EPISODE 08
Mai To’s Part :
21.50 น.
หลังจากที่เสร็จงานผมก็รีบขอตัวกลับก่อนทันทีโดยไม่ทันได้ร่ำลาเพื่อนร่วมงานสาวสวยที่เป็นนางแบบรุ่นพี่เลยด้วยซ้ำ วันนี้ผมมีถ่ายแบบให้กับนิตยสารชื่อดังฉบับหนึ่งน่ะ เราถ่ายงานกันมาตั้งแต่ช่วงบ่ายแล้ว แต่กว่าจะเสร็จก็เล่นเอาปาดเหงื่อพอสมควรเพราะบรรยากาศไม่ค่อยจะเป็นใจนัก แถมช่วงหัวค่ำก็ยังมีเรื่องยัยเด็กบ้านั่นมากวนใจอีก
ผมพยายามติดต่อเธอเพราะกลัวว่าเธอจะเข้าห้องไม่ได้ แต่จะให้ทำยังไงล่ะในเมื่อมีคีย์การ์ดอยู่ใบเดียว และผมไม่อยากเสียเงินทำเพิ่มหรอก ไม่งั้นเดี๋ยวเธอจะได้ใจ คิดว่ามีคีย์การ์ดแล้วจะกลับกี่โมงก็ได้ จากที่ตั้งใจไว้ก็คือผมมั่นใจว่ายังไงผมก็ต้องกลับถึงห้องก่อนเธอเสมอ แต่วันนี้ทุกอย่างดันไม่เป็นอย่างนั้น
อย่างที่บอกว่าวันนี้บรรยากาศในการทำงานของผมไม่ค่อยจะเป็นใจนัก ทำให้ทุกอย่างต้องเลื่อนออกไปหลายชั่วโมง ผมพยายามติดต่อเธอเพราะอยากให้เธอไปรอที่บ้านเพื่อนหรือไม่ก็กลับไปรอที่บ้านก่อน เสร็จงานแล้วผมจะแวะไปรับ แต่โทรเท่าไหร่เธอก็ไม่ยอมรับสายจนผมต้องตัดสินใจโทรหาพี่ไม้เอก
แต่คำตอบของพี่ไม้เอกกลับทำให้ผมร้อนใจยิ่งกว่าเดิม ยิ่งโทรกลับไปหาป้าขวัญแล้วได้รับคำตอบว่ายัยเด็กนั่นไม่ได้แวะไปก็ยิ่งทำให้ผมอยู่ไม่สุข ตอนนี้ยัยเด็กนั่นอยู่ในความรับผิดชอบของผม ถ้าเกิดอะไรขึ้นมีหวังพี่ไม้เอกเล่นงานผมแน่ๆ
เคยบอกว่าอย่าเป็นภาระไง ปั๊ดโธ่!
ผมขับรถตรงมาที่บ้านของเธอในทันที เพราะรู้ว่าเธอไม่มีที่ไหนให้ไปอีกแล้ว ปกติยัยนั่นไม่เที่ยวกลางคืน ไม่ติดเพื่อนเลยด้วยซ้ำ ไม่รู้เหมือนกันว่ามีสังคมบ้างรึเปล่า แต่นั่นก็ดีแล้วเพราะผมจะได้ไม่ต้องเหนื่อย ระหว่างทางที่ขับรถมาก็พยายามติดต่อเธอไปด้วยจนสุดท้ายโทรศัพท์ผมก็แบตหมดไปซะก่อนก็เลยต้องเลิกโทรแล้วเหยียบคันเร่งอย่างเดียว
