กว่าพริมรดาจะเดินมาถึงโรงพยาบาลก็เล่นเอาเหงื่อตก สองขาสั่นจนต้องนั่งลงบนม้าหินอ่อนเพราะหมดแรงก้าวต่อ ก่อนจะได้ยินเสียงเตือนจากโทรศัพท์เครื่องบางของตัวเอง
“ฮัลโหลค่ะแม่...”
“เป็นไงลูกน้องตุลย์ดีขึ้นหรือยัง”
“ดีขึ้นแล้วค่ะ ก่อนหนูมาหาหมอป้อนยาเอาไว้แล้ว”
“นี่หนูมาหาหมอเหรอ...”
“ค่ะแม่ ใกล้คลอดคุณหมอนัดถี่หน่อย”
“มากับใครล่ะลูก...”
“เอ่อ...มากับพี่ตรัยค่ะ”
พริมรดาพยายามบอกตัวเองว่าเธอไม่ได้โกหกมารดาเพียงแต่พูดไม่หมดเท่านั้น
“ตรัยเขาเห่อลูกสาวบ้างมั้ยล่ะพริม”
“ก็...มีบ้างค่ะ”
“คอยดูเถอะจะต้องหลงลูกสาวแน่ๆ”
“ค่ะ แค่นี้ก่อนนะคะแม่”
เธอรีบตัดสายเพราะถ้าหากพูดต่อมารดาคงรับรู้ได้ถึงความสะเทือนใจของเธอ
ความจริงแล้วพริมรดาก็ไม่ได้อยากจะโกหกมารดาแต่เธอทำไปเพราะไม่อยากสร้างภาระทางใจให้กับท่าน เธอรับรู้ปัญหาทางบ้านมาตลอดและคิดเสมอว่ามันหนักหนามากพอแล้ว จึงไม่เคยบอกให้พ่อหรือแม่รับรู้เลยว่าความสัมพันธ์ระหว่างเธอและสามีเป็นเช่นไร
แต่จะว่าไปแล้วนั่นก็ไม่ใช่เพียงเหตุผลเดียว แต่ยังมีเรื่องลูกและความรู้สึกของเธอเข้ามาเกี่ยวข้อง พริมรดาจึงไม่เคยบอกว่าเธอกำลังเจอกับอะไร และพยายามอดทนเท่าที่เธอจะทนไหวเพื่อให้คำว่าครอบครัวยังคงอยู่
หลังจากหาหมอตามนัดเรียบร้อยพริมรดาก็พาตัวเองกลับบ้านด้วยรถแท็กซี่ ซึ่งกว่าจะจะมาถึงก็เป็นเวลาบ่ายจัด และทันทีที่ก้าวลงจากรถป้าเมียดแม่บ้านก็รีบเดินเข้ามาหาราวกับกำลังรอเธออยู่
“คุณพริมคะ คุณผู้หญิงบอกว่าถ้าคุณพริมมาถึงให้รีบไปพบค่ะ”
“ที่ไหนจ๊ะป้า”
“ตึกโน้นค่ะ คุณหนูก็อยู่ที่นั่นด้วยค่ะ”
พอรู้ว่าลูกชายอยู่ที่นั่นด้วยพริมรดาก็หมดคำถาม เธอเดินตรงไปยังอีกตึกซึ่งเป็นคฤหาสน์ของตระกูลปิติภิรมย์ทั้งๆที่รู้สึกอ่อนเพลียจนก้าวขาแทบไม่ออก
ภายในห้องโถงกว้างที่ถูกตกแต่งอย่างหรูหราบ่งบอกฐานะเหลือกินเหลือใช้ของเจ้าของ ตอนนี้แทบจะถูกเปลี่ยนเป็นห้องเลี้ยงเด็กเพราะบนพื้นมีของเล่นเกลื่อนกราด และลูกชายวัยสองขวบเศษของเธอก็กำลังนั่งเล่นอยู่ตรงกลาง
“น้องตุลย์...”
“แม่!!”
พอได้ยินเสียงมารดาพ่อหนูน้อยก็รีบลุกขึ้นแล้วรีบวิ่งเข้ามาหาด้วยความคิดถึง
ฟอดดด ฟอดดด
พริมรดาหอมแก้มยุ้ยซ้ายขวาของลูกชายแล้วกอดร่างตุ้ยนุ้ยเอาไว้หลวมๆ
“คิดถึง...”
