“อะไรนะคะ ให้ดิฉันไปรายงานตัวกับเลขาของท่านประธานเหรอคะ”
หน้าหวานอึ้งมึนงง ตาโตหวานเบิกกว้างขึ้นอย่างไม่เข้าใจว่าเกิดอะไรขึ้น เธอมาสัมภาษณ์เป็นผู้ช่วยเลขาฝ่ายบัญชี แต่ทำไมพอมาทำงานวันแรกกลับให้ไปรายงานตัวกับเลขาท่านประธาน
“ใช่จ้ะ คือว่าท่านประธานมีคำสั่งมาว่าต้องการผู้ช่วยเลขาด่วนมาก ก็เลยส่งน้องขึ้นไปก่อน ส่วนผู้ช่วยพี่ค่อยหาใหม่อีกทีน่ะจ้ะ”
เลขานุการของหัวหน้าแผนกฝ่ายบัญชีบอกเธอพร้อมรอยยิ้มอ่อนๆ
“แปลกจัง”
ณิชชางึมงำกับตัวเอง ผู้ช่วยเลขาของประธานเชียวนะ ทำไมที่นี่ถึงได้เลือกคนง่ายๆ อย่างนี้ แต่ในเมื่อเป็นเพียงพนักงานผู้น้อยจึงไม่สามารถแย้งอะไรได้ หญิงสาวเลยต้องขึ้นไปชั้นของผู้บริหารเพื่อรายงานตัวกับหัวหน้าที่ถูกต้อง
วันนี้เธอมาทำงานโดยมีเพื่อนมาส่ง ไม่อย่างนั้นอาจจะฝ่าการจราจรอันแสนหฤโหดมาทำงานแต่เช้าไม่ทัน ดีที่อีกฝ่ายมีสอนสายหน่อยไปมหาวิทยาลัยช้าได้ แต่จะให้พึ่งพาทุกวันก็เกรงใจ
ร่างบางก้าวออกจากลิฟต์แล้วเดินเลี้ยวไปทางขวามือ เพราะเห็นว่าซ้ายมือเป็นบันไดหนีไฟ จากนั้นก็เจอห้องโล่ง มีมุมโซฟาพร้อมกับโต๊ะต้อนรับซึ่งมีพนักงานนั่งประจำอยู่
“สวัสดีค่ะ มาพบใครคะ”
“สวัสดีค่ะ เอ่อ...ฉันชื่อณิชชาค่ะ มาพบคุณรัชนี”
ผู้ช่วยสาวยิ้มรับ ก่อนจะกดอินเตอร์คอมบอกกล่าว ได้ยินเสียงตอบรับเพียงไม่นานประตูด้านซ้ายมือก็เปิดออก หญิงสาวที่เดินออกมาทำให้ณิชชาขมวดคิ้วก่อนจะยิ้มออกมา
“พี่นี”
“นัท...มาแล้วเหรอ พี่กำลังรออยู่พอดีเลย”
รัชนีเดินเข้ามาจับมือณิชชาพร้อมยิ้มอย่างดีใจ
“นัทดีใจจังค่ะที่ได้เจอพี่นี ไม่รู้มาก่อนเลยนะคะว่าพี่นีทำงานที่นี่”
ณิชชายิ้มกว้าง แต่แล้วก็ขมวดคิ้วเมื่อนึกขึ้นได้
“เอ่อ...แต่ว่าทำไม...”