ผมใช้เวลาในการเดินทางไม่ถึงสิบห้านาที ตัดสินใจเลี้ยวเข้าซอยด้านข้างป้ายรถเมล์เพราะรู้ว่ามันเชื่อมทะลุถึงบ้านหลังเก่าของเธอที่อยู่ท้ายซอยได้ แต่ขับมาได้ถึงแค่กลางซอย สายตาของผมก็พลันสะดุดเข้ากับเงาของใครบางคนที่นั่งซุกตัวอยู่ข้างๆ ถังขยะ แวบแรกที่เห็นทำเอาหัวใจของผมกระตุกลงไปอยู่ที่ตาตุ่ม เลยตัดสินใจจอดรถเพื่อลงมาดู
ผู้หญิงคนนั้นนั่งกอดตัวเองแน่น และไม่ต้องให้เธอเงยหน้าจากหัวเข่าของเธอขึ้นมาสบตาผม ผมก็รู้ว่าต้องใช่แน่ๆ ยัยเด็กที่ผมกำลังตามหา
เสียงสะอึกสะอื้นของเธอทำให้ผมกัดฟันแน่น สูดลมหายใจเข้าจนเต็มปอดแล้วค่อยๆ ผ่อนออกมาช้าๆ สองเท้าก้าวเดินเข้าไปหาเธออย่างระมัดระวัง เพราะกลัวว่าจะทำให้เธอตกใจ ในขณะที่สายตาจ้องมองแผ่นหลังของเธอสั่นไหวอย่างรุนแรง
เธอยกมือเล็กๆ ทั้งสองข้างโอบกอดตัวเองเอาไว้แน่นราวกับอยากจะซ่อนตัวเองเอาไว้จากโลกภายนอก ไม่ต่างจากฝ่ามือคู่นั้นที่ถูกกำเอาไว้แน่นจนสั่น
“อย่าเข้ามานะ!” เธอร้องบอกเมื่อได้ยินเสียงฝีเท้าของผมเดินเข้าไปใกล้
ผมจ้องมองเธอด้วยความรู้สึกปั่นป่วนในอก พอจะดูออกว่าเธอกำลังตกอยู่ในอาการหวาดผวา เพราะเธอพยายามขยับตัวถอยห่างจากผมทั้งที่ยังไม่เงยหน้าขึ้นมาจากหัวเข่าของตัวเองเลยด้วยซ้ำ
“ฉันบอกว่าอย่าเข้ามา!”
ฟุ่บ
“กรี๊ดดด”
“นี่ฉันเอง” ผมรีบบอกเมื่อได้ยินเสียงเธอกรีดร้องด้วยความหวาดกลัว ทันทีที่ผมย่อตัวนั่งลงตรงหน้าเธอพร้อมกับเอื้อมมือไปแตะที่บ่าของเธอ
เพียงแค่ได้สัมผัสกับบ่าเล็กๆ ของเธอ ผมก็รู้สึกได้ว่าร่างกายของเธอสั่นเทิ้มไปหมด สองตาของเธอเบิกโพลงขึ้นในฉับพลันยามเมื่อเธอเงยหน้าขึ้นมาจากหัวเข่าของตัวเองแล้วจ้องมองมาที่ผม ซึ่งมันทำให้ผมเห็นว่าใบหน้าของเธอในยามนี้เปื้อนไปด้วยคราบน้ำตา อาการของเธอทั้งหมดนั้นฟ้องว่าเธอกำลังหวาดกลัวบางอย่าง ซึ่งไม่ใช่สัญญาณที่ดีเลย
“ไม้โท”
“ฉันเอง”
ฟุ่บ!
