บทที่ 1 ถึงเวลา

1883 คำ
เวลาพลบค่ำ ณ บ้านหลังใหญ่ หญิงสาวคนหนึ่งเข้าบ้านมาในสภาพที่ดูอ่อนล้า ปวดเมื่อยตามเนื้อตัว เดินไม่ค่อยคล่องด้วยเพราะร่างกายไม่อำนวยจากเหตุการณ์ที่เพิ่งประสบมา เธอนั่งพักบนโซฟาในห้องรับแขกของบ้าน ค่อย ๆ เอนหลังให้พิงกับพนักพิง แต่เพียงส่วนของแผ่นหลังสัมผัสลงเท่านั้น เธอก็ต้องนิ่วหน้าพร้อมเด้งตัวกลับมาให้ห่างจากพนักเก้าอี้นวมด้วยความเจ็บที่ถาโถม ร่างบางนึกหงุดหงิดไม่น้อยที่ตัวเองตกอยู่ในสภาพแบบนี้ เธอนั่งหลังตรงหลับตาตั้งสติกับตัวเอง ทว่าเสียงในหัวที่ดังไม่เงียบหายไปก็คือ ‘วันนี้มันวันเฮงซวยอะไร!’ ไม่นานนัก มารดาของเธอก็เดินเข้ามาหาเมื่อเห็นผู้เป็นลูกสาวนั่งอยู่ “พริม เป็นอะไร ทำไมมานั่งอยู่ตรงนี้ล่ะ” “เปล่าค่ะ” พริมโรส ซึ่งกำลังนั่งก้มหน้านำมือกุมขมับ ได้ยินเสียงอีกคนพูดแล้วก็เงยหน้ามอง พลันเอ่ยตอบก่อนจะลุกขึ้นเตรียมเดินออกไปจากห้องนี้ เนื่องจากเธอถูกสอนให้เข้มแข็ง อดทน ไม่อ่อนแอมาตั้งแต่เด็ก เรื่องเจ็บตัวแต่ไม่ถึงตายแบบนี้จึงไม่ควรให้พ่อแม่เธอรู้ เพราะเธอคิดว่าอาจจะโดนตำหนิเอาได้ “เดี๋ยวก่อน ทำไมถึงเดินแปลก ๆ แบบนี้ล่ะ พริมไปทำอะไรมา” พริสา ผู้เป็นมารดาถามไปตามที่สังเกต “ไม่มีอะไรค่ะ แม่อย่าสนใจเลย” เธอตอบขณะยังคงเดินไปอย่างนั้น พริสาเห็นท่าไม่ดีจึงเอื้อมมือจับแขนลูกสาวรั้งไว้ “หยุดเลยนะพริมโรส” “…” “บอกแม่มา ว่าไปทำอะไรมา ทำไมสภาพถึงเป็นแบบนี้” ถามแล้วก็ไล่สายตาดูร่างกายลูกสาว “นี่ ตรงนี้ช้ำด้วย ตกลงไปทำอะไรมา ทำไมเจ็บตัวแบบนี้” “พริมเห็นว่ามันไม่ได้ปางตาย นึกว่าแม่จะไม่อยากสนใจ” เธอตอบเสียงเรียบ “พริมโรส” พริสาพูดเสียงเข้มขึ้นอย่างเอาจริงเอาจัง สายตาเป็นไปในลักษณะเดียวกัน “ถ้าพริมบอก แม่จะว่าว่าพริมอ่อนแอไหม” “บอกมาเถอะน่า ลูกเจ็บแบบนี้คนเป็นแม่ก็ห่วงเป็นธรรมดานั่นแหละ แม่ไม่ได้จะหาเรื่องว่าพริมไปซะทุกเรื่องหรอกนะ” “…” “เร็วสิ เราไปโดนอะไรมากันแน่” พริมโรสหายใจเข้าลึกพลันผ่อนออกเบา ๆ ก่อนจะพูดตอบเสียงเรียบโดยไม่มองหน้ามารดา “พริมโดนรถชนค่ะ” “ฮะ?!” พริสาร้องตกใจออกมาทันทีพลางยกมือทาบอก อึ้งไปไม่นานก็ถามต่อ “แล้วโดนชนยังไง ทำไมสภาพถึงเป็นแบบนี้ พริมไม่ได้ช้ำในใช่ไหม