“เดี๋ยวเราเข้าไปคุยกันข้างในดีกว่าจ้ะ แต่พี่แนะนำให้รู้จักกันก่อนดีกว่า เพราะต้องทำงานด้วยกัน...นี่พัชรินนะจ๊ะ เป็นผู้ช่วยเลขาแล้วนี่ก็ณิชชาจ้ะ”
“ยินดีที่ได้รู้จักค่ะ” พัชรินส่งรอยยิ้มจริงใจมาให้
“เช่นกันค่ะ ยังไงฝากตัวด้วยนะคะ”
เมื่อเห็นว่าอีกฝ่ายเป็นผู้ช่วยเลขานุการ ณิชชาคิดว่าต้องพึ่งพาและช่วยกันทำงาน อ่อนน้อมถ่อมตนไว้ก่อนดีที่สุด
“พี่ขอน้ำส้มให้นัทหน่อยนะจ๊ะริน”
“ได้ค่ะ”
จากนั้นรัชนีก็ดึงมือณิชชาให้เดินตามเข้าไปในห้อง เธอมองไปโดยรอบแต่สิ่งที่เห็นมีเพียงโต๊ะทำงานหนึ่งโต๊ะกับตู้ใส่เอกสารมากมาย มีชุดโซฟาหนึ่งชุด ด้านหนึ่งเป็นประตูฉลุลายสวยงาม มีป้ายประธานกรรมการติดอยู่ หญิงสาวจึงรู้ว่าเป็นห้องส่วนตัวของท่านประธาน ส่วนตรงนี้คือโต๊ะทำงานของรัชนี
“นัทคงสงสัย ว่าทำไมได้ขึ้นมาทำงานบนนี้”
รัชนีเอ่ยพร้อมกับพาหญิงสาวไปนั่งที่โซฟา
“ค่ะ เพราะนัทมาสมัครผู้ช่วยเลขาของฝ่ายบัญชีน่ะค่ะ เลยแปลกใจที่ทางนั้นบอกว่าให้มาเป็นผู้ช่วยพี่ แต่พี่มีคุณพัชรินทำอยู่แล้วนี่คะ แล้วทำไมรับเพิ่มอีก งานเยอะมากเหรอคะ”
“ผู้ช่วย...ไม่ใช่นะ ทางนั้นคงเข้าใจผิด พี่ขอนัทมาทำหน้าที่แทนพี่ต่างหาก”
“หา! นัทเนี่ยนะคะ นัทไม่รู้อะไรแล้วก็ยังใหม่อยู่ แล้วจะให้มาเป็นเลขาท่านประธานได้ยังไงคะ แล้วพี่นีจะไปไหนคะ”
รัชนียิ้มอ่อนโยนกับคำพูดยาวเหยียดของหญิงสาวตรงหน้า
“พี่จะย้ายไปทำงานกับสามีพี่ที่สาขาต่างจังหวัดน่ะจ้ะ แล้วที่นัทบอกว่าตัวเองทำไม่ได้น่ะ นัทยังไม่ได้ลองทำเลยนี่นา พี่ดูจากประวัติ นัทเคยเป็นเลขาของผู้บริหารระดับสูงของบริษัทส่งออกผ้าไหมยักษ์ใหญ่ในภาคเหนือนี่จ๊ะ ยังไงก็ต้องทำได้อยู่แล้ว นัทแค่เรียนรู้ระบบของงานที่นี่จากพี่ เดี๋ยวทุกอย่างก็จะเข้าที่เองแหละ”
ไม่นานพัชรินก็เอาน้ำส้มกับขนมมาเสิร์ฟก่อนจะออกจากห้องไป ขณะที่ณิชชาหน้าแหยกับสิ่งที่รัชนีพูด ถึงจะเคยทำงานอย่างนี้มาแล้ว แต่เธอคิดว่างานนี้ใหญ่เกินไปที่เธอจะรับได้
“นัทได้ทำก็เพราะคุณลุง...พี่ชายของคุณพ่อรับนัทเข้าไปทำน่ะค่ะ นัทไม่ได้มีความสามารถอะไรขนาดนั้น ที่ได้ทำเพราะเส้นทั้งนั้น”
หญิงสาวสาวพูดขำๆ ติดตลก เพราะงานนั้นเธอได้เข้าไปทำด้วยเส้นสายของลุงอันโตนิโอเจ้าของบริษัท พี่ชายของพ่อเลี้ยงชาวอิตาเลียนจริงๆ ไม่อย่างนั้นบริษัทใหญ่ขนาดนั้นเธอไม่มีทางได้ทำงานแน่
“ยังไงก็เถอะ พี่มั่นใจว่านัททำได้แน่ ตอนเรียนมหา’ ลัยนัทก็เป็นรุ่นน้องที่ขยันแล้วก็ตั้งใจมากๆ พี่จำได้”