แล้วอยู่ๆ คนตรงหน้าก็โผเข้ามากอดผมเอาไว้จนแน่น เธอสะอื้นหนักมากจนผมไม่กล้าแม้แต่จะดันตัวของเธอออกไป เสี้ยววินาทีที่เธอหันมามองผมเมื่อครู่ มันมีประกายที่ฉายชัดถึงความหวาดกลัวและเจ็บปวด
ห้าปีที่ผ่านมาเธอไม่เคยกล้าพูดกับผมก่อนด้วยซ้ำ ถึงช่วงนี้เราจะเริ่มพูดกันมากขึ้น แต่ผมค่อนข้างมั่นใจว่าเราไม่ได้สนิทกันถึงขั้นที่อยู่ๆ เธอจะโผเข้ามากอดผมอย่างนี้แน่ๆ ผมปล่อยให้เธอกอดผมอยู่อย่างนั้นนานมาก แต่ก็ยังไม่มีวี่แววว่าเธอจะร้องไห้เบาลงเลย มีแต่จะยิ่งร้องหนักขึ้นเรื่อยๆ จนผมต้องตัดสินใจยกมือขึ้นไปลูบแผ่นหลังของเธอเบาๆ
สักพักอ้อมกอดของเธอก็ค่อยๆ คลายออก เธอดันตัวเองออกจากตัวผมช้าๆ แต่ก็ยังเอาแต่ก้มหน้าก้มตาเพราะไม่กล้าสบตาผม
“ขอโทษ”
“ใครทำ” ผมถามแทรกกลับไปเสียงเรียบทันทีเมื่อคิดว่าเธอน่าจะพอตั้งสติได้แล้ว ถึงจะยังไม่รู้สึกดีขึ้นแต่อย่างน้อยเธอก็รู้แล้วว่าเป็นผม ไม่ใช่คนที่เธอต้องหวาดกลัวแบบเมื่อครู่ และผมเชื่อว่าเธอต้องไว้ใจผมในระดับหนึ่ง ไม่อย่างนั้นเมื่อกี้เธอคงไม่โผเข้ามากอดผมอย่างนั้น
“ฉันถามว่าใครทำ”
“ปะ...เปล่า”
“อย่าโกหก!” ผมอดไม่ได้ที่จะดุใส่ คนถูกดุสะดุ้งสุดตัวแล้วพยายามยกหลังมือขึ้นมาปาดน้ำตา
“โอ๊ย!” เสียงร้องของเธอดังจนผมตกใจ แต่ก็ยังพยายามจะจับใบหน้าของเธอเชิดขึ้นมาเพื่อให้มองสำรวจใบหน้าของเธอได้ถนัด เพราะแต่ไหนแต่ไรมา ทุกครั้งที่เธอกลับมาที่นี่ ใครๆ ต่างก็รู้ว่าเธอมักถูกแม่ของเธอตบตีจนได้แผลกลับไปเสมอนั่นแหละ
และครั้งนี้ก็เหมือนกัน จะไม่เหมือนก็ตรงที่มันดูแย่กว่าทุกครั้ง
ใบหน้าขาวๆ ของเธอแดงก่ำและปรากฏริ้วทั้งห้าชัดเจนบนแก้มทั้งสองข้าง ริมฝีปากเห่อช้ำ แผลตรงหางคิ้วที่ผมเห็นว่ามีมาหลายวันแล้วจนน่าจะใกล้หาย แต่วันนี้มันกลับบวมและมีสีเขียวคล้ำคล้ายจะถูกกระแทกซ้ำมาอีกรอบ และที่ยิ่งไปกว่านั้นก็คือ...
ฟึ่บ!
“ฉันถามว่าใครทำ”
“ไม่มี” เธอยังพยายามปฏิเสธทั้งที่เสียงสั่นไปหมด ร่างกายสั่นระริกไม่ต่างจากลูกนกตกน้ำ สองมือพยายามกระชับสาบเสื้อนักศึกษาเข้าหากันเพราะเมื่อกี้นี้ผมเห็นว่ามันแยกออกจากกันเหมือนเพิ่งจะถูกกระชากออก อยู่ดีๆ กระดุมเสื้อของเธอคงไม่หลุดออกมาจนอยู่ในสภาพนี้ได้หรอก ซึ่งสัญชาตญาณของผมมันตอบได้ว่าเกิดจากสาเหตุอะไร
“ไม้โท เดี๋ยว นายจะพาฉันไปไหน”
“ไปหาคำตอบ”
“ฉันบอกแล้วไงว่าไม่มีใครทำ เรากลับกันเถอะ”
“ไม่มีแล้วกระดุมเสื้อเธอมันจะหลุดออกไปเองได้ยังไง ฝีมือผีมันทำรึไงฮะเธอถึงได้กลัวขนาดนี้”
“มันไม่มีอะไรจริงๆ นะ เชื่อฉันสิ”
“ไม่เชื่อ หุบปากแล้วนั่งเงียบๆ ซะ ไม่งั้นฉันจะโทรบอกให้พี่ไม้เอกมาจัดการ”
ไม้ตายของผมก็คือพี่ไม้เอกนี่แหละ ผมรู้ว่าเธอกลัวพี่ไม้เอกที่สุด และอาจกลัวมากกว่าผีที่เธอไม่เคยเห็นซะด้วยซ้ำ เพราะไม่ว่าพี่ไม้เอกจะสั่งอะไรเธอก็ขัดไม่ได้ แม้จะไม่ได้อยากทำตามคำสั่งเท่าไหร่ ซึ่งนั่นก็คงไม่ต่างจากผม
ปัง!
