าก็เป็นแฟนเก่าของคุณ อย่าบอกนะครับว่าที่เรียกผมมาก็เพื่อจะพูดคุยเรื่องนี้”
“ผมอยากให้เราเข้าใจกันนะรัน”
“ไม่มีความจำเป็นที่ผมจะต้องเข้าใจทุกการกระทำของคุณครับคุณอนาคิน คุณอยากจะทำอะไร อยากจะสนใจใคร หรืออยากจะดูแลใครมันก็เป็นสิทธิ์ของคุณทั้งนั้น ในท้ายที่สุดแม่ของน้องคิมคงน่ารักมากพอที่จะเป็นภรรยาของคุณได้ ผมจะรอยินดีในฐานะหุ้นส่วนบริษัทก็แล้วกัน ยังไงถ้าไม่มีเรื่องอื่นผมคงต้องขอตัว ผมเพิ่งจะเข้ามาทำงานในบริษัทยังมีอีกหลายอย่างที่ต้องเรียนรู้ ขอตัวนะครับ”
รันเอ่ยกับพระเอกของเรื่องก่อนจะลุกขึ้นจากเก้าอี้รับแขก ตอนที่กำลังจะก้าวเดินออกไปจากห้องก็ถูกมือแข็งแรงข้างหนึ่งคว้าตัวเอาไว้ก่อน
เอะ .. บักพระเอกหนิ
“ผมไม่ได้ต้องการจะยกเลิกการหมั้นหมายระหว่างเรา แต่ว่าข่าวของคุณมันค่อนข้างจะทำให้พ่อกับแม่ผมไม่ชอบใจ”
“ไม่ต้องโยนความผิดมาให้ผมหรอก คุณไม่ถามผมด้วยซ้ำว่าผมทำจริงๆ ไหมหรือทำไปเพราะอะไร ตอนนี้ก็ไม่จำเป็นต้องพูดอะไรอีก ไม่มีคุณเป็นคู่หมั้น ชีวิตผมก็สะดวกสบายดี รบกวนปล่อยมือด้วยนะครับ”
รันเอ่ยพร้อมกับตวัดสายตาไปมองไปยังอดีตคู่หมั้นของเจ้าของร่าง
หล่อนจะมาไม้ไหนพ่อพระเอก ขอร้องเลยนะ ช่วยเอาหนังหน้าหล่อกับกลิ่นตัวหอมๆ นี่ไปล่อลวงคนอื่น ปล่อยฉัน!!
“เราต้องร่วมงานกันนะรัน ผมไม่อยากให้ระหว่างเรามันมีบรรยากาศของความบาดหมาง”
พ่อพระเอกยังส่งสายตาเหมือนห่วงใยเสียเต็มประดามาให้รัน
“ผมแยกแยะเรื่องงานกับเรื่องส่วนตัวได้ อีกอย่างคุณอนาคินในตอนนี้ไม่ใช่คนที่ผมให้ความสนใจ ปล่อยได้แล้ว ถ้ายังไม่ปล่อยผมจะเรียกให้คนช่วย”
สีหน้าจริงจังของศรันภัทรในเวลานี้ทำให้อนาคินต้องปล่อยมือของคนตัวเล็กกว่าไป เขาเจอกับข้าวหอมแม่ของน้องคิมบ่อยๆ ก็จริง ถึงเขาจะมองว่าอีกคนน่ารักน่าเอ็นดูมันก็ใช่ แต่ความรู้สึกที่มีกับคนที่เพิ่งเดินหนีไปก็มีอยู่มากเหมือนกัน
ห้าปีที่คบหากันมาศรันภัทรเป็นคนรักที่ดีมาตลอด เขาคาดไม่ถึงว่าคู่หมั้นจะทำเรื่องอย่างการไประรานข้าวหอม หรือ .. การรับงานที่มันไม่เหมาะสม แต่ที่อีกฝ่ายพูดมันก็ถูก เขาไม่เคยถามว่าอีกคนทำไปทำไม หรือมีความจำเป็นอะไรถึงต้องทำ
แต่การที่เกิดเรื่องกับศรันภัทรแล้วตามมาด้วยข่าวการยื่นฟ้องหย่าของคุณกิตติ และเรื่องที่มีข่าวว่าศรันภัทรถูกคุณรัศมีทำร้ายร่างกายมันทำให้อนาคินรู้สึกว่าทุกอย่างมันแปลก แต่ในความแปลกที่ว่าคุณกิตติที่เขาได้เจอบ่อยๆ ก็ไม่ได้พูดอะไร