หาหมอหรือยัง” “พริมนั่งอยู่ในรถแล้วโดนชนค่ะ รถเลยหุ้มเนื้อ ดีที่เอารถยุโรปไป รถเลยไม่ได้เละมาก แล้วตัวพริมก็แค่ช้ำนิดหน่อย ตอนนี้ปวดเมื่อยไปทั้งตัว โดยเฉพาะที่หลัง” “ถึงกับรถเละเลยเหรอ.. ไหนไปนั่งคุยกันดี ๆ ซิ” ผู้เป็นมารดาจูงมือพาลูกสาวเดินกลับไปนั่งที่โซฟายาว “ชนยังไง แล้วไปโรงพักเคลียร์กับคนชนแล้วเหรอ” “ค่ะ” “แล้วทำไมไม่โทร.บอกแม่ไม่ก็พ่อให้ไปอยู่ด้วยสักคนล่ะพริม เรื่องแบบนี้ทำคนเดียวได้ไง ตัวเองก็เจ็บเนี่ย เป็นผู้หญิงด้วย” “ก็พริมไหว พริมก็เลยทำเอง พ่อกับแม่สอนพริมเองไม่ใช่เหรอ ว่าอะไรที่ทำเองได้ก็ไม่ต้องขอให้คนอื่นช่วย พึ่งตัวเองไว้ดีที่สุด” “พริม” “ส่วนเรื่องชนยังไง พริมเบรกชะลอรถเพราะไฟจราจรเพิ่งเปลี่ยนเป็นไฟแดง รถบรรทุกขับตามหลังมา เขาไม่เบรกตามก็มาชนท้ายรถพริม แล้วรถพริมก็เด้งไปชนท้ายคันข้างหน้าอีกทีด้วย” “ตายแล้ว! ขวัญเอยขวัญมา พริมโอเคใช่ไหม” ถามพลางนำมือลูบแผ่นหลังเล็กเบา ๆ หวังจะปลอบโยน ทว่าหญิงสาวกลับสะดุ้งเจ็บขึ้นมา เธอจึงรีบนำมือออก แล้วย้ายไปลูบกระหม่อมพริมโรสแทน แต่ลูบเพียงครั้งเดียวคนได้รับความอ่อนโยนก็เอียงศีรษะหลบออกราวกับไม่อยากได้ความอบอุ่นจากมารดา เนื่องจากเธอไม่ชินกับการกระทำแบบนี้จากครอบครัว “ก็ตกใจค่ะ แต่อย่างที่แม่เห็น ว่าพริมรอดมานั่งอยู่ตรงนี้ได้” พริมโรสพูดตอบเสียงเรียบโดยไม่มองหน้าคู่สนทนา พริสาไล่สายตาดูตามร่างกายลูกสาวโดยไม่ได้เอ่ยคำใดต่อไปครู่หนึ่ง จากนั้นก็พูดขึ้นพลางหยิบโทรศัพท์มาเปิดทำบางอย่าง “แม่ว่าแม่โทร.ถามอาจารย์ดูดวงให้พริมดีกว่า เรื่องแบบนี้มันไม่ธรรมดา ต้องมีอะไรแน่ ๆ” “นี่แม่ยังไม่เลิกดูหมออีกเหรอคะ” “จะเลิกทำไมล่ะ เป็นคนไทยจะขาดคุณสมบัติเรื่องนี้ไปได้ไง” “ดูแล้วก็งมงาย” “จิ๊ เงียบปากไปเลยเราน่ะ ตั้งใจฟังหมอเขาดี ๆ” พริมโรสเบือนหน้าหันมองไปอีกทางพลางถอนหายใจลากยาว สีหน้าดูเอือมระอาไม่น้อย “สวัสดีค่ะอาจารย์ สาเองนะคะ..” ในถนนสายเล็กที่รถสัญจรผ่านไม่มากนัก ข้างทางมีเสาไฟตั้งห่างกัน ทำให้ความสว่างของเส้นทางอยู่ในระดับปานกลางค่อนไปทางมืด กลุ่มผู้ชายวัยรุ่นกำลังยกพวกตีกัน โดยแบ่งเป็นฝั่งที่เป็นกลุ่มใหญ่ และฝั่งที่เป็นชายร่างสูงเพียงคนเดียว คนมีแค่สองมือสองเท้าปกป้องตัวเองโดยการสู้ไม่ยั้ง