ผมจับเธอยัดใส่เข้าไปในรถแล้วปิดประตูกระแทกแรงๆ เสียงดัง ก่อนจะเดินอ้อมกลับเข้ามานั่งที่ด้านหลังพวงมาลัยแล้วขับรถออกมาทันที แต่ระหว่างที่กำลังขับรถตรงต่อมาเรื่อยๆ เพื่อทะลุไปที่ซอยข้างบ้านเธอ สายตาของผมก็พลันสะดุดเข้ากับรถอีกคันที่จอดอยู่ข้างทางเข้าซะก่อน
หัวใจของผมกระตุกเบาๆ เมื่อจำรถคันนั้นได้ดี และคงไม่แปลกอะไรที่เขาเองก็จะมาที่นี่เพราะคงต้องการตามหาเธอเหมือนกัน
รถคันนั้นเป็นรถของ...พี่ไม้เอก
ผมชะลอรถทันทีที่มั่นใจว่ารถคันนั้นเป็นรถของพี่ชาย แต่เขากลับเหยียบคันเร่งขับสวนออกไปราวกับว่าไม่พอใจอะไรสักอย่าง หรือบางทีเขาอาจจะมาเพื่อดูให้รู้ว่ายัยเด็กนี่ปลอดภัย พอเห็นว่าผมรับเธอมาแล้วเขาก็หมดหน้าที่เท่านั้นเอง
“เรากลับกันเถอะนะไม้โท”
“คิดว่าฉันพูดเล่นรึไง” ผมหันไปถามคนข้างๆ เสียงเรียบจนเธอต้องเม้มริมฝีปากเข้าหากันแน่นสนิท แววตาที่เธอมองผมสั่นระริกยิ่งกว่าทุกครั้ง แถมวันนี้ยังมีน้ำใสๆ เอ่อคลอนัยน์ตาทำเอาผมรู้สึกสงสาร บาดแผลบนใบหน้าของเธอทำให้ผมฉุนกึกจนต้องบอกตัวเองว่าค่อยกลับไปพูดกับพี่ไม้เอกทีหลัง เพราะตอนนี้ผมควรจัดการเรื่องของยัยนี่ให้เรียบร้อยซะก่อน ปฏิเสธไม่ได้ว่าเรื่องที่เกิดขึ้นผมเองก็มีส่วนต้องรับผิดชอบ
เอี๊ยดดด
เมื่อขับรถออกมาจนถึงหน้าบ้านหลังเล็กๆ ท้ายซอย ผมก็เหยียบเบรกจนตัวรถหยุดกึกที่หน้ารั้วบ้าน กำลังจะหันกลับมาเปิดประตูรถแต่แขนข้างซ้ายกลับถูกรั้งเอาไว้ด้วยฝ่ามือเล็กๆ ทั้งสองข้าง
“ไม่ไปได้มั้ย”
“นั่งเฉยๆ”
“นะโท”
คำขอร้องของเธอทำให้ผมรู้สึกร้อนวูบในอก นอกจากน้ำเสียงสั่นๆ เหมือนจะร้องไห้แล้ว ก็ยังมีแววตาอ้อนวอนที่ทำให้ผมรู้สึก...เกลียด
ผมเกลียดแผลบนใบหน้าของเธอจนไม่อยากมองเลยจริงๆ แล้วไหนจะยังเป็นการที่เธอเรียกชื่อผมว่าโทสั้นๆ อีกล่ะ ไม่เคยมีใครเรียกผมแบบนี้มาก่อนนอกจากพ่อกับพี่ไม้เอก
“นะ”
“ถ้ายังพูดไม่รู้เรื่อง ฉันจะโทรบอกพี่ไม้เอก คงรู้นะว่าถ้าพี่ไม้เอกรู้เรื่องนี้ ต่อไปนี้เธอจะไม่ได้มาที่นี่อีก” ผมตัดสินใจยื่นคำขาดออกไปทั้งที่หัวใจอ่อนยวบไปตั้งแต่ที่เธอขอร้องสั้นๆ ด้วยคำว่า ‘นะ’
