EPISODE 09

3347 คำ
EPISODE 09  ไม่น่าเชื่อเลยว่าทั้งหมดที่เกิดขึ้นจะเป็นเรื่องจริง เมื่อคืนหลังจากเกิดเหตุการณ์เลวร้ายที่สุดในชีวิตของฉัน ไม้โทก็พาฉันกลับมาที่คอนโด แต่ฉันดันหลับไประหว่างทาง จำไม่ได้ด้วยซ้ำว่าฉันเข้าไปนอนอยู่บนเตียงในห้องเขาได้ยังไง แต่ก็พอจะเดาได้ว่าเขาคงอุ้มขึ้นมานั่นแหละ ฉันสะดุ้งตื่นขึ้นมาอีกทีตอนกลางดึก แล้วก็ไม่สามารถข่มตาหลับได้อีกเลย เพราะทุกครั้งที่ปิดเปลือกตาลง ภาพของผู้ชายแปลกหน้าที่มีรอยสักเต็มตัวกำลังพยายามจะปลุกปล้ำฉันก็แวบเข้ามาจนฉันต้องสะดุ้งตื่นทุกครั้ง หนักเข้าก็ทำให้คนที่นอนอยู่ข้างๆ ลืมตาขึ้นมามอง ซึ่งถึงแม้ไม้โทจะไม่ได้พูดหรือถามอะไรแต่ฉันกลับรู้สึกเกรงใจเขาจนต้องเป็นฝ่ายลุกออกมานอนที่โซฟาตั้งแต่ตีหนึ่ง เพราะกลัวว่าอาการกระสับกระส่ายของฉันจะพลอยทำให้เขานอนไม่หลับไปด้วย “ล้นแล้วหวาน!” “โอ๊ยยย!” ฉันร้องเสียงดังด้วยความตกใจ ตามมาด้วยอาการปวดแสบปวดร้อนเพราะถูกน้ำร้อนที่กำลังกดใส่แก้วล้นออกมาจนลวกมือ สะบัดเท่าไหร่ก็ไม่หาย รู้ตัวอีกทีมือข้างนั้นก็ถูกไม้โทกระชากไปที่ซิงก์ล้างจาน จากนั้นเขาก็เปิดน้ำจากก๊อกน้ำให้ไหลผ่านมือฉันโดยที่เขายังคงจับข้อมือของฉันเอาไว้แน่น “ขอบคุณ” ฉันบอกเบาๆ เมื่อเริ่มรู้สึกดีขึ้น พูดไปก็ต้องบิดข้อมือไปด้วยเพื่อให้ไม้โทคลายแรงบีบที่ข้อมือออกเพราะเขาเล่นจับซะแน่นจนฉันรู้สึกปวด ไม้โทช้อนตามองฉันนิดหน่อยก่อนจะปล่อยมือของฉันออกแล้วขยับถอยออกไปเพื่อเว้นช่องว่างระหว่างเราเอาไว้ สายตาที่เขามองมาทำให้ฉันรู้สึกไม่ดีเท่าไหร่ เพราะรู้ตัวว่าฉันคงทำตัวน่ารำคาญใส่เขาอีกแล้ว “ไม่ไปเรียนเหรอ” ในเมื่อไม่รู้จะชวนเขาคุยเรื่องอะไรฉันก็ต้องถามไปเรื่อยเปื่อย เพราะขืนเขายังเอาแต่มองหน้าฉันแล้วเงียบอยู่แบบนี้ มีหวังเขาต้องถามถึงเรื่องที่เกิดขึ้นเมื่อคืนแน่ๆ และฉันไม่อยากพูดถึงมันอีก “เธอล่ะ” เขายังคงไม่ยอมตอบคำถามของฉันตรงๆ อีกเหมือนเคย “ไม่ไป ขอกินโอวัลตินหน่อยนะ เดี๋ยวสายๆ จะไปซื้อมาคืน” “มีเงิน?” ไม้โทย้อนถาม และคำถามของเขาก็ทำให้ฉันอยากจะกลั้นใจตายชะมัด ทั้งอายทั้งจนปัญญาที่จะแก้ปัญหาที่ตอนนี้มันกำลังประเดประดังเข้ามาจนฉันตั้งสติรับไม่ทันและไม่รู้ว่าควรจะจัดการกับเรื่องไหนก่อนดี