ต่อยฝ่ายตรงข้ามล้มไปหลายราย ทว่าก็ไม่ได้ทำให้อีกฝั่งจำนวนคนลดไปเกินครึ่งเลย ผัวะ! “พวกมึงเป็นใครวะ!” ผัวะ! ชายหนุ่มถามพลางต่อยสลับเตะคนรอบตัวที่เข้ามาทำร้ายตน “กูเป็นพวกสั่งสอนไอ้คนเหี้ยที่มันชอบยุ่งกับเมียชาวบ้านไง!!” ผัวะ! “เมียชาวบ้าน? มึงหมายถึงใคร!” ผัวะ! “ก็ไอติมไงวะ! นี่มึงคงมั่วผู้หญิงหลายคนเลยสินะ ถึงไม่ดูให้ดีว่าใครเขามีผัวแล้ว!” “เออ! กูไม่ดู เจอใครอ่อยแล้วเด็ดกูก็จับแทงแม่งหมดอะ!” “ไอ้ชาติหมา! ไอติมไม่มีวันอ่อยมึง!” ผัวะ! “เชี่ยเอ๊ย! มึงทำหน้ากูมีแผล กลับไปกูโดนพ่อด่าอีกเนี่ย!” “พวกกูจะยำมึงให้เละคาตีนเลย!” ปี๊น ปี๊น! เสียงแตรรถดังเป็นสัญญาณทำให้เหล่าคนที่กำลังทะเลาะวิวาทกันตื่นตกใจ “เชี่ย! มีคนมา รีบไปเร็ว!” ผู้นำกลุ่มใหญ่เอ่ยบอก พวกคนในแก๊งที่เหลือจึงตามเขา หนีหายไปกันอย่างรวดเร็ว ปล่อยให้ชายคนเดียวที่โดนมาดักรุมต้องยืนเจ็บตัวอย่างโดดเดี่ยว ชายหนุ่มนำนิ้วแตะแผลบนใบหน้า เห็นว่ามีเลือดก็ซี้ดปากเบา ๆ พลันใช้ลิ้นดันกระพุ้งแก้ม “พวกกาก มารุมกูซะขนาดนั้นให้แผลกูได้แค่นี้เอง เศษตีนสัส” ปี๊น! เสียงแตรรถด้านหลังดังขึ้นอีกครั้ง ชายหนุ่มที่เพิ่งคาบบุหรี่เตรียมจุดไฟแช็กตรงปลายมวนจึงหันไปมองต้นเสียง ก่อนจะขดคิ้วเข้าหากันเล็กน้อย “ไอ้หนุ่ม! กลับบ้านยังไง!” เสียงคนในรถลดกระจกลงแล้วตะโกนถามมา คนถูกถามหันดูด้านหลัง เห็นว่าไม่มีใครจึงกลับไปมองที่คนถาม แล้วนำมือชี้ตัวเองเชิงถามเขาว่าถามตนเหรอ “ถามนายนั่นแหละ!” “ผมเดินกลับ!” “งั้นมานี่! ขึ้นรถฉัน! เดี๋ยวฉันพาไปส่ง!” “…” ชายหนุ่มมองผู้พูดนิ่ง พลันหันตัวจะเดินไปตามทางของตนเอง ไม่สนใจคำเสนอของอีกคน ทว่า “ฉันเป็นตำรวจ! เชื่อใจฉันได้!” เขานำบัตรประจำตัวตำรวจยกขึ้นโชว์ให้ดูเพื่อยืนยันคำพูด “…” ขณะรถยนต์กำลังแล่นไปตามท้องถนน “แน่ใจนะว่าจะไม่เอาเรื่องพวกนั้น” “ไม่เอาอะ พวกนั้นมันบอกว่าผมไปยุ่งกับเมียมัน ก็สมควรแล้วที่ผมโดนแบบนี้ เพราะถ้าผมมีเมียแล้วไอ้หน้าไหนมันมายุ่งกับเมียผม ผมก็คงจัดมันให้เละเหมือนกัน แต่ผมลุยเดี่ยวนะ ไม่หมาหมู่แบบพวกนี้หรอก หึ แต่ก็เข้าใจได้ พวกนี้มันอ่อนหัด” “ดูทรงเจ้าชู้แบบนี้ จะมีเมียเป็นตัวเป็นตนได้เหรอ” “หึ ผมก็เลื้อยไปเรื่อยแหละลุง เจอใครใช่เดี๋ยวก็คงใช่เอง” Rrr~ Rrr~ เสียงโทรศัพท์สั่นดังขึ้น คนทั้งคู่ต่างก้มมองดูมันเมื่อถูกดึงความสนใจ ก่อนจะเป็นเจ้าของรถที่หยิบเครื่องสี่เหลี่ยมขึ้นมา “เมียลุงโทร.