มือเล็กๆ ค่อยๆ ปล่อยแขนของผมออกอย่างไม่มีทางเลือก ผมใช้จังหวะนั้นรีบเปิดประตูแล้วก้าวเท้าลงมาทันที เพราะขืนผมช้ากว่านี้ผมต้องใจอ่อนแน่ๆ ไม่รู้เหมือนกันว่าตัดสินใจถูกรึเปล่า รู้แต่ว่าผมจะยอมให้เรื่องแบบนี้เกิดขึ้นอีกไม่ได้ ทำแบบนี้มันมากเกินไป มันมากเกินกว่าที่ผมจะยอมปล่อยให้เรื่องนี้ผ่านไปง่ายๆ โดยไม่ทำอะไรสักอย่าง
ผมก้าวเท้าเข้ามาในบ้านหลังนั้นอย่างต้องการจะเอาเรื่อง ภายในบ้านมีผู้หญิงขี้เมาคนนั้นกำลังนั่งจ้องผู้ชายที่มีรอยสักเต็มตัวอยู่เงียบๆ ไม่รู้เหมือนกันว่าทำไม แต่ทันทีที่เธอหันมาเห็นผม ดวงตาของเธอก็เบิกโพลงขึ้นทันที
ผมละสายตาจากใบหน้าของเธอมองไปที่ใบหน้าของไอ้สารเลวคนนั้น แก้มด้านซ้ายของมันบวมเป่ง มิหนำซ้ำยังมีสีเขียวอมม่วงปรากฏให้เห็นชัดเจนทั้งที่ผมยังไม่ได้ทำอะไร และเพียงแค่เห็นว่าทั้งสองคนมองผมด้วยสายตาหวาดๆ ผมก็พอจะเดาได้
พี่ไม้เอก...รู้เรื่องแล้ว
“ป้ารู้แล้วค่ะ อย่าทำอะไรป้าเลยนะคะ ต่อไปนี้ป้าจะไม่ยุ่งกับนังหวานอีก” ผู้หญิงขี้เมาร้องบอกพร้อมกับยกมือไหว้ผมปลกๆ
ผมอยากกรีดหน้าอกแล้วควักหัวใจเธอออกมาดูนักว่าทำไมถึงทำร้ายลูกตัวเองได้ขนาดนี้ นี่ถ้าไม่เกิดเรื่องแบบนี้ขึ้น หรือถ้าพี่ไม้เอกไม่ได้เข้ามาจัดการไปเมื่อตอนก่อนหน้า เธอจะคิดได้บ้างรึเปล่า แล้วไอ้ที่พูดออกมาเนี่ย พูดเพราะเมาหรือเพราะแค่อยากจะปกป้องไอ้สารเลวนั่น
“คุณไม้โทคะ อย่าค่ะ ป้าขอร้อง”
คำขอร้องถูกเอ่ยออกมาพร้อมกับฝ่ามือสากๆ ที่รั้งแขนของผมเอาไว้เมื่อผมเดินตรงเข้าไปกระชากหนังหัวของไอ้สารเลวนั่นขึ้นมา
มันจับมือผมที่กำเส้นผมของมันเอาไว้แน่นเพื่อบรรเทาอาการเจ็บปวด แต่กลับไม่กล้าเปล่งเสียงร้องสักแอะ ต้องเป็นมันแน่ๆ ที่ทำให้ผู้หญิงตัวเล็กๆ ที่ผมไม่ค่อยจะเคยเห็นเธอกลัวอะไรเท่าพี่ไม้เอกหวาดผวาได้ถึงขนาดนั้น ยิ่งเห็นหน้ามันผมก็ยิ่งคิดถึงภาพของเสื้อนักศึกษาสีขาวที่ผมเคยเห็นว่ามันสะอาดเรียบร้อยมาตลอดต้องหลุดลุ่ย คิดแล้วอยากจะฆ่ามันให้ตายคามือ
พลั่ก!
