EPISODE 07
Mai Aek’s Part :
ตึกคณะวิศวกรรมศาสตร์
21.30 น.
“ขอบใจมากนะไม้เอก”
“ไม่เป็นไร ฉันกลับก่อนแล้วกัน กูกลับก่อนนะ” ผมบอกลาเฟย์และคนอื่นๆ ยิ้มๆ ก่อนจะเดินกลับออกมาเงียบๆ เพราะคนอื่นยังอยากจะอยู่อ่านหนังสือกันต่อสักพัก ส่วนผมรู้สึกปวดหัวน่ะ หลายวันแล้วที่ผมรู้สึกไม่ค่อยสบาย กินยาเท่าไหร่ก็ไม่หายดีสักที
Rrrr~
โทรศัพท์มือถือสั่นอยู่ในกระเป๋ากางเกงทำให้ผมต้องรีบล้วงมันออกมา พอเห็นชื่อน้องชายของตัวเองโชว์อยู่ที่หน้าจอแล้วก็เป็นอันต้องถอนหายใจก่อนจะกดรับ พลางกดสตาร์ตรถแต่ยังไม่คิดจะขับออกมา
“ว่าไง”
[ยัยเด็กนั่นอยู่ที่บ้านรึเปล่าครับ]
ยัยเด็กนั่นเหรอ ผมจะไปรู้ได้ยังไงในเมื่อยังไม่ได้กลับบ้าน
“ฉันยังไม่ถึงบ้าน”
[บ้าฉิบ!]
“ทำไมนายไม่โทรถามป้าขวัญล่ะ รายนั้นรักยัยนั่นอย่างกับลูกที่คลอดออกมาเอง”
[ครับ เดี๋ยวผมจะลองโทรถามป้าขวัญดู ว่าแต่พี่หายป่วยรึยัง ผม...]
“แค่นี้นะ ฉันขับรถอยู่” ผมบอกสั้นๆ ก่อนจะกดวางสายแล้วโยนโทรศัพท์ไปไว้ที่เบาะด้านข้าง ไม่อยากฟังไม้โทพูดหรอก เพราะผมรู้ว่าไม้โทจะพูดอะไร
ผมทิ้งลมหายใจออกมาหนักๆ อีกครั้งก่อนจะออกรถ พอนึกถึงไม้โทแล้วก็อดจะนึกถึงใครอีกคนไม่ได้ เด็กสาวที่อายุห่างจากผมแค่ปีเดียว แต่ทำตัวเหมือนเด็กไร้เดียงสาที่เข้ามาแย่งทุกอย่างจากผมไปจนหมด ขนาดป้าขวัญที่เคยเอ็นดูผม ทุกวันนี้ก็ยังเข้าข้างแต่ยัยนั่นตลอด
ผมจำได้ว่าครั้งแรกที่ผมเจอหน้ายัยเด็กนั่นที่โรงพยาบาลเมื่อห้าปีก่อน เธอไม่ค่อยกล้าสบตาผมด้วยซ้ำ อาจเป็นเพราะรู้ดีว่าฝ่ายตัวเองเป็นฝ่ายผิดก็เลยไม่กล้ามีปากมีเสียง แวบแรกที่ผมได้ยินว่าพ่อไม่คิดจะเรียกร้องค่าเสียหายจากแม่ของเธอแม้แต่บาทเดียวเพราะพ่อของเธอเคยทำงานให้กับพ่อของผมมาก่อน ผมก็ไม่ได้ติดใจอะไรหรอกเพราะรู้ว่าพ่อเป็นคนใจดีแบบนี้มาแต่ไหนแต่ไร
แต่การที่อยู่ๆ พ่อก็เอ่ยปากขอรับเธอมาเลี้ยงในฐานะลูกแทนการเรียกร้องค่าเสียหายนี่สิที่ทำให้ผมถึงกับหนังตากระตุก ถึงจะรู้ว่าพ่ออยากมีลูกสาวมาแต่ไหนแต่ไร แต่ใครจะไปคิดว่าพ่อจะตัดสินใจแบบนี้จริงๆ ซึ่งถึงแม้เรื่องมันจะผ่านมาห้าปีแล้ว แต่ทุกครั้งที่ผมได้มองหน้ายัยเด็กคนนั้น ผมก็อดสงสัยไม่ได้ว่าพ่อถูกชะตากับยัยเด็กนั่นตรงไหน