“ครับลูกแม่ก็คิดถึงตุลย์”
เธอรูปศีรษะเล็กก่อนจะทาบหลังมือที่หน้าผากเพื่อวัดอุณหภูมิ
“ตัวไม่ร้อนแล้วคนเก่งของแม่”
“ก็แค่ชั่วคราวนั่นแหละ เธอเลี้ยงลูกยังไงถึงป่วยบ่อยขนาดนี้”
คุณรัมภาตำหนิลูกสะใภ้ตรงๆอย่างไม่คิดที่จะถนอมน้ำใจเช่นเดียวกับทุกครั้งที่พริมรดาทำอะไรไม่ได้ดั่งใจเธอ
“ช่วงนี้อากาศเปลี่ยนค่ะ น้องตุลย์เป็นภูมิแพ้เลยป่วยง่ายกว่าปกติ”
“ฉันว่าไม่ใช่แค่ช่วงนี้ละมั้ง ตั้งแต่น้องตุลย์เกิดสบายดีอยู่กี่วันเชียว”
“พี่ปูพาน้องตุลย์กลับบ้านก่อนค่ะ”
พริมรดาบอกกับพี่เลี้ยงของลูกชายเพราะไม่ต้องการให้เขารู้เห็นสิ่งที่ไม่ควร
“หนูเป็นแม่นะคะคุณแม่ทำไมจะไม่อยากให้ลูกแข็งแรง หนูดูแลลูกอย่างดีแต่เรื่องเจ็บป่วยมันบังคับกันไม่ได้”
“ฉันว่าเธอใส่ใจลูกไม่มากพอมากกว่านะ ทั้งๆที่เธอไม่ได้มีงานการอย่างอื่นอกจากเลี้ยงลูกยังทำให้ดีไม่ได้เลย เธอคิดว่าเงินหลายสิบล้านค่าสินสอดที่ฉันจ่ายให้พ่อแม่เธอไปน่ะมันคุ้มมั้ยกับลูกสะใภ้ที่ไม่ได้เรื่องอย่างเธอ”
พริมรดากำมือแน่นข้างลำตัวในขณะที่ฟังแม่สามีสาดคำพูดใส่ นี่ไม่ใช่ครั้งแรกที่เธอได้ยินอะไรแบบนี้แต่มันก็อดไม่ได้ที่จะรู้สึกเจ็บ
“ช่วยทำตัวให้ฉันรู้สึกคุ้มค่ากับเงินที่เสียไปหน่อยเถอะ”
“พริมทำดีที่สุดแล้วค่ะ พริมมั่นใจว่าพริมเป็นทั้งเมียและแม่รวมถึงลูกสะใภ้ที่ดี เพียงแต่ยังไม่สามารถทำให้คุณแม่พอใจได้เท่านั้น”
คุณรัมภาหน้าตึงที่ลูกสะใภ้โต้ตอบไม่ยอมแพ้แต่ก็ทำอะไรมากกว่านี้ไม่ได้เพราะพริมรดามีสามีของเธอคอยปกป้อง
“เธอก็ยังต่อปากต่อคำเก่งเหมือนเดิมเลยนะ”
“คุณแม่เรียกพริมมาทำไมคะ หรือจะเรียกมาต่อว่าที่น้องตุลย์ป่วย”
“เปล่า ฉันจะให้เธอเอาผ้าพวกนั้นไปปักให้หน่อย พอดีที่สมาคมจะใช้เป็นของที่ระลึก”
“เท่านี้ใช่มั้ยคะ”
“มื้อค่ำฉันจะมีแขกคนสำคัญช่วยทำอาหารให้ด้วย ของสดทุกอย่างที่ต้องใช้จดให้เมียดไปซื้อ ส่วนเมนูฉันบอกเมียดไว้แล้วไปถามกันเอาเอง”
ถึงแม้จะไม่ค่อยปลื้มลูกสะใภ้คนนี้นัก แต่คุณรัมภาก็ยังมอบหมายงานสำคัญให้ เพราะพริมรดาเป็นคนที่มีฝีมือในเรื่องงานบ้านจนหาตัวจับได้ยาก
“ค่ะ”
“อืม...”