อนาคินก็รู้ว่านิสัยของคุณกิตติไม่ชอบพูดเรื่องส่วนตัวของตัวเองกับใครอยู่แล้ว ถ้าไม่สนิทชิดเชื้อก็ไม่มีทางได้รู้สิ่งที่ผู้อาวุโสกว่าคิด
ยิ่งเขาในตอนนี้ที่ไม่ได้มีฐานะเป็นคนในครอบครัวเหมือนเมื่อก่อนด้วย ไม่มีทางที่จะได้รู้ว่ามีอะไรเกิดขึ้นกับบ้านพรกรัณยพงศ์
ลึกๆ ในใจของอนาคินรู้สึกว่าไม่สามารถปล่อยศรันภัทรเอาไว้แบบนี้ เขารู้สึกว่ามันมีบางอย่างที่ไม่ถูกต้อง
ความสัมพันธ์ระหว่างอนาคินกับลูกชายอย่างน้องคิมดีขึ้นเรื่อยๆ ความเป็นอยู่ของสองแม่ลูกเองก็เช่นเดียวกัน ถึงแม้ว่าครั้งหนึ่งอนาคินเคยคบหาและมีความสัมพันธ์กับข้าวหอมในฐานะคนรักแต่ระยะเวลาที่คบหากันมันเป็นช่วงระยะเวลาสั้นๆ แค่ไม่กี่เดือน
อนาคินยอมรับว่าข้าวหอมเป็นเพศพิเศษที่มีความน่ารักอยู่ในตัวมาก มากกว่าคนอื่นๆ ที่เขาเคยคบหาแต่มันก็ไม่ได้มากไปกว่าศรันภัทรที่เป็นอดีตคู่หมั้น
ส่วนนิสัยอนาคินก็ไม่อยากจะการันตีว่าดีหรือไม่ดี สัมพันธภาพระหว่างเขากับข้าวหอมมันอาจจะดีขึ้นกว่าช่วงที่กลับมาเจอกันใหม่ๆ แต่มันก็แค่ดีขึ้น ไม่ได้หมายถึงเขาจะรักหรือชอบข้าวหอม เขายอมรับว่าหลายครั้งตัวเองมีท่าทีเหมือนหึงหวงก็เพราะว่าเขารู้จักผู้ชายบางคนดี ดีเกินกว่าจะปล่อยให้ข้าวหอมไปรู้จักมักคุ้นจนความสัมพันธ์พัฒนาเป็นอย่างอื่น
‘อรรถกร’ เป็นลูกพี่ลูกน้องของเขา ทำไมเขาจะไม่รู้ว่าหมอนั้นระยำตำบอนแค่ไหน แล้วรู้สึกเหมือนวันนี้หมอนั้นก็เดินเข้ามาในห้องประชุมพร้อมกับอดีตคู่หมั้นของเขาด้วย
ถึงแม้จะเชื่อมั่นอยู่ลึกๆ ว่าศรันภัทรจะมีภูมิต้านทานมากพอที่จะไม่หลงกลของคนหน้าไหว้หลังหลอกอย่างอรรถกรแต่เขาก็อดห่วงไม่ได้ แต่ยิ่งเห็นสายตาที่อีกฝ่ายมองมาที่เขาอย่างขุ่นเคือง อนาคินกลับรู้สึกว่าหัวใจของเขามันโหวงๆ ยังไงบอกไม่ถูก
สามเดือนที่เลิกรากันไปเขาโทรหาคนตัวเล็กแค่สองครั้งก็จริง แต่เขาส่งข้อความไปหาคนตัวเล็กแทบจะทุกวันเพื่อถามไถ่ข่าวคราว และที่ไม่โทรซ้ำๆ เพราะเขารู้ว่าตัวเองก็มีส่วนผิดที่ทำให้เรื่องราวมันบานปลาย เขาคิดว่าคนตัวเล็กน่าจะยังโกรธอยู่
การส่งข้อความมันดูให้พื้นที่กับอีกฝ่าย อยากตอบเมื่อไหร่ หรือแค่อ่านแล้วไม่ตอบมันก็คืออีกฝ่ายได้รับรู้สิ่งที่เขาคิด แต่เอาจริงๆ ตอนนี้เขาค่อนข้างจะแน่ใจแล้วว่าศรันภัทรบล็อกเขา ไม่ใช่แค่เมินข้อความ