คิดแล้วก็ยังงงตัวเองอยู่เหมือนกันว่าฉันอยู่มาได้ยังไงตั้งหลายวันโดยที่ไม่มีเงิน โชคดีที่เมื่อวานยัยปูนคืนเงินที่มันยืมฉันเมื่อวันก่อนมาให้ ก็เลยพอมีติดตัวบ้าง ตั้งใจว่าตอนเย็นจะซื้อของแล้วแวะกลับไปหาแม่ เสร็จแล้วจะกลับไปเอาเงินที่บ้านที่เก็บเอาไว้ในลิ้นชักหัวเตียงมาใช้ก่อนระหว่างที่กำลังจะหางานทำแต่ก็ดันเกิดเรื่องซะก่อน เมื่อวานหลังจากที่เลิกเรียนช่วงหัวค่ำ ฉันก็แวะซื้อของแล้วกลับไปหาแม่ที่บ้านอย่างที่วางแผนเอาไว้ ตั้งใจจะไปทำกับข้าวไว้ให้แบบทุกครั้งนั่นแหละ แต่ระหว่างที่ทำกับข้าวอยู่ฉันก็ได้ยินเสียงคนเดินเข้ามาทางด้านหลัง พอหันกลับไปจึงพบว่าไม่ใช่แม่ แต่ดันเป็นผู้ชายตัวผอมๆ สวมเพียงกางเกงยีนเก่าๆ ขาดๆ เสื้อไม่ใส่จนเผยให้เห็นรอยสักเต็มตัว มันพยายามจะปล้ำฉัน โชคดีที่แม่กลับมาเห็นเข้าซะก่อน แต่แทนที่แม่จะเข้าข้างฉัน แม่กลับเชื่อคำพูดมันที่บอกว่าฉันให้ท่ามัน วินาทีที่แม่ชี้หน้าด่าฉัน หาว่าฉันพยายามอ่อยไอ้สารเลวนั่นที่มีสถานะเป็นผัวใหม่แม่ เป็นอะไรที่ทำให้ฉันช็อกไปนานพอสมควร มันจุกจนพูดไม่ออก ตอนนั้นแม้แต่น้ำตาก็ไม่มีจะไหลจนสุดท้ายก็ตัดสินใจวิ่งออกมาเพราะทนกับความรู้สึกในจุดนั้นไม่ได้จริงๆ “ตกลงว่าเธอมีเงินแล้วใช่มั้ย” เสียงของไม้โทดึงฉันออกจากห้วงภวังค์ “มีสิ ยืมเพื่อนไง” “เหอะ คิดว่าจะแน่” “แน่สิ ยืมแน่ๆ เลยล่ะ” “อ่ะ นี่เงินเธอ พี่ไม้เอกบอกแล้วไม่ใช่เหรอว่าให้เธอใช้เงินวันละสามร้อย แต่ฉันหักวันละร้อยเป็นค่าเช่าห้อง เพราะงั้นสองร้อยบาท ขาดตัว” ไม้โทพูดพลางหยิบกระเป๋าตังค์ออกมาจากกระเป๋ากางเกงยีนสีซีดตัวใหญ่ๆ ที่เขาสวมอยู่ ก่อนจะหยิบแบงก์ร้อยออกมายื่นให้ฉันสองใบ ฉันยืนจ้องเงินสองร้อยบาทในมือของไม้โทอยู่สักพักอย่างไม่รู้ว่าควรจะทำยังไงกับมันดี และไม้โทคงรู้นั่นแหละว่าฉันกำลังจะปฏิเสธ เขาก็เลยเอื้อมมือมาคว้ามือฉันขึ้นไปแล้วยัดเงินใส่มือมาให้ “รับไปเถอะ” “แต่...” “นี่เป็นคำสั่ง...