พริมรดาไม่เสียเวลาอยู่ตรงนั้นนาน หลังจากที่รู้จุดประสงค์ของแม่สามีเรียบร้อยเธอก็เดินกลับออกมาทันที เพราะทุกครั้งที่อยู่ใกล้คุณรัมภาเธอรู้สึกอึดอัดทุกครั้งไป
ถึงจะอ่อนเพลียจนแทบหมดแรงแต่พริมรดาก็ยังต้องฝืนร่างกายทำอาหารตามที่แม่สามีต้องการ เมื่อก่อนเธอเคยคัดค้านที่ตรัยคุณหาพี่เลี้ยงมาช่วยเลี้ยงลูก แต่มาตอนนี้เธอกลับคิดว่าเป็นเรื่องที่ดี เพราะบางวันเธอมีงานล้นมือจนดูแลลูกได้ไม่เต็มที่
“แม่ค้าบ...”
เจ้าตัวกลมซอยเท้าเข้ามาหามารดาในห้องครัวแล้วกอดขาแม่เอาไว้แน่น
“น้องตุลย์อยู่กับป้าปูก่อนนะครับ แม่ต้องทำอาหารให้คุณย่าก่อน”
“ไม่เอา! ฮือๆ...”
สองแขนอวบกอดรัดขาของมารดาไม่ยอมปล่อยจนพริมรดาทั้งสงสารและเอ็นดู
“วันนี้คุณพริมไม่อยู่คงคิดถึงน่ะค่ะ”
“ค่ะ พริมรู้แต่มันต้องทำนี่คะ”
ปูส่งยิ้มบางๆปลอบใจพริมรดาก่อนจะพยายามช่วยเบี่ยงเบนความสนใจของน้องตุลย์
“น้องตุลย์ครับ ป้าปูว่าเราไปเล่นรถตำรวจกันดีมั้ย”
“ยดตำยวดหย๋อ...”
เสียงพูดที่ไม่ชัดของเด็กวัยสองขวบเศษฟังดูน่ารักเสียจนทุกคนพากันยิ้มตาม
“ครับ ไปเล่นรถตำรวจกัน ตอนนี้มีเหตุฉุกเฉินรอน้องตุลย์ไปช่วยนะครับ”
“ไปๆ...”
ร่างกลมป้อมผละออกจากมารดาแล้ววิ่งนำพี่เลี้ยงออกจากห้องครัวโดยมีสายตารักใคร่ของคนเป็นแม่มองตาม
“คุณหนูนับวันยิ่งน่าเอ็นดูนะคะ”
“จ้ะป้าแก้ว ตอนนี้พูดเก่งขึ้นมากถึงจะไม่ค่อยชัดก็เถอะ”
ถึงแม้จะเหนื่อยจะล้าแต่ใบหน้าหวานก็ยังปรากฏรอยยิ้มอ่อนโยนเพราะเธอมีความสุขทุกครั้งที่พูดหรือนึกถึงลูก
อาหารทุกอย่างเสร็จทันมื้อค่ำตามที่คุณรัมภาต้องการ ซึ่งหญิงสาวรู้ว่าแขกที่จะมาน่าจะเป็นแขกคนสำคัญ เพราะแม่สามีของเธอเป็นคนเดินมาดูความเรียบร้อยด้วยตัวเอง
“พริมเห็นมีเมนูที่ไม่ใช่อาหารไทยด้วยเลยเพิ่มสลัดให้อีกอย่างนะคะ พอดีว่าผักของพริมเก็บได้แล้วเลยเอามาทำเพิ่ม”
“อืม...”
คุณรัมภาพยักหน้ารับแล้วหันหลังกลับโดยไม่มีคำขอบคุณใดๆซึ่งพริมรดาก็ไม่ได้คาดหวังอยู่แล้ว
“อ้อ...วันนี้ตรัยกินมื้อค่ำกับฉันนะเธอไม่ต้องรอเขา ส่วนเรื่องผ้าที่ให้ปักช่วยเร่งมือหน่อยแล้วกันนะเพราะฉันต้องใช้อาทิตย์หน้า”
“ค่ะ”
หญิงสาวตอบสั้นๆทั้งๆที่ในใจอยากจะพูดอะไรที่มากกว่านั้น แต่เพราะรู้ว่าพูดแล้วมันไม่มีประโยชน์จึงเลือกที่จะเงียบ
แขกคนสำคัญที่คุณรัมภาว่าคือเพื่อนเก่าแก่ของเธอที่มาเยี่ยมเยียนหลังจากไม่ได้เจอกันนานเพราะย้ายตามสามีไปอยู่ต่างประเทศ บรรยากาศบนโต๊ะอาหารจึงมีเสียงพูดคุยดังอยู่ไม่ขาดระยะ
“ฉันไม่ได้เห็นหลานเลยตั้งแต่คลอด ตอนนี้เป็นยังไงบ้างภา”
“น้องตุลย์น่าเอ็นดูเป็นเด็กที่รู้ความมากๆ แต่รู้สึกจะป่วยบ่อย”
“อ้าว...ทำไมล่ะ”
“ก็ไม่รู้ว่าแม่เขาเลี้ยงกันยังไง นี่ฉันอยากจะเอามาเลี้ยงบ้างก็ยากแสนเข็ญ จะหวงลูกอะไรนักก็ไม่รู้!”