“กรี๊ดดด!!!”
อุ้ก!
“อย่าค่ะคุณไม้โท”
“ไสหัวมึงไปจากที่นี่ซะ ก่อนที่กูจะฆ่ามึง!”
“อย่าค่ะคุณไม้โท อย่า”
“ไป!”
ทุกคำขอร้องที่ได้ยินไม่ได้ทำให้ผมลังเลหรือออมแรงเลยสักนิด หลังจากที่เหวี่ยงร่างของไอ้ชั่วนั่นอัดเข้ากับผนังบ้านได้ผมก็ปรี่เข้าไปเตะเข้าที่สีข้างของมันซ้ำสุดแรงจนมันนอนคู้ตัวเป็นกุ้ง พูดจบก็สะบัดมือไล่มันอย่างกับหมูกับหมาเพราะในสายตาของผมคนสารเลวแบบนี้ไม่ได้มีค่ามากไปกว่าสัตว์เลยสักนิด
อุ้ก!
“พอเถอะค่ะคุณไม้โท”
“ป้ารู้มั้ยว่าหมามันยังรักลูกของมันมากกว่าป้าซะอีก” ผมพูดสั้นๆ พลางมองกลับไปที่ผู้หญิงขี้เมาที่กรีดร้องราวกับเสียขวัญที่เห็นผมชกหน้าไอ้สารเลวนั่นซ้ำๆ ก่อนจะทิ้งร่างสะบักสะบอมของมันลงกับพื้นอีกรอบ
เธอมองผมกลับมาด้วยสายตาหวาดกลัว แต่นั่นไม่เท่ากับที่ไอ้เวรนี่มันทำให้ลูกสาวของเธอหวาดกลัวเลยสักนิด
หลังจากที่จัดการทุกอย่างเสร็จผมก็รีบเดินออกมาเพราะไม่คิดจะอยู่นานตั้งแต่แรก เสียงเปิดประตูรถทำให้คนที่นั่งรออยู่ในรถรีบหันมามอง ในสายตาของเธอมีคำถามอยู่มากมายแต่เหมือนไม่กล้าพอจะถาม ซึ่งผมก็ไม่คิดจะเล่าอะไรให้ฟังหรอก และในเมื่อเธอไม่ถาม ผมก็ไม่มีอะไรจะพูด ได้แต่ขับรถออกมาเงียบๆ ทั้งที่ในอกรู้สึกโกรธจนบอกไม่ถูก
“โท” เสียงเรียกจากคนข้างๆ เกือบทำให้ผมเสียสมาธิจากถนนเบื้องหน้า
ทำไมผมต้องใจสั่นทุกทีเวลาที่เธอเรียกผมแบบนี้นะ หรือเป็นเพราะว่าเธอกำลังคิดเข้าข้างตัวเองว่าเราสนิทกันแล้ว หรือไม่เธอก็คงโดนตบจนเพี้ยน
“แม่ฉัน...”
