บทที่ 2 จื่ออีคนซึน
โครมมม
ราชสีห์ทั้งสองตัวที่เคยงดงาม กลายเป็นเศษซากประหลักหักพังในชั่วพริบตา สงจื้อจ้องมองหญิงสาวตรงหน้าด้วยความโกรธ พร้อมทั้งตะโกนเรียกองครักษ์ด้วยน้ำเสียงเหี้ยมเกรียม
“องครักษ์ฟังคำสั่ง จับผู้หญิงคนนั้นเอาไว้ให้ได้” ทันทีที่สิ้นเสียง เหล่าองครักษ์ก็ต่างวิ่งเข้าปิดล้อมนางเอาไว้ในทันที
“เหอะ ไม่รู้จักที่ต่ำที่สูง แม่จะต่อยให้ฟังร่วงหมดปากเลย” นางพึมพำด้วยความโมโห นางถูกคนเหล่านี้ดูถูกเหยียดหยาม เพียงเพราะนางต้องการเงินของตนเอง นางไม่อาจยอมรับได้ นางจะสอนให้พวกเขารู้สำนึก ว่าอะไรเป็นอะไร
ในขณะที่เฉินจื่ออีกำลังจะลงมือ ก็ได้ยินเสียงดังมาจากทางด้านในของจวน พร้อมกับร่างของชายหนุ่มในอาภรณ์สีขาวเดินออกมาจากทางด้านในของจวนด้วยท่าทางตื่นตกใจเล็กน้อย
“เกิดอะไรขึ้น เสียงดังเข้าไปถึงด้านใน” เขาพูดขึ้นด้วยใบหน้าเย็นชา ทว่าเมื่อเหลือบไปเห็นหญิงสาวในอาภรณ์สีแดง น้ำแข็งพันปีบนใบหน้าของเขาก็ละลายในทันที
“ข้าก็นึกว่าใคร ที่แท้ก็แม่นางน้อยนี่เอง เจ้ามารับเงินหรือ” ใบหน้าหล่อเหลาของเขายิ้มกว้าง พร้อมทั้งเดินตรงเข้ามาหานางด้วยท่าทางเป็นมิตร ทว่าเฉินจื่ออีมีหรือจะสนใจเขา นางโมโหขนาดนี้ ไม่มีทางที่นางจะไว้หน้าเขา
“เหอะ เจ้าคนหน้าขาวไม่รักษาคำพูด ไสหัวออกมาได้เสียที ข้าก็หลงคิดว่าเจ้าเป็นคนมีสัจจะที่ไหนได้ หึ ออกมาก็ดี แม่จะตีให้หน้าหล่อ ๆ เสียโฉมเสีย” นางพูดขึ้นด้วยน้ำเสียงแข็งกร้าว พร้อมทั้งเดินตรงไปที่เขาด้วยท่าทางเกรี้ยวกราด
นิ่งเทียนซินชะงักไปในทันที ก่อนที่นางจะถึงตัวเขา เขาก็ยกมือขึ้นพร้อมกับพูดขึ้นด้วยน้ำเสียงอ่อนโยน
“แม่นางน้อย เจ้าจะตีข้าย่อมได้ แต่ข้าต้องรู้ก่อนว่าเจ้าตีข้าเพราะเหตุใด” นางชะงักไป จากนั้นก็จ้องมองเขาด้วยสายตากินเลือดกินเนื้อ โดยไม่รู้เลยว่าเหล่าองครักษ์ที่อยู่รอบ ๆ ล้วนมองนางเป็นตาเดียวกันด้วยความตกตะลึง
สตรีนางนี้เป็นใครกัน เหตุใดคุณชายที่แสนเย็นชาของพวกเขาถึงได้เอาใจนางถึงเพียงนี้
คำพูดหยาบกระด้างที่นางเปล่งออกมา ไม่เพียงไม่โกรธ ทว่าคุณชายกลับมองนางราวกับเป็นของล้ำค่า พวกเขาหวาดกลัวจนขนลุกขนซันไปทั้งร่างแล้ว คงไม่ใช่ว่าคุณชายชอบของแปลกหรอกนะ