คุณรัมภาค่อนขอดลูกสะใภ้แสดงความไม่พอใจออกมาชัดเจน เพราะคุณมาลาคือเพื่อนสนิทที่ไม่จำเป็นต้องรักษาภาพพจน์อะไร
“ก็เด็กกำลังอยู่ในวัยน่าชังแม่ก็ต้องหวงเป็นธรรมดา ว่าแต่พรุ่งนี้ฉันมาต้องได้อุ้มหลานนะ”
“แน่นอนอยู่แล้ว พรุ่งนี้เธออยากกินเมนูอะไรเป็นพิเศษล่ะฉันจะเตรียมไว้ให้”
เพราะคุณมาลารู้ว่าเพื่อนไม่ชอบใจลูกสะใภ้นักจึงไม่ถามถึงสาเหตุที่พริมรดาไม่ได้มานั่งร่วมโต๊ะด้วยในวันนี้
“เลือกไม่ถูกเลยอะคิดถึงอาหารไทยสุดๆ มื้อนี้ฉันมีความสุขมากอาหารอร่อยทุกอย่างเลย”
“ฝีมือหนูพริมน่ะ”
“ทุกอย่างเลยเหรอคะ”
คุณมาลาถามอย่างตื่นเต้นเพราะรสชาติอาหารที่เธอทานอร่อยเทียบเท่าภัตตาคารชื่อดังเลยก็ว่าได้
“ใช่ครับ”
คุณกำธรตอบอย่างภาคภูมิใจในตัวลูกสะใภ้โดยไม่สนท่าทีกระด้างกระเดื่องของภรรยา
“เก่งมากเลยนะคะ ทำอาหารอร่อยทุกอย่างเลยจริงๆ แบบนี้ตรัยก็ได้กินของอร่อยทุกวันเลยสิลูก”
“ส่วนใหญ่ผมไม่ค่อยได้ทานข้าวที่บ้านหรอกครับ”
“ถ้าป้ามีแม่ครัวแบบนี้นะไม่ไปทานที่อื่นแน่ ตรัยจ๊ะ...”
“ครับ”
“ที่ป้ากลับมาครั้งนี้เพราะมาร่วมงานเปิดตัวคอลเลคชั่นใหม่ของหลานสาวที่เป็นดีไซน์เนอร์ เดี๋ยวป้าจะให้บัตรเชิญไว้วันมะรืนตรัยพาหนูพริมไปนะ”
“อย่าเลยเธอ ลูกสะใภ้ของฉันคงไม่เหมาะกับงานอะไรแบบนั้น ฉันไม่อยากให้ตรัยเสียหน้า”
“เธอก็พูดเกินไป”
“ไม่เกินหรอก แต่งงานมาสามปีกว่าฉันไม่เคยไว้ใจให้ออกงานคู่กับตาตรัยเลย กลัวจะไปทำตัวบ้านนอกให้คนเขาหัวเราะเยาะ”
“ของแบบนี้มันฝึกกันได้ ฉันไม่พูดกับเธอแล้วภา... เอาไว้พรุ่งนี้ฉันมาเล่นกับน้องตุลย์แล้วฉันชวนหนูพริมเองดีกว่า”
“แต่...”
