พาร์ทแนท
16 มกราคม 2566
เวลาผ่านมาสองอาทิตย์นับตั้งแต่วันที่พี่คิงมาวนเวียนในชีวิต จันทร์ถึงศุกร์เขาจะแวะมาหาช่วงเย็นและค่ำหน่อยก็กลับ ส่วนเสาร์อาทิตย์จะมาช่วงเช้าแล้วกลับช่วงค่ำเช่นกัน เราสองคนสนิทกันมากขึ้น พูดคุยกันได้คล่องคอกว่าเก่า
พี่คิงให้เกียรติฉันมาตลอด ไม่เคยล่วงเกินหรือแตะเนื้อต้องตัว และฉันเองก็ไม่เคยรู้สึกอึดอัดหรือไม่ปลอดภัยเลยสักครั้งเวลาที่อยู่กับเขา
"ยายพี่ใจดีจริงๆ ใช่มั้ย" ถามพี่คิงที่ตอนนี้ขับรถมุ่งหน้าจะพาฉันไปหายายของเขา
"จริงสิ ยายพี่น่ะใจดีสุดๆ" ตอบกลับพร้อมหันมายิ้มกว้างให้ ฝ่ามือใหญ่ทาบลงบนศีรษะทุยอย่างเบามือ "ไม่ต้องกังวลอะไรเลย ทำตัวสบายๆ" พูดจบก็เอามือออกแล้วไปตั้งหน้าขับรถตามเดิม
"โอเคค่ะ แนทจะพยายามทำตัวสบายๆ"
ได้ยินแบบนั้นก็ใจชื้นขึ้นมาหน่อย เนื่องจากยายผิงอยากจะเจอฉันเลยบอกว่าว่างแล้วให้มาหาท่านหน่อย และวันนี้ก็เป็นวันหยุดพอดี
"คิดซะว่ายายพี่ก็คือยายเธอ"
"..."
"อีกหน่อยก็ต้องเป็นหลานสะใภ้ยายอยู่ดี"
"บ้าแล้วพี่ พูดอะไรเนี่ย" เขินรอบที่ล้านได้แล้วมั้ง พี่คิงเองก็ชอบพูดหยอดพูดหวานใส่ไม่ขาดสาย ขืนเป็นแบบนี้บ่อยๆ มีหวังฉันได้ใจอ่อนยวบกว่าเก่าแน่นอน
ใช้เวลาในการเดินทางประมาณหนึ่งชั่วโมงก็มาถึง ลงจากรถได้สายตาก็มองดูบ้านหลังตรงหน้า ทว่ามันเป็นบ้านปูนสองชั้นขนาดไม่ใหญ่จนเกินไปแต่สวยงาม สีสันบนผนังรอบนอกดูสดใสสบายตาด้วยสีเขียวอ่อนๆ
"บ้านสวยจัง"
"แน่นอน ยายพี่แกเลือกเองและจัดการเองหมดทุกอย่าง"
"อยู่กับยายแค่สองคนเหรอคะ แม่พี่ล่ะ"
"อื้ม แม่พี่เสียแล้วส่วนพ่ออยู่ญี่ปุ่น"
"พี่โอเคมั้ย" เห็นบอกว่าเขาไม่มีแม่แล้วฉันก็เลยรู้สึกไม่ดีที่ถาม
"โอเคสิ แม่พี่เสียนานแล้วล่ะ" เขาหันมายิ้มให้ "เข้าบ้านกันดีกว่า ยายรออยู่"
"ค่ะๆ"
จากนั้นพี่คิงก็เดินนำส่วนฉันเดินตาม แวบแรกที่เหยียบเท้าเข้าไปฉันก็รู้สึกตื่นตาตื่นใจมากกับภายในบ้านที่ดูสวยกว่าภายนอกเสียอีก จัดสัดส่วนลงตัวน่าอยู่สุดๆ
"มากันแล้วเหรอ" เสียงของคนสูงวัยดังขึ้นก่อนที่ยายผิงจะมาเดินมาหยุดอยู่ตรงข้างหน้า "แนทใช่มั้ยเนี่ย ทำไมหน้าตาน่ารักจังเลยลูก" ยายเดินเข้ามาหาฉันแล้วจับเนื้อจับตัวดูอย่างเอ็นดู
ความรู้สึกฉันมันสัมผัสได้ถึงความอ่อนโยนและใจดีของยาย
"สวัสดีค่ะ" ฉันไม่ลืมที่จะยกมือไหว้ผู้ใหญ่
"จ้ะ" ยายรับไหว้พร้อมรอยยิ้มก่อนจะพาฉันเดินเข้าไปนั่งบนโซฟาโดยลืมไปว่าหลานชายตัวจริงนั้นมีตัวตนอยู่
"ลืมหลานชายแล้วรึไงยายผิง" พี่คิงร้องท้วงก่อนจะเดินมานั่งลงข้างๆ