ของพี่ไม้เอก” ไม้โทย้ำอย่างนั้น พูดจบเขาก็ถอนหายใจออกมาเบาๆ ก่อนจะเดินอ้อมไปยังอีกฟากหนึ่งของโต๊ะแล้วลากเก้าอี้ออกเพื่อนั่งลง “เผื่อแก้วนึง ไม่ต้องล้น” สุดท้ายเขาก็ไม่วายจะกระแนะกระแหนฉันจนได้ ฉันทิ้งลมหายใจหนักๆ ออกมาก่อนจะเอื้อมมือขึ้นไปเปิดตู้แขวนเพื่อหยิบโอวัลตินออกมาอีกหนึ่งซอง จัดการฉีกมันใส่แก้ว กดน้ำร้อนใส่ตามลงไป จากนั้นก็หันไปคว้าช้อนคันเล็กๆ มาคนสองสามครั้งแล้วยกมันไปส่งให้คนที่นั่งรออยู่เงียบๆ แต่ฉันรู้นะว่าเขานั่งมองฉันอยู่ เพียงแต่ไม่อยากถามว่าเขามองทำไม “หวาน” เป็นอีกครั้งที่ฉันได้ยินไม้โทเรียกชื่อฉันชัดๆ ไม่ใช่เธอแบบทุกครั้งที่เราพูดกัน เสียงของเขาทำให้ฉันรู้สึกว่าก้อนเนื้อในอกกำลังเต้นเร็วจนน่ากลัว แต่กลับไม่ได้กำลังรู้สึกกลัวเขา หลังจากเหตุการณ์ที่ฉันคิดว่ามันเลวร้ายที่สุดในชีวิตของฉันแล้ว ฉันก็คิดว่าความน่ากลัวของไม้โทหรือจะเป็นพี่ไม้เอกเองก็ตาม ไม่ได้เศษเสี้ยวกับที่ฉันรู้สึกกลัวไอ้สารเลวนั่นเลยจริงๆ “ฉันขอเข้าไปอาบน้ำในห้องน้ำข้างในได้รึเปล่า อาบเสร็จแล้วจะออกมาอยู่ข้างนอก” “นั่งลง” “ฉัน...” “เธอหนีไม่พ้นหรอก ยังไงเราก็ต้องคุยกันเรื่องเมื่อคืน” ไม้โทพูดเสียงเรียบเหมือนเขาจะรู้ว่าฉันไม่อยากฟัง ซึ่งพอคิดๆ ดูแล้วมันก็คงจริงอย่างที่เขาพูด ต่อให้ตอนนี้ฉันจะไม่อยากพูดถึงเรื่องที่เกิดขึ้นอีก รวมถึงผลกระทบที่กำลังจะตามมา แต่สุดท้ายก็ต้องพูดอยู่ดี เพราะไม้โทคงไม่ปล่อยให้มันผ่านไปง่ายๆ รวมถึงพี่ไม้เอกด้วย ฉันเดาไม่ออกเลยว่าถ้าพี่ไม้เอกรู้เข้าเขาจะว่ายังไง แค่โดนเขาส่งมาอยู่กับไม้โทรวมถึงยึดบัตรเอทีเอ็มไปเพราะกลัวฉันจะเอาเงินที่คุณลุงให้ไปให้แม่ใช้ฉันยังอึดอัดจะแย่ ฟึ่บ! ทันทีที่ฉันนั่งลงที่เก้าอี้ฝั่งตรงกันข้ามกับไม้โท เขาก็ล้วงหยิบบางอย่างออกมาจากกระเป๋ากางเกง โทรศัพท์สมาร์ตโฟนเครื่องสีชมพูถูกวางลงตรงหน้าก่อนที่มือหนาจะผลักมันส่งคืนมาให้ เพราะมันคือโทรศัพท์มือถือของฉันเอง “ขอบใจ ฉันคงเผลอทำมันตกน่ะ คิดว่าหล่นหายบนถนนซะอีก” ฉันแกล้งว่า พูดจบก็เอื้อมมือไปเตรียมจะรับมันมาแต่ไม้โทกลับวางฝ่ามือของเขาทาบเอาไว้บนโทรศัพท์เครื่องนั้นของฉันเหมือนจะยังไม่ยอมคืนให้ง่ายๆ “พี่ไม้เอกเป็นคนเอามาคืน” ประโยคบอกเล่าของไม้โททำให้ลำคอของฉันแห้งผากกะทันหันจนต้องรีบกลืนน้ำลายลงคอไปอึกใหญ่ “นาย...บอกเขาแล้วเหรอ” “เปล่า เขาไปถึงที่นั่นก่อนที่เราจะไปถึง” “มะ...หมายความว่ายังไง” “หมายความว่าพี่ไม้เอกรู้เรื่องทั้งหมดแล้ว เขาฝากโทรศัพท์มาคืนให้เธอตั้งแต่เมื่อคืน แถมยังสั่งว่า...