รัชนีเป็นรุ่นพี่คณะเดียวกัน เป็นพี่ณิชชาสองปี แต่ก็รู้จักและให้คำปรึกษาเธอกับเพื่อนๆ ตลอด แถมยังค่อนข้างป๊อปในหมู่ผู้ชายทั้งรุ่นพี่รุ่นน้องแล้วก็รุ่นเดียวกันอีกด้วย
“นัทไม่รู้ว่าพี่นีแต่งงานแล้ว ยินดีด้วยนะคะ”
“จ้ะ”
“แล้วผู้ชายที่โชคดีคนนั้นเป็นใครคะ เป็นรุ่นพี่ที่มหา’ ลัยที่นัทรู้จักหรือเปล่า”
“ไม่ใช่หรอกจ้ะ เป็นพี่ที่ทำงานที่นี่แหละจ้ะ ถ้ามีโอกาสจะแนะนำให้รู้จักนะจ๊ะ ส่วนเรื่องงานเดี๋ยวถ้าเจ้านายมานัทต้องเข้าไปรายงานตัวกับเจ้านายน่ะจ๊ะ แล้วค่อยมาเริ่มศึกษางานกับพี่ พี่มีเวลาสอนนัทอาทิตย์นึง”
“โหย...ทำไมน้อยจังล่ะคะ”
“มีเวลาแค่นี้จริงๆ จ้ะ เพราะที่จริงคุณศิตสามีพี่ขอเจ้านายมาตั้งนานแล้ว แต่ท่านปัดตลอด จนตอนนี้คุณศิตขอแบบจริงจังก็เลยต้องรีบน่ะจ้ะ ตอนแรกพี่ก็กลัวจะหาใครแทนไม่ทันเหมือนกัน แต่อยู่ๆ เจ้านายก็ให้หัวหน้าฝ่ายบุคคลส่งใบสมัครของนัทมาให้พี่ดู”
“เอ๋...ท่านประธานน่ะเหรอคะ”
หญิงสาวถามอย่างแปลกใจ อย่างกับประธานกรรมการรู้เรื่องที่เธอมาสมัครงานอย่างนั้นแหละ
“ใช่จ้ะ พี่ก็แปลกใจเหมือนกัน พอลองถามทางฝ่ายบุคคล เขาก็บอกว่าท่านประธานโทรไปถามว่ามีใครมาสัมภาษณ์หรือสมัครงานบ้างไหม ให้ไล่รายชื่อให้ฟัง แล้วก็ถามว่าใครทำตำแหน่งไหน ก่อนจะสั่งให้ส่งใบสมัครนัทมาที่พี่ สงสัยจะเห็นว่านัทสมัครผู้ช่วยเลขามั้งจ๊ะ”
“เหรอคะ”
รัชนีพยักหน้าก่อนจะพูดต่อ
“พอพี่เห็นว่าเป็นนัท พี่ก็บอกเจ้านายว่าคนนี้แหละโอเคเลย”
รุ่นพี่สาวบอกอย่างภาคภูมิใจ ในขณะที่ณิชชายิ้มแหยๆ ไม่ค่อยมั่นใจในตัวเองอย่างที่รัชนีมั่นใจสักเท่าไรนัก แต่ก่อนที่ทั้งสองจะพูดอะไรกันต่อก็มีเสียงประตูเปิดพร้อมกับร่างสูงใหญ่ในชุดสูทสีเทาดีไซน์เก๋ก้าวเข้ามาในห้อง รัชนีลุกขึ้นยืนณิชชาจึงลุกตามแล้วหันไปมอง ก่อนจะนิ่งงันไป...คนที่เจอวันนั้นนี่นา
ดวงตาคมสีน้ำตาลเข้มเหลือบมองดวงหน้าหวานเล็กน้อยด้วยสีหน้าเรียบเฉย ก่อนหน้าขาวมีไรหนวดเคราจางๆ จะจ้องไปยังรัชนีพร้อมเอ่ย
“ผมขอกาแฟหน่อยนะครับคุณนี แล้วอีกสิบนาทีให้...คนใหม่เข้าไปพบผมด้วย”
พูดจบก็ก้าวยาวๆ เดินเข้าห้องไป แทบจะไม่รอฟังเสียงรับคำจากเลขาของตนเองด้วยซ้ำ จนณิชชาหน้าเหวอกะพริบตาเพราะยังงงกับคำพูดของ ชายหนุ่ม ขณะที่รัชนีถอนหายใจ
“เจ้านายก็อย่างนี้แหละ บางทีก็ไปไวมาไวเหมือนพายุ ท่านอารมณ์แปรปรวนง่ายน่ะจ้ะ”
“เอ่อ...ค่ะ แล้วเมื่อกี้ ท่านหมายถึง...”