ผมไม่เคยเห็นด้วยกับการตัดสินใจของพ่อในครั้งนั้นเลย แต่ผมจะทำอะไรได้ในเมื่อคนมีอำนาจตัดสินใจคือพ่อ ถ้านับจากวันนั้นจนถึงวันนี้ก็ห้าปีกว่าแล้วที่ยัยเด็กนั่นมาอยู่ที่บ้านของผมในฐานะน้องสาว
Rrrr~
เสียงโทรศัพท์มือถือของผมสั่นขึ้นอีกครั้งดึงผมออกจากภวังค์ ต้องเอื้อมมือไปหยิบมันขึ้นมากดรับแล้วกรอกเสียงลงไป พอจะรู้ตั้งแต่เห็นชื่อไม้โทโชว์อยู่บนหน้าจอแล้วว่าเขาน่าจะโทรมาส่งข่าวเรื่องยัยเด็กที่ผมเพิ่งจะนึกถึงเมื่อครู่
“ฮัลโหล”
[ไม่อยู่ครับ ป้าขวัญบอกว่าวันนี้ยัยนั่นไม่ได้แวะกลับไปที่บ้านเลย] ผมคิดผิดซะที่ไหนล่ะ
“งั้นก็คงกลับบ้านมั้ง” ผมตอบส่งๆ
แต่ไหนแต่ไรมายัยเด็กนั่นมีที่ให้ไปกี่ที่กัน ถ้าไม่กลับบ้านของเธอจนโดนตบตีก่อนจะกลับมาที่บ้าน ผมก็ไม่เคยเห็นไปเถลไถลที่ไหนสักครั้ง
[คงใช่ งั้นคืนนี้พี่ก็ลองโทรเช็กเองก็แล้วกันนะครับว่ายัยนั่นจะกลับกี่โมง] ไม้โทพูดกับผมด้วยน้ำเสียงเบื่อๆ คงเบื่อที่ผมสั่งให้โทรรายงานผมมั้ง
“แล้วทำไมนายไม่โทร”
[โทรแล้วแต่ไม่รับครับ แต่ผมว่ายัยเด็กนั่นไม่กล้าไม่รับสายพี่หรอก]
ทำไมเป็นงั้นไปได้
[วันก่อนตอนที่โดนพี่ดุแล้วบอกให้มาขอเงินผมใช้ เห็นบอกว่าจะไปหางานทำ ไม่รู้ป่านนี้ยังคิดอะไรบ้าๆ อยู่รึเปล่า หรือว่าโกรธที่ถูกผมหลอกผีใส่ไปเมื่อคืนก่อนก็ไม่รู้ ยังไงพี่ก็ลองโทรเองแล้วกันนะ พอดีผมทำงานอยู่ แค่นี้ก่อนนะพี่]
ไม้โทบอกเร็วๆ แล้วกดวางสายไปดื้อๆ ทั้งที่ผมยังไม่ทันจะได้ตอบรับด้วยซ้ำ เหมือนถูกผลักภาระหน้าที่ในการตามตัวยัยเด็กนั่นมาให้ยังไงก็ไม่รู้ ทั้งที่ผมอุตส่าห์ชิงผลักออกไปก่อนตั้งแต่แรก
ผมได้แต่ถอนหายใจใส่โทรศัพท์ก่อนจะลองกดโทรหายัยเด็กนั่นอย่างเลี่ยงไม่ได้ ไม่ว่าจะกลับบ้านไปหาแม่หรือไปหางานทำแบบที่ไม้โทบอก แต่อย่างน้อยก็ต้องโทรบอกคนอื่นบ้าง ไม่ใช่ให้คนอื่นเขาโทรตามแบบนี้ ถ้าเกิดมีอะไรเกิดขึ้นขึ้นมา คนเดือดร้อนจะกลายเป็นผม
[หมายเลขที่ท่านเรียก ไม่สามารถ...]
ตื๊ด!