ห้ามไม่ให้เธอไปที่นั่นอีก เด็ด-ขาด” ไม้โทพูดช้าๆ ชัดๆ และเน้นคำว่าเด็ดขาดกับฉันอย่างตั้งใจ ระหว่างที่เขาพูดทุกคำออกมา เขาไม่หลบสายตาฉันเลยแม้แต่นิดเดียว “เข้าใจที่พูดมั้ย” “อืม” “หวาน” “เข้าใจ” “มองหน้าฉันแล้วพูด รับปากว่าเธอจะทำตามคำสั่งพี่ไม้เอก” “ฉัน...เข้าใจ” ฉันยืนยันออกไปแบบนั้น พูดแล้วมองตาไม้โทเหมือนที่เขาสั่งนั่นแหละ หวังว่าเขาคงจะพอใจที่ได้ยิน “แต่ทำไม่ได้?” คำถามของไม้โททำให้ฉันต้องลอบกลืนน้ำลายลงคออีกรอบ “ทำไม่ได้ใช่มั้ย” “ฉันรู้ว่านายกับพี่ไม้เอกไม่ชอบแม่ฉัน แต่จะดีหรือเลวยังไงนั่นก็แม่ฉันนะ ไม้โท” “แล้วเขาเคยเห็นเธอเป็นลูกรึเปล่า” ครืดดด “นั่งลง” “ฉันไม่อยากกินแล้ว” “ฉันสั่งให้เธอนั่งลง” ไม้โทย้ำเสียงดังเมื่อฉันยังพยายามจะยุติบทสนทนาของเราด้วยการลุกหนี “ฉันทำไม่ได้ และจะไม่โกหกนายด้วยว่าฉันจะไม่กลับไปหาแม่อีก ที่สำคัญฉันคิดว่าฉันไม่จำเป็นต้องขออนุญาตนาย หรือจะพี่ไม้เอกก็ตาม ถ้าเป็นเรื่องอื่นฉันทำได้หมด ยกเว้นแค่เรื่องนี้เรื่องเดียว ขอแค่เรื่องเดียวนะไม้โท” ฉันหันไปพูดกับไม้โทอย่างตรงไปตรงมา พูดไปน้ำตาไหลไปอย่างน่าอาย แต่ฉันขอแค่เขาเข้าใจ หรือแค่รู้สึกสงสารฉันบ้างสักนิดก็ยังดี เพราะแต่ไหนแต่ไรมาไม่ว่าพวกเขาจะสั่งหรือจะด่าจะว่ายังไงฉันก็ไม่เคยไม่ทำตามเลย แต่ขอแค่เรื่องนี้เรื่องเดียวจริงๆ “ถ้าจะไปต้องบอกฉันก่อน” ไม้โทตอบกลับมาเบาๆ แต่แววตาของเขากลับหนักแน่น ไม่ได้ฉายความลังเลหรือไม่แน่ใจออกมาเลยสักนิด มันทำให้ฉันรู้สึกว่าเขากำลังใจดีกับฉันใช่รึเปล่า “รับปากสิ เธอจะทำทุกอย่างตามใจตัวเองไม่ได้ ต้องเลือกสักอย่าง” “เดี๋ยวฉันจะคุยกับพี่ไม้เอกเอง นายจะได้ไม่ต้องเดือดร้อนไปด้วย” ฉันรีบพูด ฉันรู้ว่าไม้โทพยายามจะช่วยฉัน แต่ถ้าพี่ไม้เอกรู้เข้า เขาจะต้องเดือดร้อนไปด้วยแน่ๆ ยังไงซะตอนนี้เขาก็มีหน้าที่ดูแลฉันตามคำสั่งของพี่ไม้เอกที่ผลักฉันมาเป็นตัวภาระให้เขานี่นา ลึกๆ แล้วแอบรู้สึกดีใจและขอบคุณไม้โทนะที่อย่างน้อยเขาก็น่าจะเข้าใจความรู้สึกของฉันอยู่บ้าง “ไม่ต้อง” “นะ...นายหมายความว่ายังไง” “ไม่ต้องบอกพี่ไม้เอก ให้เรื่องนี้เป็นความลับระหว่าง...