“ไม่ใช่ผู้หญิงทุกคนจะเป็นแม่คนได้ ผู้หญิงคนนั้นก็แค่ให้เธออาศัยท้องเขามาเกิดเท่านั้น” ผมพูดอย่างต้องการจะเตือนสติ ซึ่งคนข้างๆ ก็ถึงกับเงียบไปในทันทีจนผมแอบเป็นฝ่ายรู้สึกผิด แต่คิดแล้วมันอดจะโมโหไม่ได้ ไม่เข้าใจจริงๆ ว่าเธอทนอยู่ได้ยังไง
“แต่อย่างน้อยเธอก็ยอมให้เกิด”
“หวาน!” จนแล้วจนรอดผมก็ต้องหันไปดุใส่เธอเสียงดังจนเธอสะดุ้ง
“นายเกลียดฉันมากรึเปล่า”
ผมน่ะเหรอเกลียดเธอ ถึงจะไม่ค่อยพูดด้วย แต่ไม่ถึงขั้นเกลียดสักหน่อย อีกอย่างผมไม่เคยตบตีเธอแบบที่ผู้หญิงคนนั้นทำด้วยซ้ำ ทำไมเธอถึงได้ชอบเอาแต่คิดว่าผมเกลียดเธออยู่เรื่อย
“ขอโทษที่ทำตัวเป็นภาระนาย”
“หุบปากแล้วนั่งเงียบๆ เถอะ ฉันต้องการสมาธิ” ผมอ้าง ถ้าพูดอะไรไปตอนนี้เธอก็คงไม่ฟังหรอก และคิดว่าคงไม่เข้าใจด้วย ดีไม่ดีเดี๋ยวจะขวัญเสียใจเสียไปกันใหญ่
“ทำไมใครๆ ถึงได้รังเกียจฉัน ทุกคนไม่ต้องการฉันเหรอโท” เธอยังคงพร่ำถามผมอยู่อย่างนั้น ยิ่งพูดเสียงของเธอก็ยิ่งสั่น และมันก็พลอยทำให้ก้อนเนื้อในอกของผมสั่นตามไปด้วย
คำถามของเธอทำให้ผมกำพวงมาลัยรถแน่นมาก แต่ก็ยังพยายามจะไม่หันไปสบตาเธอ ไม่รู้เหมือนกันว่าทำไม ผมไม่ชอบความรู้สึกแบบนี้เลย มันหน่วงๆ สับสน ว้าวุ่น และปั่นป่วนมวนท้องไปหมดเหมือนจะเมารถ
“นายไม่เกลียดฉันได้มั้ยโท”
“ฉันไม่...”
ความอดทนของผมหมดลงเมื่อเธอยังพยายามถามซ้ำๆ แต่พอหันกลับมาหาเธออีกทีกลับพบว่าเธอเม้มริมฝีปากแน่น ก่อนจะหลับตาลงเหมือนไม่กล้าสู้หน้าผมซะอย่างนั้น
ผมมองเธอเงียบๆ อยู่นานหลายวินาที จนสุดท้ายก็ต้องตัดสินใจหักพวงมาลัยรถมาจอดเทียบฟุตปาธเพื่อหันไปจ้องมองคนที่เลือกจะปิดเปลือกตาลงเพียงเพราะไม่กล้ามองหน้าผมให้เต็มตา นี่เธอคงคิดจะหลอกตัวเองว่าแค่หลับตาแล้วทุกอย่างจะดีขึ้นมารึยังไงกันนะ
แพขนตาของเธอยังเปียกชื้นอยู่เลย แถมยังมีอาการสะอื้นจนตัวโยนทั้งที่น่าจะหยุดร้องไห้มาได้แล้วสักพัก ที่หางตาเหมือนจะมีหยดน้ำตาซึมๆ ออกมาคล้ายกำลังจะไหลออกมาอีกรอบ เห็นแล้วผมก็อดจะเอื้อมมือไปใกล้เธอไม่ได้ ตั้งใจเพียงจะซับมันออกเบาๆ แต่สุดท้ายก็เอื้อมไปไม่ถึงเธอด้วยซ้ำเมื่ออยู่ๆ เธอก็ดันลืมตาขึ้นมา
“นายไม่เกลียดฉัน...ได้มั้ยโท”