“เจ้ายังมีหน้ามาถามข้าอีกหรือ ข้าเอาป้ายหยกเจ้ามารับเงิน แต่คนพวกนี้กลับด่าว่าข้าเป็นสตรีบ้า” นางพูดขึ้นด้วยน้ำเสียงไม่พอใจ ใบหน้าหล่อเหลายิ้มอ่อน พร้อมทั้งเดินเข้าไปใกล้นางด้วยท่าทางเป็นมิตร
“แม่นางน้อย ข้านิ่งเทียนพูดคำไหนคำนั้น เจ้าอยากได้เงินเท่าไร ข้าล้วนมอบให้ได้ ส่วนคนโง่พวกนั้น ข้าจะจัดการพวกเขาเอง ดีหรือไม่” เขาถามขึ้นด้วยท่าทางเอาอกเอาใจ เมื่อได้ฟังคำพูดหวานหู เฉินจื่ออีก็พลันรู้สึกดีขึ้นบ้างเล็กน้อย
“เช่นนั้นก็แล้วไป รีบเอาเงินมาให้ข้าแสนตำลึง เอาตั๋วเงินนะ” เขาพยักหน้ารับ แล้วล้วงเอาตั๋วเงินแสนตำลึงออกมาจากแขนเสื้อยื่นให้นางอย่างไม่มีท่าทางลังเล
“ดี ข้าชอบคนใจใหญ่เช่นนี้แหละ” นางพูดขึ้นพร้อมทั้งตบไหล่เขาด้วยความพอใจ จากนั้นก็หมุนตัวเดินออกไป
ทว่ายังไม่ทันจะเดินได้ถึงสองก้าว นางก็หยุดเดินแล้วเดินกลับมาหาเขาอีกครั้ง
“ต่อไป หากเจ้าอยากสังหารใคร มาหาข้า ข้าจะช่วยเจ้าเอง” นางยิ้มกว้างแล้วหมุนตัวเดินออกไป ทว่ากลับถูกเขาคว้าข้อมือเอาไว้เสียก่อน
“แม่นางน้อยอย่าเพิ่งไปสิ” ใบหน้าหล่อเหลายิ้มแย้ม พร้อมกับชี้ไปที่ซากราชสีห์สองตัว ที่ถูกนางทุบจนแตกกระจาย นางเอียงคอมองด้วยความสงสัย ให้นางดูทำไมกัน
“ราชสีห์สองตัวนี้ ใช่แม่นางน้อยทำลายหรือไม่” นางพยักหน้ารับ
“ใช่ข้าทุบเอง ใครใช้ให้พวกเขาหาเรื่องข้าล่ะ” นางกอดอกเชิดหน้าขึ้นด้วยความภาคภูมิใจ
“เช่นนั้นแม่นางน้อยจะชดใช้ให้ข้าอย่างไร ราชสีห์ทั้งสองตัวเป็นของที่พระราชทานมาจากฮ่องเต้เชียวนะ ที่แคว้นเทียนของเรามีเพียงสี่ตัวเท่านั้น บัดนี้เจ้าทำลายไปแล้ว ข้าจะทูลต่อฝ่าบาทว่าอย่างไร” นิ่งเทียนซินพูดขึ้นด้วยท่าทางหนักใจ
“เอ่อ ข้าต้องรับผิดชอบอย่างไร” นางถามขึ้นด้วยใบหน้าเคร่งขรึม การทำลายของพระราชทานนับว่าหนักหนายิ่งนัก
หากนางไปยอมรับต่อหน้าฮ่องเต้แคว้นเทียนว่าตนเป็นคนทำ พระองค์อาจจะเห็นแก่หน้าเสด็จปู่ให้อภัยนางสักครั้ง ทว่านางก็ไม่อาจเปิดเผยตัวตนได้ โอ๊ยปวดหัว รู้เช่นนี้เอาอี้อี้มาด้วยดีกว่า
ในขณะที่นางกำลังครุ่นคิด ก็ไม่รู้เลยว่าชายหนุ่มที่ยืนอยู่เคียงข้างนางกำลังยกยิ้มมุมปากด้วยความพอใจ ดูท่าทางแล้วนางก็ไม่ได้ฉลาดเท่าไร
“ข้าจะไปจ้างคนแกะสลักราชสีห์ตัวใหม่ ทว่าคงต้องใช้เวลาไม่น้อยเลย ระหว่างนี้เจ้าก็อยู่ที่นี่ไปก่อน เพื่อยืนยันว่าเจ้าจะไม่หนีไปในระหว่างนี้” เขาพูดขึ้นด้วยใบหน้าลำบากใจ