ผมรอสายจนกระทั่งถูกตัดสัญญาณไปเพราะไม่มีคนรับ แต่ก็ยังพยายามจะโทรกลับไปซ้ำๆ ซึ่งผลก็ยังเป็นแบบเดิม ยิ่งโทรหลายครั้งเข้าผมก็ยิ่งหงุดหงิดจนกลายเป็นเริ่มรู้สึกร้อนใจ เพราะถ้าเกิดยัยเด็กนั่นเป็นอะไรขึ้นมาจริงๆ มีหวังพ่อฆ่าผมแหงๆ
พ่อผมรักเธออย่างกับเป็นลูกแท้ๆ จะว่าผมอิจฉาเธอก็ได้นะ เพราะผมยอมรับว่ามันจริง ตั้งแต่ผมกับไม้โทเกิดมา พ่อแทบไม่เคยโอ๋พวกเราเลยด้วยซ้ำ แต่กับยัยนั่น แตะนิดแตะหน่อยพ่อผมก็ทำเหมือนจะไม่พอใจ นี่ขนาดจะไปบวชก็ยังไม่วายกำชับกับผมและไม้โทให้ดูแลน้องดีๆ พูดจนผมอยากจะหนีไปบวชแทน
“เจอตัวเมื่อไหร่ล่ะน่าดู!” ผมบ่นอย่างหัวเสียก่อนจะโยนโทรศัพท์กลับไปไว้ที่เบาะด้านข้างตามเดิมแล้วเหยียบคันเร่งจนมิด โชคดีที่ทางไปบ้านเธอคือทางผ่าน ไม่งั้นอาจมีอารมณ์อยากฆ่าคนให้ตายขึ้นมามากกว่านี้ก็ได้
ตั้งแต่ที่ผมรู้จักเธอมา ถึงเธอเหมือนจะเชื่อฟังผม แต่ไม่เคยมีเลยสักครั้งที่เธอจะไม่ทำให้ผมรู้สึกหงุดหงิด หาเรื่องให้ผมโดนพ่อดุได้ทุกวี่ทุกวันว่าดูแลเธอไม่ดี ทั้งที่ผมไม่ได้มีส่วนเกี่ยวข้องกับการที่เธอกลับไปโดนแม่ของเธอตบตีเลยสักครั้ง ส่วนตัวเธอเองน่ะเหรอ ก็คงคิดว่าผมใจร้ายล่ะมั้ง เพราะผมยอมรับว่าผมไม่เคยพูดกับเธอดีๆ หรอก เห็นหน้าก็โมโหแล้ว แต่ถามจริงๆ เลยนะ ทุกคำที่ผมพูดมีตรงไหนที่ผิดบ้าง
บางทีก็อยากจะว่าใส่แรงๆ ว่าถ้ามีแม่แบบผู้หญิงคนนั้น สู้อย่ามีซะดีกว่า ผู้หญิงอะไร ขายลูกแท้ๆ ก็ทำได้ ไม่ได้มีจิตวิญญาณของความเป็นแม่คนเลยสักนิด
“s**t!”
การจราจรที่ติดหนึบบนท้องถนนทำให้ผมเริ่มหัวร้อนหนักกว่าเดิม จากปกติที่ไม่ค่อยหงุดหงิดกับอะไรสักเท่าไหร่ (ยกเว้นเวลาเห็นหน้ายัยนั่น) ผมก็กลายเป็นคนเลือดร้อนที่คิดอยากจะขับปาดขับแซงหน้ารถทุกคนเพื่อไปให้ถึงบ้านเธอในห้านาที แต่มันทำได้ซะที่ไหนกันล่ะ
Rrrr~
“ครับป้าขวัญ” ผมรีบกดรับสายทันทีเพราะคิดว่าบางทีป้าขวัญอาจโทรมาบอกว่ายัยเด็กนั่นแวะกลับไปที่บ้านแล้ว
[เมื่อสักครู่คุณไม้โทโทรมาถามหาคุณหนูหวานค่ะคุณไม้เอก แต่ป้าเองก็ลองติดต่อคุณหนูหวานแล้ว ติดต่อไม่ได้เลยค่ะ]
สรุปว่าโทรมาทำให้ผมหัวร้อนยิ่งกว่าเดิมสินะ