“วันนี้ฉันขอตัวละ ขอบคุณมากๆค่ะสำหรับอาหารมื้ออร่อย”
หลังจากที่คุณมาลาและสามีกลับไปคุณรัมภาก็ไม่รอช้าที่จะค่อนขอดสามี
“ไงคะ รีบโฆษณาว่าอาหารมื้อนี้ฝีมือลูกสะใภ้กลัวใครจะไม่รู้หรือไงคะว่ารักว่าเอ็นดูกันมากน่ะ”
“ผมต้องแสดงออกนอกหน้าว่ารังเกียจหนูพริมแบบที่คุณทำเหรอถึงจะดี แล้วอีกเรื่องหนูพริมน่ะท้องแก่แล้วนะ เลิกจิกใช้เหมือลูกจ้างสักที ไม่เห็นแก่หนูพริมก็เห็นแก่หลานบ้างเถอะ”
“หึ! เสียเงินสินสอดไปตั้งเท่าไหร่จะให้เอามาขึ้นหิ้งหรอคะ”
“ผมบอกคุณไปหลายครั้งแล้วนะภาว่าอะไรเป็นอะไร เมื่อไหร่คุณจะเข้าใจสักที”
“ฉันไม่มีวันเข้าใจหรอกค่ะ เพราะไม่ว่าจะมองยังไงพริมรดาก็ไม่เหมาะสมกับตำแหน่งสะใภ้ปิติภิรมย์!”
“ผมขอตัวก่อนนะครับ!”
ตรัยคุณแทรกขึ้นด้วยน้ำเสียงเข้มขรึมบอกให้รู้ว่าเขากำลังไม่พอใจ อีกทั้งยังพาลโกรธไปถึงตัวต้นเหตุอย่างพริมรดาด้วย
ทันทีที่เขาและแฟนสาวเลิกรากันบิดาของเขาก็ขอให้เขาแต่งงานกับพริมรดาราวกับว่ารอจังหวะนี้อยู่แล้ว ซึ่งตอนนั้นเขาก็เหมือนคนเสียหลักใช้ชีวิตอย่างซังกะตายไปวันวันจึงตอบตกลงส่งๆ
ก่อนจะเริ่มมารู้รายละเอียดในภายหลังว่าคุณพร้อมพงศ์บิดาของพริมรดาติดหนี้บิดาเขากว่ายี่สิบล้านเพราะสวนผลไม้ขาดทุนหนักติดต่อกันหลายปี บิดาเขาจึงเสนอให้สองครอบครัวรวมเป็นทองแผ่นเดียวกัน โดยยกหนี้ให้เป็นค่าสินสอดพร้อมกับเพิ่มเงินสดให้อีกยี่สิบล้านเพื่อให้เพื่อนรักอย่างคุณพร้อมพงศ์มีเงินทุนในการฟื้นตัว
“ใจดีจนดูโง่!”
นั่นคือคำพูดที่มารดาเขาด่าทอค่อนขอดมาตลอดแต่บิดาไม่เคยคิดจะฟัง เพราะท่านบอกเหตุผลเอาไว้ตั้งแต่แรกแล้วว่าคุณพร้อมพงศ์คือเพื่อนรักที่หวังดีกับเขาจากใจจริง ตอนที่บิดาของเขาคิดจะเข้ามาสร้างตัวในกรุงเทพฯคุณพร้อมพงศ์ยอมขายที่ดินผืนน้อยซึ่งเป็นมรดกเพื่อนำเงินให้เพื่อนรักคือบิดาของเขามาลงทุนจนกลายเป็นนักธุกิจชื่อดังอย่างทุกวันนี้
“คืนเงินให้สักสิบเท่ายี่สิบเท่าซะยังจะดีกว่าคิดบ้าบอยกลูกชายให้แบบนี้”
“ผมไม่ได้ยกลูกชายให้เขาซะหน่อย มีแต่พวกเขาที่ยกลูกสาวให้เรา และที่ผมอยากได้หนูพริมมาเป็นลูกสะใภ้ก็เพราะอยากได้สายเลือดดีๆมาสืบทอดให้ลูกหลาน”
“สายเลือดดีๆงั้นเหรอ คุณพูดอะไรผิดหรือเปล่า”
“ไม่เลย...สายเลือดที่ดีสำหรับผม คือมีความรักความจริงใจ รู้จักเป็นผู้ให้และไม่เอาเปรียบ ทุกอย่างที่ผมพูดมาไม่มีอะไรผิด”
นั่นคือบทสนทนาที่เขาได้ยินมันนับครั้งไม่ถ้วนเพราะความต้องการของผู้ให้กำเนิดต่างกัน สำหรับสาวไฮโซที่เติบโตมากับความหรูหราอย่างมารดาเขา แน่นอนว่าลูกสะใภ้ที่อยากได้คือคนในแวดวงสังคมเดียวกัน มีพร้อมทั้งชื่อเสียงเงินทองซึ่งตรงข้ามกับพริมรดาทุกอย่าง แต่ที่ต้องปล่อยให้ทุกอย่างเป็นไปตามใจสามี ก็เพราะคนอย่างคุณกำธรเด็ดขาดพอที่จะไม่มีใครกล้าขัด อย่างมากก็ทำได้เพียงค่อนขอดจิกกัดบ้างเท่านั้น
ตรัยคุณยืนมองภรรยาที่นั่งหลับอยู่บนโซฟาด้วยแววตาที่ยากจะคาดเดาความรู้สึก ตลอดระยะเวลากว่าสามปีพริมรดาเป็นเมียและแม่ที่ดี เธอไม่เคยขาดตกบกพร่องในหน้าที่ แต่ก็น่าแปลกที่เธอไม่อาจทำให้เขาหลงใหลเธอได้เลย
แล้วรักมั้ย?