“ข้าจะอยู่ที่นี่ได้อย่างไร ข้ามีเรื่องที่ต้องไปทำ ข้าไม่หนีแน่นอนข้ารับปากเจ้า เมื่อแกะสลักราชสีห์ตัวใหม่เสร็จ ข้าจะจ่ายเงินให้เจ้าแน่นอน” นางพูดขึ้นด้วยน้ำเสียงหนักแน่น พร้อมกับจ้องมองเขาด้วยสายตาสงบนิ่งและแน่วแน่
ทว่าชายหนุ่มกลับส่ายหน้า ท่าทางคอตกอย่างน่าสงสาร ทำเอานางทำตัวไม่ถูกขึ้นมา
นางถูกเลี้ยงดูมาในวัง แต่นางกลับชอบศิลปะการต่อสู้ต่างๆ มากกว่าการเย็บปักถักร้อยเช่นสตรีคนอื่น นางจึงอยู่ที่สำนักองครักษ์หลวงมากกว่า อยู่ที่ตำหนัก อาจารย์ที่สอนนางก็เป็นพวกคนทึ่ม นางจะทันเล่ห์เหลี่ยมของชายตรงหน้าได้อย่างไร
“เจ้ามีธุระอันใด ข้าจะช่วยเจ้าทำเอง เจ้าอยู่ที่นี่เป็นองครักษ์ให้ข้า ระหว่างที่รอราชสีห์ทั้งสองตัวนั่น ดีหรือไม่” ข้อเสนอนี้ของเขาทำให้นางหวั่นไหว หากมีคนช่วยตามหา นางย่อมตามหาบิดาและมารดาได้เร็วขึ้น อีกทั้งยังสามารถอยู่ที่นี่ เพื่อรับผิดชอบสิ่งที่นางทำได้ด้วย
“ข้ากำลังตามหาคนสองคน หากท่านช่วยข้าตามหาพวกเขา ข้าก็ยินดีจะรั้งอยู่ที่นี่” เมื่อได้ฟังเช่นนั้น ใบหน้าหล่อเหลาก็พลันยิ้มกว้าง พร้อมทั้งกวักมือเรียกองครักษ์คนสนิทเข้ามา
“เจ้าวาดภาพคนที่เจ้าต้องการตามหา แล้วมอบมันให้กับสงจื้อเขาจะตามหาแทนเจ้าเอง” เมื่อได้ฟังเช่นนั้นดวงตาของนางก็เปล่งประกาย
นางล้วงเอาภาพวาดของบิดาและมารดาที่นางวาดเองขึ้นมา จากนั้นก็ยื่นให้กับสงจื้อในทันที ทันทีที่มองเห็นบุคคลในภาพวาด นิ่งเทียนซินก็ถึงกับพูดไม่ออก สงจื้อนั้นยิ่งหนักกว่า เขาแทบจะหลั่งน้ำตาออกมาในทันทีก็ว่าได้
“แม่นาง เจ้าแน่ใจหรือว่านี่คือบิดาและมารดาของเจ้า” เขาถามขึ้นด้วยความไม่แน่ใจ
“แน่นอน นี่คือบิดาและมารดาข้า เจ้าดูมารดาข้าหน้าเหมือนข้ามากทีเดียวใช่หรือไม่ ส่วนนี่บิดาข้า ใบหน้าหล่อเหลาคิ้วเข้มจมูกโด่ง หล่อเหลาเอาการยิ่งนัก” นางพูดขึ้นอย่างภาคภูมิใจ ทว่าสงจื้อกลับมองไม่เห็นสิ่งที่นางพูดแม้แต่น้อย
ในภาพวาดที่นางบอกว่าคือมารดาของนางนั้น สตรีนางนั้นมีดวงตาสีขาวดำอย่างชัดเจน มีจมูกและปากเท่านั้นที่มองออกว่าเป็นมนุษย์ ทางด้านบุรุษก็ไม่ต่างกันมาก ดูท่าแล้วหากนำภาพไก่เขี่ยนี่ไปตามหาคาดว่าชาตินี้ก็คงหาไม่พบเป็นแน่