“ครับป้า ผมกำลังจะไปดูที่บ้าน เอาเป็นว่าถ้าป้าติดต่อยัยนั่นได้ โทรบอกผมด้วยแล้วกัน” ผมบอกออกไปก่อนจะกดวางสายอีกรอบ พอดีกับที่สัญญาณไฟจราจรเปลี่ยนเป็นสีเขียว ผมจึงเหยียบคันเร่งออกมาได้สักที
ถึงจะรีบแล้วแต่ก็ต้องยอมรับว่าการจราจรทำให้ผมเสียเวลาอยู่บนท้องถนนไปเกือบยี่สิบนาที กว่าจะถึงบ้านหลังเล็กๆ ที่อยู่ท้ายซอยก็เกือบชนกับมอเตอร์ไซค์ไปหลายคัน
“ยัยเด็กบ้าเอ๊ย!” ผมสบถอย่างหัวเสียเมื่อจอดรถยังไม่ทันจะได้ใส่เบรกมือก็เห็นคนที่ผมกำลังตามหาวิ่งร้องไห้ออกมาจากบ้านหลังนั้นจริงๆ
ผมมองตามแผ่นหลังของเธอไปจนกระทั่งเธอเลี้ยวเข้าซอยใกล้ๆ ไปนั่นแหละ สาเหตุก็เพราะมันสามารถทะลุออกไปที่ถนนใหญ่ได้เหมือนกัน และตรงนั้นจะไปโผล่ตรงป้ายรอรถเมล์พอดี
นี่ถ้าผมไม่รู้จักเธอมาก่อนผมคงรีบตามเธอไปแล้วถามว่าเป็นอะไร แต่เพราะผมรู้ไงล่ะผมถึงทำได้เพียงถอนหายใจ เพราะอย่างน้อยก็ไม่ได้มีอะไรเลวร้ายกว่าที่คิด
ถ้าให้เดาก็คงถูกแม่แท้ๆ แต่ทำตัวเป็นแม่มดตบตีอีกตามระเบียบ ไม่รู้ว่าผมควรจะสงสารหรือว่าสมน้ำหน้าดี บอกก็แล้ว เตือนก็แล้ว ถึงขนาดให้เงินใช้วันละสามร้อยแล้วสั่งให้มาที่นี่ได้แค่อาทิตย์ละสองครั้งก็แล้ว แต่เหมือนจะไม่ได้ช่วยอะไร ไม่รู้ว่าสาเหตุที่โดนตบตีวันนี้เพราะไม่มีเงินมาให้แม่ตัวเองไปซื้อเหล้ารึเปล่า
ปัง!
ไม่รู้เหมือนกันว่าอะไรเข้าสิงให้ผมตัดสินใจก้าวเท้าลงจากรถ แต่บางทีผมคงต้องทำอะไรสักอย่างเพื่อให้เงินของพ่อผมถูกใช้ไปในทางที่ดีกว่านี้ อีกอย่างพ่อผมซื้อยัยเด็กนั่นมาแล้ว เพราะฉะนั้นสิทธิ์ขาดในตัวเธอไม่สมควรจะอยู่ที่ผู้หญิงคนนั้นอีก มันควรจะอยู่ที่พ่อของผม
เพียะ!
เสียงบางอย่างที่ดังมาจากในบ้านทำให้สองเท้าของผมชะงักไปในทันที นี่ถ้าไม่ได้เห็นว่าเธอเพิ่งจะวิ่งร้องไห้ออกไปผมคงรีบปรี่เข้าไปแล้ว
“มึงทำอะไรนังหวาน”
”กูยังไม่ได้ทำ”
“มึงอย่ามาโกหก อย่าคิดว่ากูไม่รู้นะว่ามึงคิดอะไร ถ้ากูมาไม่ทัน มึงคงทำมันไปแล้ว”
“กูไม่ได้เริ่ม ลูกมึงมันให้ท่ากูก่อน”
ประโยคสุดท้ายนั่นทำสติของผมขาดผึง สองเท้าก้าวอาดๆ เข้าไปหวังจะเอาเรื่องไอ้สารเลวนั่นทันที
“ฉันให้โอกาสแกพูดอีกทีว่าแกทำอะไรน้องสาวฉัน!”