ตอนนี้ฉันอยู่กึ่งกลางของคนใจดี ฝั่งซ้ายเป็นยายฝั่งขวาเป็นพี่คิง แทนที่จะอึดอัดทำตัวไม่ถูกแต่ฉันกลับรู้สึกอบอุ่นและเป็นตัวของตัวเอง
"ยายยังดูสาวและสวยอยู่เลยนะคะ" เอ่ยชมเยินยอตามความเป็นจริง เพราะยายยังดูเหมือนคนเพิ่งจะสี่สิบปลายๆ แต่เห็นพี่คิงบอกว่าอายุหกสิบห้าแล้ว
"แหม ปากหวานจริงเชียว แบบนี้ล่ะถูกใจยายจริงๆ" ท่านยิ้มน้อยยิ้มใหญ่แล้วมองฉันด้วยสายตาที่อ่อนละมุน
"บอกแล้วว่าคิงตาถึง" พี่คิงพูดแทรกก่อนจะลุกขึ้นยืนเต็มความสูงแล้วเดินไปกดเปิดโทรทัศน์เครื่องใหญ่ที่ติดผนัง "กลัวจะเบื่อเลยเปิดให้เปลืองไฟเล่นๆ" พูดกวนๆ แล้วกลับมานั่งลงที่เดิมพร้อมกับรีโมตในมือ
"ไอ้หลานคนนี้น่าเคาะกบาล!" ยายทำได้แค่ดุเล่นๆ ไม่จริงจัง
'ข่าวเด่นต่างประเทศวันนี้ รายงานข่าวสถานการณ์ที่ญี่ปุ่นซึ่งตอนนี้มีแก๊งมาเฟียญี่ปุ่นหรือเรียกกันว่ายากูซ่าเถื่อน ออกอาละวาดรีดไถและทำร้ายประชาชนในโตเกียวบาดเจ็บเป็นจำนวนมากและเสียชีวิตหลายราย เบื้องต้นเจ้าหน้าที่ตำรวจได้ทำการระงับและจับกุมคนร้ายได้บางส่วน สาเหตุที่ทำนั้นยังไม่ทราบโดยแน่ชัดต้องรอรายงานอีกครั้งค่ะ'
นี่เป็นเสียงนักข่าวหญิงที่รายงานสถานการณ์ข่าวของบ้านเมืองผ่านโทรทัศน์ ได้ฟังแบบนั้นก็รู้สึกหดหู่ขึ้นมาทันทีที่ว่ามีคนเสียชีวิตและบาดเจ็บ
"พวกที่ทำร้ายและฆ่าคนอื่นได้ลงนี่ต้องเป็นคนเลือดเย็นและโหดร้ายมากเลยนะคะ แนทนี่ไม่ชอบเอาซะเลย"
"..."
"..."
ไร้เสียงของคนสองคนที่นั่งข้างๆ ไม่รู้ว่าฉันพูดอะไรผิดไปหรือเปล่า เหลือบไปมองพี่คิงที่ตอนนี้สีหน้าเปลี่ยนไป เขาดูเหมือนวิตกกังวล
"พี่คิงเป็นอะไรเหรอ เมื่อกี้แนทพูดอะไรที่ไม่..."
"เปล่าเลย แนทพูดถูกแล้วล่ะ"
"แนทแค่ไม่ชอบและไม่โอเคกับบุคคลประเภทนี้ค่ะ ทำร้ายร่างกายว่าเกลียดแล้วถ้าถึงขั้นฆ่าคนด้วยนี่แนทรับไม่ได้และขอเกลียดยิ่งๆ ขึ้นไป" ฉันพูดออกมาออกจากใจจริง คนเลือดเย็นจิตใจอำมหิตไม่ควรจะได้รับความรู้สึกดีๆ นอกจากความเกลียดชังและคำสาปแช่งจากแนทคนนี้
"อีกจำพวกบางทีเขาก็ไม่ได้อยากฆ่าใครหรอก อาจจะเพราะคนคนนั้นทำไม่ดีหรือทำผิดร้ายแรง" พี่คิงพูดขึ้นแล้วเปลี่ยนมามองหน้าฉัน
"แต่ถึงอย่างนั้นก็ไม่ควรจะพรากชีวิตใครนี่ ทุกคนล้วนรักชีวิตตัวเองกันทั้งนั้น ถึงจะเลวจะชั่วยังไงก็ปล่อยให้เป็นไปตามกรรมดีกว่าค่ะ"
"ยากูซ่าดีๆ ก็มีนะ ข่าวมันก็เอาแต่ด้านลบมาเผยแพร่"
"แบบไม่ฆ่าคนมีรึเปล่าคะ พี่เคยอยู่ญี่ปุ่นก็น่าจะรู้เรื่องพวกนี้บ้างใช่มั้ย?"