“ใช่จ้ะ ท่านให้นัทเข้าไปพบท่าน แต่ท่านคงยังจำชื่อไม่ได้น่ะ ไม่แปลกหรอก ทั้งพี่ทั้งรินท่านก็ใช้เวลาสักพักนึงเหมือนกัน”
“เป็นโรคขี้ลืมเหรอคะ”
ณิชชาถามตรงๆ โดยไม่ได้คิดจะกวนหรือประชดแต่อย่างใด ทำเอารัชนีหัวเราะเสียงใส
“เปล่าจ้ะ...เพียงแต่ท่านไม่ค่อยจำเรื่องหยุมหยิมน่ะ”
คนที่นั่งอยู่บนเก้าอี้ตัวใหญ่เอนหลังพิงพนักอย่างเต็มที่เพื่อผ่อนคลายจากอาการเกร็ง เพราะพยายามระงับความรู้สึกแปรปรวนที่เกิดขึ้นเมื่อสบตากับตากลมคู่สวยเพียงชั่วแวบ นึกหงุดหงิดใจกับการตัดสินใจของตัวเองเหลือประมาณ ก็ตั้งแต่เจอหน้ากันวันนั้นเขาก็ดันฝันถึงหน้าสวยหวานของเธอในตอนเด็กจนอดไม่ได้ที่จะอยากเจออีกสักครั้ง ตอนนั้นปานปกรณ์ยังไม่ทันคิดด้วยซ้ำมือเขาก็กดเบอร์ฝ่ายบุคคลไปแล้ว
มือหนายกกาแฟที่ผู้ช่วยเลขาเพิ่งเอามาเสิร์ฟขึ้นดื่ม ลดอาการสับสนในสมองลงก่อนจะได้ยินเสียงเคาะประตู ทำให้ชายหนุ่มสูดหายใจลึกเข้าปอดแล้วอนุญาตให้เข้ามาได้
ร่างบางในชุดเรียบร้อยไม่มีความฉูดฉาดใดๆ ก้าวเข้ามายืนเก้กังอยู่ตรงนั้นไม่ขยับ เขาจึงออกปากสั่ง
“ปิดประตู แล้วมานั่งที่เก้าอี้”
คนที่ยืนหน้าประตูเงยหน้าขึ้นมองเขาแล้วทำตามคำสั่ง เมื่ออีกฝ่ายเข้ามานั่งใกล้ๆ จนสามารถสบตากันได้อย่างชัดเจน ปานปกรณ์ก็นึกสะท้อนอยู่ในใจ ท่าทางกับแววตาของเธอยังเหมือนในวันนั้นไม่มีผิด และแม้เขาจะเคยเสียใจเพราะเธอ แต่ท่าทางบอบบางน่าสงสารที่เห็นและสัมผัสได้ก็ทำให้เขาโกรธเกลียดเธอไม่ลง ต่างคนต่างมองตากันโดยไม่มีใครเอ่ยอะไรอยู่ชั่วครู่ กระทั่งณิชชานึกขึ้นมาได้ว่าตนเองควรจะทักทายก่อน
“สวัสดีค่ะ”
หญิงสาวยกมือไหว้เพราะแน่ใจว่าท่านประธานต้องอายุมากกว่าตนเอง
“สวัสดี...คุณคือ ณิชชา รวิวัฒน์”
ปานปกรณ์เอ่ยชื่อนี้โดยไม่ได้มองหลักฐานการสมัครของเธอที่อยู่ตรงหน้าเขาด้วยซ้ำ
“ค่ะ”
“ยินดีที่ได้รู้จัก เรื่องประวัติของคุณผมทราบจากคุณนีหมดแล้ว คงไม่ถามอะไรอีก แค่เรียกมาทักทาย เราต้องร่วมงานกัน ต่อจากนี้ไปหนึ่งอาทิตย์ก็พยายามเรียนรู้งานจากคุณนีให้ได้มากที่สุดก็แล้วกัน ทุกอย่างถามคุณนีได้ทั้งหมด”
“ค่ะ...ท่าน” ณิชชาไม่รู้จะใช้คำแทนเขาว่าอะไร
“ไม่ต้องเรื่องมากหรอก เรียกชื่อผมสบายๆ ก็ได้”
ชายหนุ่มทำท่าทางเป็นกันเอง แต่ก็ยกกาแฟขึ้นจิบซ่อนสายตาคมเข้มที่เหมือนจะลุ้นหน่อยๆ พอเงยขึ้นก็พยายามแสดงแววตานิ่งยามทอดมองอีกฝ่าย