ทันทีที่ผมก้าวเข้าไปเห็นผู้ชายท่าทางขี้เหล้าเมายาคนหนึ่งนั่งซุกตัวอยู่ที่มุมห้องเพราะถูกผู้หญิงที่ผมเคยเห็นหน้าเพียงแค่ครั้งเดียวที่โรงพยาบาลเมื่อห้าปีก่อนถือมีดขู่อยู่ ผมก็รีบถามออกไปทันที
ทั้งสองคนหันมามองผมด้วยดวงตาเบิกโพลง ทั้งที่ในมือของผมไม่มีอาวุธแม้แต่ชิ้นเดียว
“ฉันถามว่าแกทำอะไรน้องสาวฉัน!” ผมถามย้ำอีกรอบ
ผู้ชายที่มีรอยสักเต็มตัวคนนั้นมองผมแล้วขมวดหัวคิ้วเข้าหากันเหมือนจะกำลังสงสัยว่าผมเป็นใคร แน่นอนว่ามันไม่รู้จักผมหรอก แต่อีกคนที่ยืนหน้าซีดเผือดอยู่ตอนนี้ต้องรู้จักแน่
“คะ...คุณไม้เอก”
แม้ว่าเราจะเจอกันแค่ครั้งเดียวและนั่นก็นานมาแล้ว แต่อย่างน้อยเธอก็ยังจำชื่อผมได้ แต่กับผม บอกตรงๆ ว่าผมไม่เคยคิดอยากจะเจอเธออีกเลย ไม่คิดจะสนใจด้วยซ้ำว่าเธอชื่ออะไร และไม่คิดด้วยว่าวันหนึ่งผมจะต้องมาเหยียบที่นี่
“ถอยออกไป”
“คุณไม้เอกจะทำอะไรคะ”
“ฉันบอกให้ถอยออกไป!” ผมตะคอกเสียงดังใส่เธอโดยไม่คิดจะเกรงใจเธอสักนิด เพราะผมไม่คิดหรอกนะว่าเธออยากจะช่วยลูกสาวจริงๆ ไม่อย่างนั้นยัยเด็กนั่นจะวิ่งร้องไห้ออกไปทำไม
หลังจากที่ถูกผมตะคอกใส่ ผู้หญิงที่ผมรู้สึกขยะแขยงในตัวเธอก็ค่อยๆ ถอยออกไปตามคำสั่ง แต่เธอก็ยังคงมองผมด้วยสายตาหวาดระแวง จังหวะที่เธอเดินสวนกับผม กลิ่นเหล้ายังคงคลุ้งไปหมดจนผมไม่รู้จะสรรหาคำไหนมาบรรยายว่าผมรู้สึกกับผู้หญิงประเภทนี้ยังไง
“มึงเป็นใครวะ”
“อย่าค่ะคุณไม้เอก อย่าทำมันเลย มันไม่ได้ตั้งใจ นังหวานมันให้ท่าก่อน”
แกร๊ก!
ประโยคเดียวสั้นๆ ของผู้หญิงคนนั้นที่แสดงออกว่าเธอกำลังปกป้องคนอื่นมากกว่าลูกแท้ๆ ของตัวเองทำให้ผมตัดสินใจชักปืนที่เหน็บอยู่ด้านหลังออกมา กำแน่นจนมันสั่น กัดฟันจนรู้สึกได้ว่าใบหน้าตึงเปรี๊ยะ อาการปวดหัวแล่นจี๊ดขึ้นไปถึงเซลล์สมอง
ผัวะ!
ทันทีที่หันกลับมามองหน้าไอ้ขี้ยาคนนั้นได้อีกครั้ง ผมก็ไม่ลังเลเลยที่จะเดินเข้าไปฟาดปากมันด้วยด้ามปืนในมือจนมันร่วงลงไปกองในครั้งเดียว ความรู้สึกที่กำลังประเดประดังเข้ามาทำให้ผมไม่มีสติพอจะควบคุมอารมณ์ของตัวเองได้อีก
“คุณไม้เอก”
“ถ้าอยากได้ค่าเสียหายก็ไปแจ้งความมา แต่ถ้าต่อไปนี้ฉันรู้ว่ามีใครหน้าไหนกล้าแตะต้องหวานอีก มีเรื่องกับฉันแน่” ผมพูดกับผู้หญิงคนนั้นที่รีบกุลีกุจอเข้ามาประคองร่างของไอ้ขี้เมาเอาไว้ในอ้อมแขน มันถ่มเลือดลงพื้นและมองผมด้วยสองตาสั่นๆ ไม่รู้ว่าเพราะกำลังกลัวผมจนหัวหดหรือเพราะเมาเหล้าเมายาจนเห็นภาพหลอนกันแน่
ภาพนั้นทำให้ผมได้แต่นึกย้อนถามตัวเองในใจว่ากับเด็กผู้หญิงที่เป็นลูกแท้ๆ ของเธอ เธอเคยดูแลห่วงใยแบบนี้บ้างรึเปล่า ซึ่งไม่ต้องถามก็พอจะรู้คำตอบ
“แต่ป้ายังไม่ได้ทำอะไรนังหวานเลยนะคะ”
“อย่าโกหก! คราวนี้ฉันเอาจริง ไม่ว่าจะป้าหรือมัน ฉันก็ไม่ไว้หน้าทั้งนั้น”
“แต่...”
ฟุ่บ!