ชายหนุ่มไม่อาจให้คำตอบได้เพราะความรู้สึกมันไม่ชัดเจนพอ แต่ถ้าจะให้ตอบจริงๆเขาก็คงจะบอกว่ามันคือความผูกพันเสียมากกว่า คนเรานอนร่วมเตียงกันนานนับปีซ้ำยังมีลูกด้วยกันถึงสองคน ถ้าจะให้บอกว่าไม่รู้สึกอะไรเลยคงจะขัดต่อความเป็นจริง
แต่ถึงจะรู้สึกบ้างตรัยคุณก็ค่อนข้างมั่นใจว่ามันไม่ใช่ความรัก เพราะสิ่งที่เขาเคยมีให้เธอตั้งแต่ยังเด็กคือความเอ็นดู ก่อนที่มันจะหมดไปเพราะพริมรดาบอกว่ารักเขาซึ่งตรัยคุณไม่เคยเชื่อ เพราะเขาคิดเสมอว่าถ้าเธอรักเขาจริงก็ต้องยอมทำตามที่เขาขอเพราะอยากเห็นเขามีความสุข แต่นี่เธอเลือกที่จะทำตรงกันข้าม
“พริม...พริม!”
เขาปลุกเธอด้วยเสียงที่ดังขึ้นตามลำดับแต่หญิงสาวที่อยู่ในห้วงนิทราไม่รู้สึกตัว ความอ่อนเพลียที่สะสมทำให้ร่างกายโหยหาการพักผ่อนซึ่งหาช่วงเวลานั้นได้ยากยิ่ง
“พริม!”
“คะ!”
หญิงสาวสะดุ้งเฮือกแล้วลุกขึ้นนั่งตัวตรงทั้งที่ยังงัวเงีย แต่เพียงครึ่งนาทีก็หายเป็นปลิดทิ้งเมื่อเห็นแววตาตำหนิติติงของสามีที่กำลังจ้องเธอ
“อดหลับอดนอนจากไหนนักหนา ทำไมต้องรอให้บอกให้สั่งทุกวัน!”
“ขอโทษค่ะ พริมปักผ้าให้คุณแม่แล้วเผลอหลับไป”
“ก็นั่นน่ะสิ ถึงได้ถามว่าอดนอนมาจากไหน วันๆนึงเธออยู่แต่บ้านไม่ได้มีงานมีการอะไรทำไมต้องทำเหมือนเหน็ดเหนื่อยแบบนี้ทุกวัน บอกตรงๆนะว่าเห็นแล้วมันหงุดหงิด!”
“เดี๋ยวพริมไปเปิดน้ำ...”
“ไม่ต้อง!”
ดวงตาแดงก่ำมองตามสามีไปด้วยความรู้สึกร้าวราน ถึงนี่จะไม่ใช่ครั้งแรกที่ถูกเขาทำร้ายความรู้สึกแต่พริมรดาก็ยังเจ็บเท่าเดิม ทุกครั้งที่ตรัยคุณมีเรื่องหงุดหงิดเธอคือถังขยะที่มีไว้รองรับอารมณ์เหล่านั้น ซึ่งมันบั่นทอนใจเธอลงทุกขณะ
เมื่อก่อนเธอเคยมั่นใจว่าความรักที่เธอมีให้เขามันจะช่วยละลายความเย็นชาของตรัยคุณได้ แต่นานวันเธอกลับยิ่งรู้สึกเหน็บหนาว พริมรดาไม่เคยได้รับอ้อมกอดอบอุ่นจากสามี เวลาเดียวที่เธอจะได้ใกล้ชิดเขาคือเวลาที่ทำหน้าที่เมียบนเตียงเท่านั้น หลังจากตรัยคุณหมดความกระหายเธอและเขาเป็นได้แค่คนแปลกหน้า