มา ขอคุยแป๊บนะ” ชายหนุ่มพยักหน้า ไม่ได้พูดเป็นคำพูดตอบ ชายวัยกลางคนหยิบหูฟังบลูทูธขึ้นมาใส่หูข้างหนึ่งก่อนจะกดรับสาย “ว่าไงคุณ” “ฮะ?!” เขาร้องตกใจพลันหักพวงมาลัยเข้าจอดข้างทางทันที คนนั่งข้างคนขับร้องลั่นด้วยความตกใจไม่น้อย มือจับเบาะยึดตัวเองแน่นตามสัญชาตญาณ ก่อนจะหันขวับไปมองคนข้างกายขณะยังคงเบิกตาโต หายใจแรง แต่เห็นว่าคนในสายตามีสีหน้าเคร่งเครียด ตั้งใจฟังคนในสายโทรศัพท์อยู่ เขาจึงไม่ได้พูดอะไร ได้แต่สงบสติอารมณ์กับตัวเองไปพลาง ๆ ก่อน “แต่งงานคุมเคราะห์.. ผูกดวงคู่แท้.. มันต้องขนาดนั้นเลยเหรอคุณ แล้วจะไปหาคู่แท้ของลูกภายในเดือนเดียวจากไหนล่ะ” “…” “โอเค เดี๋ยวผมรีบกลับไป บอกลูกให้ไปนอนพักผ่อนก่อน” “โอเค เจอกันคุณ” คนคุยโทรศัพท์วางสายลง จบการสนทนา “โหลุง เบรกซะ วิญญาณผมเกือบตามร่างมาไม่ทันเลย” “โทษที ลุงมีเรื่องตกใจน่ะ แต่ลุงเบรกนานแล้วนะ ทำไมหนุ่มเพิ่งตกใจล่ะ” “ตกใจกับตัวเองไปแล้ว ผมรอลุงคุยโทรศัพท์เสร็จถึงค่อยได้มาตกใจกับลุงต่อเนี่ย” “เอ้อ มารยาทดีนะ” “…” ผู้ขับรถจับหัวเกียร์จะออกรถขับต่อไป “เพิ่งเห็น เราเรียนวิศวะเหรอ” “ใช่ ผมเด็กวิดวะ” เอี๊ยด! “โอ๊ยลุง! เบรกอีกแล้ว ครั้งนี้ตกใจอะไรอีกเนี่ย” “หนุ่มโสดใช่ไหม” “ใช่” “เกิดวันอะไร” “ฮะ?” “วันอะไร จันทร์ถึงอาทิตย์อะ” “ลุงถามทำไม” “ตอบมาเถอะ ข้อมูลแค่นี้ลุงเอาไปทำอะไรไม่ได้หรอก” “ทำไรไม่ได้แล้วเอาไปทำไม” “เอ๊ะ!” เขาชักจะหงุดหงิด “…” “ตอบมาเถอะน่า ถือซะว่าเป็นค่าตอบแทนที่ลุงช่วยหนุ่มแล้วจะพาหนุ่มไปส่งบ้านนี่ก็ได้” “..ผมเกิดวันอาทิตย์” “วันอาทิตย์เหรอ ธาตุอะไร” “ธาตุ?” “ดินน้ำลมไฟไง ธาตุไหน” “อ้อ ..ผมธาตุไฟนะ” คนได้คำตอบยิ้มกว้างออกมาทันที “ยิ้มไรลุง” “หนุ่มนี่ก็สูงโปร่ง หน้าตาคมเข้ม แววตามั่นใจ ร่างกายกำยำแข็งแรง ..ใช่เลย!” “ฮะ? อะไรใช่ เดี๋ยวลุง ลุงพูดอะไรเนี่ย” โปรดติดตามตอนต่อไป..
อ่านฟรีสำหรับผู้ใช้งานใหม่
สแกนเพื่อดาวน์โหลดแอป
Facebookexpand_more
  • author-avatar
    ผู้เขียน
  • chap_listสารบัญ
  • likeเพิ่ม