เรา แค่สองคน” ความลับระหว่างเรางั้นเหรอ เหมือนที่ฉันพยายามยื่นข้อเสนอกับเขาเมื่อวันก่อนแล้วบอกให้เขาเก็บเป็นความลับใช่รึเปล่า “นายแน่ใจเหรอที่พูด ถ้าพี่ไม้เอกเขารู้ทีหลังจะทำยังไง” “เธอไม่พูด ฉันไม่พูด เขาก็ไม่รู้หรอก แต่กติกาเหมือนเดิมคือไปได้แค่อาทิตย์ละสองครั้ง และทุกครั้งที่ไป เธอต้องบอกฉัน แล้วฉันจะเป็นคนไปส่ง” ไม้โทพูดออกมายาวมาก มันเป็นประโยคแรกที่เขาพูดกับฉันยาวๆ นับตั้งแต่เรารู้จักกันมา สายตาที่เขามองมาดูมุ่งมั่น แต่ฉันกลับสัมผัสมองเห็นความอ่อนโยนผ่านแววตาคู่นั้น ตลอดห้าปีมานี้ฉันไม่เคยเห็นและรู้สึกว่าเขาเป็นผู้ชายอบอุ่นแบบนี้มาก่อน ฉันจ้องมองใบหน้าของไม้โทเพราะยังรู้สึกไม่มั่นใจกับคำที่เขาพูด และพบว่าเขาเองก็ยังคงมองฉันอยู่ตลอดเวลาเหมือนกัน ซึ่งถึงแม้ว่าบนใบหน้าของเขาจะไม่มีรอยยิ้มที่อบอุ่น แต่ฉันกลับกำลังรู้สึกอย่างนั้น อย่างที่บอกว่าฉันขอแค่เขาเข้าใจ อย่างน้อยในวันเวลาที่ฉันรู้สึกแย่ เขาก็ไม่ได้ซ้ำเติม “นายแน่ใจนะ” “ถ้าเธอทำได้ อ้อ มีข้อแม้อีกข้อก็คือถ้าฉันไม่ว่างวันที่เธอจะไป เธอต้องรอ” “ดะ...ได้สิ ฉันตกลง” “ตามนั้น ถ้าเธอผิดข้อตกลงเมื่อไหร่ ฉันจะบอกพี่ไม้เอกทันที และถ้าเขารู้ รับรองได้ว่าเธอจะไม่ได้เจอแม่เธออีกแน่นอน” ไม้โทพูดทิ้งท้ายเหมือนจะขู่ แต่ฉันรู้ว่าเขาพูดเรื่องจริง ก่อนหน้านี้ฉันเคยได้ยินพี่ไม้เอกพูดกับคุณลุงเรื่องที่จะส่งฉันไปเรียนต่อเมืองนอกอยู่เหมือนกัน แต่ฉันไม่โกรธหรอกเพราะรู้ว่าพวกเขาหวังดี พวกเขาพยายามทำทุกทางเพื่อให้ฉันไม่ต้องกลับไปหาแม่ แม้พี่ไม้เอกอาจจะมีเจตนาแฝงเช่นการไม่อยากเจอหน้าฉันก็ตาม “ถึงวันนั้นจริงๆ เธอไม่มีสิทธิ์จะโกรธเขา” “ฉันรู้ ขอบใจนายมากก็แล้วกัน” ฉันรีบรับปากตกลงกับไม้โทเพราะกลัวว่าเขาจะเปลี่ยนใจซะก่อน ซึ่งพอฉันรับปากเขาก็ถอนหายใจเหมือนจะรู้สึกโล่งอกโล่งใจที่เราตกลงกันได้ด้วยดี ฉันนึกขอบคุณไม้โทในใจก่อนจะยิ้มให้เขาที่ยังคงนั่งมองฉันเหมือนกำลังประเมินความเสี่ยง รับรองว่าถ้าพี่ไม้เอกรู้เรื่องนี้เข้า ทั้งฉันและเขาได้เดือดร้อนไปตามๆ กันแน่ “วันนี้นายจะออกไปไหนรึเปล่า หิวมั้ย เดี๋ยวฉันทำอะไรให้กิน” ฉันถามพร้อมกับส่งยิ้มกว้าง แต่เขากลับมองเหมือนกลัวว่าฉันจะใส่ยาพิษลงไปในอาหารที่บอกจะทำให้เขากินยังไงอย่างงั้น