“ค่ะ”
เธอตอบรับไปแบบละอายใจ จะว่าเธอไม่ดีก็ได้ แต่เธอไม่รู้แม้แต่ชื่อของเขาด้วยซ้ำ
“ผมเรียกคุณว่านัทก็แล้วกัน”
เขาแย็บอีกครั้งเพื่อดูท่าทางของคนร่างบาง อยากรู้ว่าหากอยู่กันเพียงสองคนตามลำพังอย่างนี้เธอจะแสดงออกกับเขาอย่างไร ทว่าปฏิกิริยาของเธอกลับทำให้เขาอดเคืองขึ้นมาไม่ได้ นี่เธอจะแสดงละครไปถึงเมื่อไร เวลามันก็ผ่านมานานนมแล้ว
“เอ่อ...ท่านทราบได้ยังไงคะว่าดิฉันชื่อนัท”
ณิชชาถามด้วยท่าทางแปลกใจสงสัย
ปานปกรณ์หน้าขรึมขึ้นอย่างเห็นได้ชัด เขาปล่อยลมหายใจออกมาอย่างแรงจนคนตรงหน้ารู้สึกได้ ขณะเอ่ยสวนเธอขึ้นมา
“ผมเป็นแฟนเก่าของเพื่อนคุณไง”
น้ำเสียงห้วนทำให้ณิชชาตระหนักถึงอารมณ์ของเจ้านายคนใหม่ เธออึ้งไปเมื่อได้ยินอย่างนั้น
พอเห็นหน้าซีดๆ กับคิ้วที่ขมวดมุ่นของเธอชายหนุ่มก็ยิ่งอารมณ์ขึ้น คนขี้โมโหกัดฟันพูดเสียงกร้าว
“เอาล่ะ ผมไม่อยากพูดถึงเรื่องส่วนตัว เพราะนี่ที่ทำงาน อีกอย่าง ทุกอย่างมันก็เป็นอดีตไปแล้ว เอาเป็นว่าถ้าคุณไม่อยากให้เราดูสนิทสนมกันผมก็จะเรียกคุณว่าณิชชา แค่นี้แหละ เชิญ...”
ณิชชามึนงงกับคนที่เอาแต่พูดอยู่ฝ่ายเดียว แล้วก็จบเรื่องเองโดยที่เธอยังไม่เข้าใจอะไรสักเท่าไร แต่ด้วยความตกใจกลัวอารมณ์ของอีกฝ่าย ทั้งยังสับสนกับเรื่องที่ชายหนุ่มบอกทำให้เธอพูดออกไปทื่อๆ โดยไม่ผ่านการกลั่นกรองหรือ ใตร่ตรองใดๆ
“ขอโทษนะคะ เรื่องสมัยก่อนนัทลืมมันไปหมดแล้ว”
ชายหนุ่มกรามกระตุกกับคำพูดเหมือนไม่รับผิดชอบนั้นทันควัน ทว่าเสียงโทรศัพท์ดังขึ้นมาขัดจังหวะเสียก่อนปานปกรณ์จึงกดปุ่ม แล้วก็ได้ยินเสียงของรัชนี
‘เจ้านายคะ คุณธราดลจะเรียนสายด้วยค่ะ’
“โอนเข้ามาเลย...เวลามีน้อย ถ้าเก็บเกี่ยวจากคุณนีได้น้อย คนที่ลำบากก็คือคุณเอง เพราะฉะนั้นตั้งใจเรียนรู้งานกับคุณนีให้ได้มากที่สุดด้วยแล้วกันนะณิชชา” เขาหันมาบอกคนที่นั่งตรงหน้าเสียงเข้ม
ณิชชาพยายามไม่ถอนหายใจโล่งอกออกมา นอกจากยกมือไหว้แล้วลุกขึ้นเดินไปที่ประตู รู้ว่าเขากำลังโมโหเธอ เป็นอย่างที่รัชนีบอกว่าเจ้านายอารมณ์ขึ้นลงง่ายอย่างกับพายุ เพราะเธอได้ยินเสียงหัวเราะตามหลัง หลังจากเขาคุยกับคนที่โทรมา จนอดเหล่มองก่อนจะปิดประตูไม่ได้ หากก็ต้องสะดุ้งเมื่อเห็นว่าสายตาคมมองเธออยู่พร้อมรอยยิ้ม แม้รู้ว่าเขาไม่ได้ยิ้มให้ แต่ความรู้สึกบางอย่างกลับ พลุ่งพล่านในอกเพราะรอยยิ้มนั้น ก่อนมือเธอจะปิดประตูลง
ในสายตาของหญิงสาว เจ้านายหนุ่มคนนี้เป็นผู้ชายที่เรียกได้ว่าหน้าตาดีมากๆ ตอนเจอกันครั้งแรกหน้าลิฟต์ไม่ได้มีเวลาสังเกตเขามากก็รู้ว่าเป็นคนหน้าตาดีคนหนึ่งเหมือนกับเพื่อนของเขา ทั้งสองคนจัดว่าเป็นพวกหนุ่มในฝันของสาวๆ เลยทีเดียว ทั้งหล่อ รวย ใครได้พบเห็นเป็นต้องตาพร่ากันทั้งนั้น
วันนี้เมื่อได้นั่งตรงหน้าจ้องตาในระยะใกล้เธอยังมองเขาจนนิ่งไปเหมือนกัน เขามีความคมเข้มสมชายชาตรี แม้สีตากับสีผมไม่ได้ดำสนิท แต่ก็ดูคมล้ำลึกดึงดูดอย่างประหลาด
ณิชชาหลุดออกจากภวังค์ความคิดเมื่อได้ยินเสียงของรัชนี
“พร้อมเริ่มงานกับพี่หรือยังจ๊ะ”
หญิงสาวหันไปยิ้มให้กับสาวรุ่นพี่ ก่อนจะถอนหายใจออกมาเฮือกใหญ่ ทำเอารัชนีหัวเราะขึ้นมาทันทีเพราะรู้ว่ารุ่นน้องไปเจออะไรมา
“เกร็งขนาดนั้นเลยเหรอ ฮึ”
“ก็นิดหน่อยค่ะ” ณิชชายิ้มแหยไม่อธิบายเพิ่ม
“เจ้านายเป็นคนดุก็จริง แต่ก็ใจดีมากนะ เวลาอารมณ์ดีงี้ ยิ้มทีสาวๆ ตาปรอยเลย แต่ส่วนมากจะชอบทำหน้านิ่ง บางทีไม่ได้โกรธใครหรอก”
ข้อนี้เธอเห็นด้วยกับสาวรุ่นพี่โดยไม่โต้แย้ง เพราะเพิ่งเจอมากับตัวเอง รู้ดีทีเดียวว่าสาวๆ พวกนั้นรู้สึกยังไง
“ทีนี้เราก็มาเรียนงานพื้นฐานกันก่อนดีกว่าเนอะ”
รัชนีเอ่ยขึ้นเมื่อสาวรุ่นน้องก้าวเข้ามานั่งเก้าอี้เคียงข้างกันเรียบร้อยแล้ว
“เอ่อ...แต่ก่อนจะเริ่ม นัทถามอะไรพี่นีอย่างได้ไหมคะ”
เธอคิดว่านี่เป็นเรื่องสำคัญที่ควรรู้ก่อนเริ่มทำงานเลยล่ะ
“ว่ามาเลย”
รัชนีบอกพร้อมกับเปิดแฟ้มงานแฟ้มหนึ่งยื่นมาตรงหน้าสาวรุ่นน้องและยิ้มให้
“ท่านประธาน เอ่อ...ชื่ออะไรคะ”
เพราะหน้าห้องมีเพียงคำว่า ‘ประธานกรรมการ’
สาวรุ่นพี่ชะงักไปเล็กน้อย มองหน้าอีกฝ่ายนิ่งก่อนจะหัวเราะออกมาดังกว่าปกติ แต่ก็เอ่ยชื่อของคนเป็นเจ้านายออกมาให้ได้รู้
“ปานปกรณ์จ้ะ ปานปกรณ์ อนันตรนุชิต”
ชื่อและนามสกุลนี้เธอจะจดจำเอาไว้อย่างดี
“ความจริงเรียกว่าคุณป่านก็ได้นะจ๊ะ แต่พี่เรียกเจ้านายจนชินแล้ว อีกอย่างไม่มีใครที่นี่เรียกเจ้านายว่าคุณป่านเลยสักคน”
สาวรุ่นน้องพยักหน้ารับ แม้จะมีเรื่องแปลกใจที่ว่าคนเป็นเจ้านายรู้จักเธอมาก่อนแต่เมื่อเริ่มเรียนงานณิชชาก็ปล่อยข้อสงสัยทิ้งไป สนใจเพียงหน้าที่ของตัวเองเท่านั้นล
=====