“เป็นไงบ้างล่ะ เป็นประธานในที่ประชุมใหญ่ครั้งแรก ราบรื่นดีไหม”
คุณครองภพถามลูกชายในตอนเย็นของวันเดียวกันกับที่อนาคินเจอกับอดีตคู่หมั้นหมาย
“ทุกอย่างราบรื่นดีครับพ่อ”
“ราบรื่นแน่ใช่ไหม” คุณอรนภาที่นั่งอยู่ข้างๆ สามีเอ่ยถามขึ้นมาบ้าง
“คุณแม่หมายถึงเรื่องอะไรล่ะครับ”
พอนั่งลงที่โซฟาในห้องนั่งเล่นเรียบร้อย อนาคินก็ถูกซักไซ้ไล่เลียงเหมือนเด็กๆ ทำไมเขาจะไม่รู้ว่าแม่ของเขาหมายถึงเรื่องอะไร ไม่ได้หมายถึงเนื้อหาของการประชุมแน่นอนล่ะ
“เราก็น่าจะรู้นะว่าแม่ห่วงเรื่องอะไร” คุณอรนภาเอ่ยขึ้นอีก
“มันไม่มีอะไรน่าห่วงเลยครับแม่”
“ดูเรามั่นใจนะว่าไม่มีอะไรน่าห่วง”
“ผมกับรันเราคบหากันมาเกือบห้าปี ผมรู้จักเขาดีครับ รันไม่มีทางเข้ามาวุ่นวายกับผม มีแต่ผมนี่แหละที่จะไปวุ่นวายกับเขา”
“แล้วทำไมเราต้องไปวุ่นวายกับทางนั้น ก็เห็นๆ อยู่ว่าเขาใจร้ายกับลูกกับเมียเราแค่ไหน”
“แม่ครับ ข้าวหอมเคยเป็นแฟนผมเมื่อหลายปีผ่านมาแล้ว ตอนนี้หน้าที่ของผมคือพ่อของน้องคิม ผมไม่ชอบเลยที่แม่เรียกข้าวหอมว่าเมียผม อีกอย่างรันก็ไม่ได้ใจร้ายกับน้องคิมเลย เหตุการณ์วันนั้นผมก็อยู่ข้างๆ รันเข้ามาต่อว่าผม ต่อว่าข้าวหอม ไม่ได้มีประโยคไหนที่พูดเรื่องน้องคิมเลย เรื่องถอนหมั้นก็เหมือนกัน ผมยอมรับว่าผมโพล่งออกไปเพราะโกรธ ทั้งผมทั้งรันตอนนั้นเราก็โกรธกันทั้งคู่”
“เขาไม่ซื่อสัตย์กับเรานะคิน แม่ไม่อยากให้เราคิดว่าเรากับศรันภัทรจะเดินด้วยกันต่อได้ แม่ไม่มีทางยอมรับคนที่ทำตัวผิดศีลธรรมแบบนั้นเข้ามาเป็นสะใภ้” คุณอรนภาเอ่ยขึ้นอีก ตั้งแต่ศรันภัทรมีข่าวฉาว ความเอ็นดูที่เคยมีให้ก็มลายหายไปหมดแทบไม่เหลือ
“เอาเถอะคุณ วันนี้ลูกก็น่าจะเหนื่อยมาทั้งวันแล้ว เรื่องนี้ก็ให้มันจบไปเถอะ บ้านพรกรัณยพงศ์เขาก็ไม่ได้มีท่าทีว่าอยากจะดองกับเราต่อเหมือนกัน พูดไปก็ไม่มีประโยชน์”
คุณครองภพรู้จักกับคุณกิตติมานานพอสมควร พอจะรู้นิสัยของอีกฝ่ายอยู่บ้าง วันที่ทางนั้นแวะมาที่บ้านเพื่อพูดคุยหาทางออกของปัญหา พอคุณอรนภาพูดเรื่องถอนหมั้น ทางนั้นก็ไม่คัดค้านซ้ำยังเอ่ยปากจะคืนของหมั้นทุกอย่างด้วยซ้ำ
ไม่มีทางเสียหรอกที่ทางนั้นจะวนกลับมาหาลูกชายของเขา มีแต่ทางลูกชายของเขานี่แหละที่ยังโลเล ไม่รู้ทิศทางที่ตัวเองอยากจะเดิน