ผมไม่ได้สนใจที่จะฟังคำแก้ตัวของผู้หญิงคนนั้นเลยแม้แต่คำพูดเดียว ตั้งใจว่าพูดจบก็จะเดินกลับออกมาเลย แต่หางตาดันไปสะดุดเข้ากับโทรศัพท์มือถือเครื่องสีชมพูที่คุ้นตาเข้าซะก่อน และมั่นใจว่ามันไม่น่าจะใช่ของคนที่นี่แน่ๆ ก็เลยรีบก้มเก็บมันขึ้นมาแล้วเดินกลับออกมาขึ้นรถทันที
หลังจากที่กลับเข้ามานั่งในรถได้ผมก็พยายามบอกให้ตัวเองตั้งสติ ซึ่งก็ใช้เวลาพอสมควร ตั้งแต่เกิดมาผมเพิ่งรู้ว่าตัวเองโชคดีมากแค่ไหนที่ไม่เคยต้องพบเจอกับอะไรเลวร้ายขนาดนี้ ไม่อยากจะเชื่อว่าเรื่องแบบนี้มันจะมีจริงๆ คิดว่าแม่ทุกคนรักลูกซะอีก เพียงแต่อาจจะมีวิธีการแสดงออกที่ต่างกันออกไปเท่านั้น แต่ไม่เคยคิดว่าแม่แบบนี้จะมีอยู่จริงๆ หรือคนแบบนี้ไม่สมควรเรียกตัวเองว่าแม่
บรื้นนน
ผมขับรถออกมาอีกครั้งเมื่อมั่นใจว่าตัวเองใจเย็นลงแล้ว ตั้งใจขับเข้าซอยที่เห็นว่ายัยเด็กนั่นวิ่งร้องไห้มานั่นแหละ ป่านนี้น่าจะยังไปไหนได้ไม่ไกลหรอก ไม่อย่างนั้นก็น่าจะยังอยู่ที่ป้ายรถเมล์
ขับเข้าซอยมาได้ไม่นานผมก็ต้องชะลอรถเมื่อเห็นคนที่ผมกำลังตามหา เธอไปได้ไม่ไกลอย่างที่ผมคิดไว้นั่นแหละ เพราะตอนนี้เธอนั่งร้องไห้อยู่กลางซอย ข้างๆ ถังขยะที่ยิ่งเห็นก็ยิ่งรู้สึกหน่วง อึดอัดเหมือนจะหายใจไม่ออก ถ้าสังเกตจากแผ่นหลังเล็กๆ ที่กำลังสั่นไหวแรงๆ อยู่ตรงนั้นก็พอจะรู้ว่าเธอกำลังร้องไห้หนักแค่ไหน
ไม่รู้ว่าทำไมผมถึงได้รู้สึกสับสนไปหมด ภาพที่เห็นทำให้ผมนั่งกำพวงมาลัยรถแน่นโดยไม่รู้ตัวด้วยซ้ำ สิ่งที่เห็นทำให้ผมเฝ้าถามตัวเองว่าถ้าผมมาเร็วกว่านี้ ผมจะทำยังไง ถ้าต้องมาเห็นเธอร้องไห้หนักขนาดนี้ผมจะเดินลงไปปลอบเธอแบบพี่ชายที่แสนดีควรทำ หรือนั่งรอเธอในรถ ปล่อยให้เธอร้องไห้เงียบๆ แบบที่กำลังทำอยู่ ซึ่งคำตอบที่ได้ก็คือผมจะเดินลงไป เพราะยังไงซะผมก็ไม่คิดว่าตัวเองจะใจดำถึงขนาดนั่งมองเธอร้องไห้หนักขนาดนี้ได้โดยไม่ทำอะไรสักอย่างได้หรอก แต่มันติดตรงที่ตอนนี้เธอมีคนปลอบแล้ว ผมก็เลยไม่รู้ว่าจะลงไปทำไม
ผมกำลังนั่งมองเธอร้องไห้อย่างหนัก...อยู่ในอ้อมกอดของไม้โท ภาพที่เห็นทำให้ผมรู้ตัวว่าที่ผ่านมาผมคงไม่เคยทำตัวเป็นพี่ชายที่แสนดีสำหรับเธอเลยสักครั้ง แต่ก็ไม่เคยคิดว่าไม้โทจะดีกับเธอมากไปกว่าผม
ช่างเถอะ เอาเป็นว่าวันนี้ผมทำหน้าที่ของพี่ชายได้ดีที่สุดแล้วก็แล้วกัน ไม่ว่าเธอจะรับรู้หรือไม่ก็ตาม