เอาเป็นว่าอย่างน้อยตอนนี้ฉันก็สบายใจขึ้นมาได้นิดหน่อยเมื่อไม้โทไม่ได้พยายามถามถึงเรื่องเมื่อวานหรือว่าเอาแต่จะพูดจากดดันฉันเหมือนพี่ไม้เอก ไม่อย่างนั้นฉันคงเส้นเลือดในสมองแตกตายเข้าสักวัน “หิวเองแล้วอย่ามาอ้าง” “แฮ่ เอาน่า เป็นอันว่าตอนนี้เราญาติดีกันแล้วนะ” “เมื่อไหร่ ไม่ยักรู้?” ไม้โทรีบย้อนถามพลางช้อนตามองฉันเมื่อฉันขี้ตู่ทึกทักเอาเองว่าเราญาติดีกันแล้ว แต่ไหนๆ เราก็ลงเรือลำเดียวกันแล้วนี่นา เขาจะมาปั้นหน้าตึงประหยัดคำพูดกับฉันทำไมกัน ในเมื่อพูดยาวๆ ให้รู้เรื่องก็พูดได้นี่นา “ถ้านายไม่กิน งั้นฉันทำกินคนเดียวนะ” “เกรงใจ สะกดเป็นมั้ย” “เราญาติดีกันแล้วนี่ เมื่อกี้นี้เอง ไม่งั้นเมื่อคืนนายจะอุ้มฉันเข้าไปนอนในห้องทำไม เพราะงั้นตอนนี้เราคนกันเองแล้ว ไม่ต้องเกรงใจ” “เหอะ! รู้งี้น่าปล่อยทิ้งไว้ข้างล่างให้โดนผีหลอกซะให้เข็ด” ไม้โทแค่นหัวเราะในลำคอเบาๆ ก่อนที่เขาจะทำทีเป็นยกแก้วโอวัลตินตรงหน้าขึ้นจิบ ส่วนฉันก็แอบจิปากที่ถูกเขาเอาเรื่องที่ฉันกลัวผีมาล้อฉันอีกจนได้ คิดแล้วก็น่าเจ็บใจอยู่เหมือนกัน แต่ช่างเถอะ เพราะถึงเขาจะพูดจะหลอกให้กลัวยังไง เขาก็ไม่เคยปล่อยให้ฉันต้องอยู่แบบกลัวๆ คนเดียวสักที สุดท้ายก็ต้องพาฉันกลับมาถึงห้องอย่างปลอดภัยนั่นแหละ คิดได้ฉันก็ยิ้มให้บางๆ ก่อนจะเดินแยกออกมาเปิดตู้เย็นเพื่อหาวัตถุดิบในการทำมื้อเช้าอย่างง่ายๆ แม้จะรู้ดีว่าการที่ไม้โทกำลังเสแสร้งทำเป็นยอมฉันเพราะเขาแค่กำลังรู้สึกสมเพชฉัน แต่ฉันจะทำเป็นไม่รู้ไม่ชี้ก็แล้วกัน เพราะแบบนี้มันดีกว่าเวลาที่เราต้องมานั่งปั้นหน้าตึงใส่กันตั้งเยอะ เวลาที่เขาทำตัวสบายๆ แบบนี้ทำให้บรรยากาศในห้องน่าอยู่ขึ้นเป็นกอง “ไหนบอกว่าจะไปอาบน้ำ” “เดี๋ยวค่อยอาบก็ได้ วันนี้ฉันไม่ได้จะออกไปไหนหรอก นายล่ะ แต่งตัวหล่อแต่เช้า จะไปถ่ายแบบเหรอ” “เธอรู้?” “อืม คุณลุงเคยเล่าให้ฟัง แต่ส่วนมากจะรู้จากเพื่อนมากกว่า” “ใคร” “เพื่อนฉันที่มหา’ลัยน่ะ ยัยสองคนนั่นกรี๊ดนายจะตาย” ฉันเล่าพลางหยิบไข่กับเนื้อไก่ออกมา ดูเหมือนเมนูเช้าวันนี้จะเป็นข้าวผัดนะ เพราะนึกอะไรไม่ออกแล้วจริงๆ “แปลว่าเพื่อนเธอรู้” ไม้โทรีบถาม และฉันเข้าใจดีว่าเขาหมายถึงอะไร “ถ้านายหมายถึงเรื่องที่เรารู้จักกันน่ะ ยัยพวกนั้นไม่รู้หรอก ฉันไม่ได้บอกใครตามที่เคยตกลงไว้กับนายแล้วก็พี่ไม้เอกไงล่ะ แค่นี้ทำเป็นจำไม่ได้” ฉันยืนยันเพื่อให้ไม้โทสบายใจ แต่เหมือนเขาจะไม่เชื่อฉันสักเท่าไหร่เพราะพูดจนจบแล้วเขาก็ยังเอาแต่ช้อนตามองเหมือนจับผิด “ทำไม ไม่เชื่อเหรอ” “ไม่สักนิด” “ทำไมไมเชื่อ” “ห้าปีเลยนะ เธอปิดบังคนอื่นว่าไม่รู้จักฉันกับพี่ไม้เอกได้ยังไงตั้งห้าปี” ไม้โทถามออกมาตรงๆ แต่สำหรับฉันมันก็ไม่เห็นจะยากตรงไหน “ก็ทำเหมือนที่นายกับพี่ไม้เอกทำไง” ฉันย้อน พูดจบไม้โทก็ถึงกับอึ้งไปนิดหน่อย “กับฉันน่ะไม่แปลกหรอก เพราะฉันไม่ได้อยู่ที่บ้าน แต่กับพี่ไม้เอกนี่สิ ถามจริงว่าไม่เคยพาเพื่อนไปที่บ้านบ้างเหรอ หรือว่าเพื่อนไม่ถามบ้างรึไงว่าบ้านอยู่ไหน” เหมือนคำถามของไม้โทยังไม่จบง่ายๆ เลยนะ คุยกันไปคุยกันมาฉันว่าเขาพูดเก่งกว่าฉันซะอีก “ก็ถามบ้าง ฉันบอกว่าฉันอยู่กับคุณลุง แต่ไม่เคยมีใครไปที่บ้านหรอก ฉันเกรงใจคุณลุงน่ะ อีกอย่างนายคิดว่าพี่ไม้เอกเขาเข้ากับคนง่ายนักรึไง” “จะฟ้อง” “ชิ!” ฉันหันไปจิปากใส่ไม้โทเมื่อได้ยินเขาแกล้งบอกว่าจะเอาเรื่องที่ฉันนินทาพี่ไม้เอกไปฟ้องพี่ไม้เอก ก่อนจะหันกลับมาเปิดแก๊สเตรียมตั้งกระทะผัดข้าวผัดสำหรับฉันและไม้โทที่ทำเหมือนจะนั่งรอกินอยู่แล้ว ถึงปากเขาจะว่าฉันไม่มีความเกรงใจแต่ก็ไม่เห็นเขาจะขัดหรือพูดอะไรตอนที่ฉันเปิดตู้เย็นหยิบของออกมานี่นา “นายยังไม่ได้ตอบฉันเลยว่าวันนี้นายจะออกไปไหนรึเปล่า” “ตอนบ่าย” “อืม แล้วจะกลับกี่โมง” “ฉันจำเป็นต้องรายงานเธอด้วยรึไง” ไม้โทย้อนถาม ฉันก็เลยได้แต่แอบเบะปากแล้วเงียบ เพราะฉันเองก็ไม่ได้อยากจะสอดรู้เรื่องของเขาสักหน่อย แค่ถามเพราะมันเหมือนคำถามติดปากเท่านั้นเอง “พรุ่งนี้มีเรียนรึเปล่า หรือช่วงนี้ไม่มีแล้ว” “ฉันจำเป็นต้องรายงานนายด้วยเหรอ” โป๊ก! “ไม้โท!” “พูดดีด้วยไม่ได้แปลว่าอนุญาตให้ยอกย้อน” ไม้โททำเสียงเข้มใส่เมื่อฉันหันไปเอาเรื่องเขา แต่ไอ้ที่เขาปาใส่หัวฉันเมื่อกี้นี้มันช้อนชงโอวัลตินเลยนะ แถมยังปามาแบบตั้งใจให้โดนหัวด้วย “ไม่มี อีกสองอาทิตย์สอบ” “ก็แค่เนี้ย”
อ่านฟรีสำหรับผู้ใช้งานใหม่
สแกนเพื่อดาวน์โหลดแอป
Facebookexpand_more
  • author-avatar
    ผู้เขียน
  • chap_listสารบัญ
  • likeเพิ่ม