"บ้า พี่ก็รู้เล็กๆ น้อยๆ ส่วนมากตอนอยู่นั่นพี่มักจะช่วยยายของมากกว่าใช่มั้ยยาย" พี่คิงพูดพลางมองหน้ายาย
"นั่นแหละ แนทรู้มั้ยว่ายายเปิดร้านขายของไทยที่ญี่ปุ่นด้วยนะ มันขายดีมากๆ เชียวล่ะ" ยายชวนฉันคุยเรื่องใหม่ก่อนจะส่งสายตาให้หลานชายตัวเองที่รู้เรื่องกันแค่สองคน
ถึงจะแปลกใจแต่ก็ไม่ได้อะไร ฉันก็คุยกับยายต่ออย่างถูกปากถูกคอ จากนั้นก็นั่งล้อมวงกินข้าวกันสามคน
หลังจากกินข้าวเสร็จเราก็มีพูดคุยกันต่อนิดๆ หน่อยๆ ก่อนยายจะขอตัวไปข้างนอกแล้วปล่อยให้ฉันอยู่กับพี่คิงสองต่อสอง
"พี่คิง..." เป็นฉันที่เรียกเขาก่อน
อีกคนที่โดนเรียกก็ขานรับ "ว่าไง" ลุกขึ้นนั่งจากที่ตอนแรกนอนราบไปกับพื้น สายตาละออกจากหน้าจอโทรศัพท์มือถือแล้วเปลี่ยนมาให้ความสนใจกับฉันแทน "ทำไมไม่นั่งบนโซฟาล่ะ"
"แนทไม่อยากอยู่เหนือเจ้าของบ้านน่ะ" ฉันนั่งพับเพียบบนพื้นซึ่งไม่ห่างจากพี่เขามากเท่าไร
"เหนือได้พี่ไม่ว่า"
"ว่าบ้างก็ได้ค่า"
"ไม่ว่าหรอก ว่าไม่ลง"
"พอเลยๆ"
"แล้วเรียกพี่มีอะไรเหรอ?"
นั่นสิ จะลืมไปแล้วนะ
"พอดีจะถามว่าที่ผ่านมานี้พี่มีแฟนมาแล้วกี่คนเหรอ?"
"ศูนย์คน" คำตอบสั้นๆ ออกจากปาก ทว่ามันดูจริงจังไม่มีปนล้อเล่น
แต่จะเชื่อได้เหรอ อายุยี่สิบปลายๆ แล้วยังไม่เคยมีแฟนสักคนเนี่ยนะ
"ขอเรื่องจริงค่ะ"
"พี่ไม่เคยมีแฟนจริงๆ"
"..."
"จริงๆ นะ"
"โอเคๆ เชื่อก็ได้ค่า"
"แล้วแนทล่ะ?"
"ไม่มีค่ะ"
"จริงเหรอ"
"จริงสิ แนทเด็กกว่าพี่ตั้งเยอะ ถ้าพี่ไม่มีแนทก็ไม่มีแฟน" ฉันก็ยังไม่มีแฟนจริงๆ อย่างที่พูด แต่ดูทรงแล้วน่าจะได้มีเร็วๆ นี้มั้ง
"แต่แนทมีพี่นะ" พี่คิงพูดโพล่งขึ้นพลางขยับตัวมาใกล้ๆ "พี่เป็นได้ทุกอย่างที่เธอต้องการเลย"
"ทุกอย่างจริงๆ เหรอคะ" ถามกลับด้วยหน้าตาที่เปื้อนยิ้ม
"จริงๆ แค่เธอเอ่ยปากบอกมา แต่ว่าตอนนี้ขอนอนตักได้มั้ย" ขอพร้อมกับทำหน้าตาและน้ำเสียงออดอ้อน
"มีมุมอ้อนสาวแบบนี้เยอะเหรอคะ เห็นพักหลังมานี้พี่อ้อนบ่อยจัง" เอ่ยแซวหนึ่งกรุบ
ก็มันจริงอย่างที่ว่า พี่คิงนี่อ้อนเก่งพอๆ กับเจ้าก้อนกลมเลย
"เป็นแค่กับคนสวยคนนี้คนเดียว สรุปอ้อนได้รึเปล่าครับ" ทำตาแป๋วใส่เหมือนลูกแมว
"เป็นก้อนกลมสองเหรอคะ"
"พี่ขออ้อนเธอได้ไหมในฐานะลูกแมวตัวหนึ่ง"
"ถ้าเป็นแมวที่เชื่อง พี่จะได้ทำมากกว่าอ้อนอีกนะ"
รุกมารุกกลับไปสิคะ ก็อีพี่เล่นมาทำให้ใจเต้นแรงอยู่เรื่อย ใครบ้างจะต้านไหว ฉันก็เป็นแค่ผู้หญิงที่ตัวเล็กๆ อ่อนไหวง่าย(แค่เฉพาะกับพี่คิง)