คืนนั้นกลางดึกหลังจากที่หญิงสาวเข้านอน เธอหลับไปจนเกือบถึงค่อนรุ่งในภวังค์ได้ปรากฎภาพชายหนุ่มรูปงาม เขาไม่สวมเสื้อท่อนบนเปลือยเปล่าเผยให้เห็นอกกว้างผิวสีทองแดง ส่วนท่อนล่างสวมคล้ายๆ โจงกระเบนแต่ไม่ได้ดูรุงรังขนาดนั้นเป็นผ้าโปร่งสีทองยาวจนเกือบถึงเข่า
ในความฝันพิมพิกามองเขาและมองไปรอบตัวที่มีแต่ความมืดปกคลุม อากาศเย็นสบายจนเธอรู้สึกหนาวยะเยือกขึ้นมาจับจิต ชายผู้นั้นคลี่ยิ้มเมื่อเขาหันมามองเธอ
"ในที่สุดเราก็ได้พบกันสักทีนะ"
ร่างสูงใหญ่เคลื่อนไหวอย่างรวดเร็ว เขาทัดดอกจำปาเข้าใบหูของเธอ ปลายนิ้วของเขาสัมผัสที่ริมใบหูบางแผ่วเบาและนั่นทำให้เธอขนลุกซู่อย่างประหลาด
หญิงสาวตกใจตื่น อกใจยังเต้นรัวราวกับภาพเมื่อครู่ไม่ใช่ความฝัน เธอหยิบโทรศัพท์มาดูจึงเห็นว่านี่เป็นเวลาหกนาฬิกาแล้วจึงรีบอาบน้ำแต่งตัว เพราะว่านัดมารดาไว้ว่าวันนี้จะลงไปใส่บาตรกับท่านเนื่องในโอกาสวันลอยกระทง
หลังจากที่เธอใส่บาตรแล้วจึงเดินกลับเข้าบ้านพร้อมกับคุณนภดารา
"คืนนี้อย่าลืมนะลูก นำจี้รุธิระออกมาอาบแสงจันทร์ด้วย" คุณยายย้ำ
"ไม่ลืมหรอกค่ะ คืนนี้พิมจะไปลอยกระทงกับเพื่อนเดี๋ยวจะเอาใส่สร้อยคอไปด้วยค่ะคุณแม่"
คุณนภดาราพยักหน้า
"อืม... ก็ดีเหมือนกัน" ท่านพูดต่อ
"ยังไงก็ดูฟ้าฝนด้วยนะลูก เมื่อคืนฝนตกลมแรงดอกจำปาข้างบ้านร่วงกราวเลยลูก"
พิมพิกาชะงัก เมื่อครู่มารดาพูดถึงดอกจำปากระนั้นหรือ... พลันภาพในฝันกลับมาในความคิด
"อ่อ เมื่อคืนฝนตกเหรอคะ พิมไม่เห็นรู้เรื่องเลย"
"ตกไม่หนักเท่าไหร่ลูก แต่ลมแรง" หญิงสูงวัยขยายความ
จากนั้นหญิงสาวกลับขึ้นมาบนห้อง เธอมองหาจี้รุธิระที่เก็บไว้ที่หัวเตียงเมื่อคืน สายตาเธอกวาดไปพบกับดอกจำปาที่หล่นลงบนหมอน เธอตัวชาด้วยความตกใจพลางวิ่งไปที่หน้าต่าง
ดอกจำปาจะปลิวเข้ามาในห้องได้อย่างไร ในเมื่อเธอปิดหน้าต่างกระจกทุกบานเพราะว่าเปิดเครื่องปรับอากาศนอน หญิงสาวขยับดูหน้าต่างทุกบานและเห็นว่ามันยังคงลงล็อกแน่นหนา
ตอนนั้นเองที่เธอรู้สึกเย็นจากด้านหลังเหมือนมีไอเย็นมาปะทะร่างทั้งที่ตอนนี้เธอยังไม่ได้เปิดแอร์หรือพัดลมใดใด ไอเย็นนั้นลามเลียจากเรือนผมลงไปถึงต้นคอบ่าไหล่แผ่นหลังและต้นขา พิมพิการวบรวมกำลังใจหมุนตัวกลับไปมองด้านหลังและพบว่ามันมีแต่ความว่างเปล่า เธอยังอยู่ในห้องตามลำพังเช่นเดิมทำให้หญิงสาวถอนใจโล่งอก
คืนนั้นพิมพิกาไปเที่ยวงานลอยกระทงกับเพื่อนสมัยเด็ก
"แกทำไมคืนนี้คนเยอะจัง" มินตราคุณครูสาวของโรงเรียนประจำจังหวัดเอ่ย
"วันลอยกระทง คนก็เยอะแบบนี้แหล่ะแก" พิมพิกาพูดอย่างเห็นเป็นเรื่องปกติ และมันก็เป็นเช่นนั้นจริงๆ มาทุกปี แม้ว่าตรงนี้จะไม่ใช่จุดที่จัดงานแห่กระทงใหญ่แบบที่สะพานนวรัฐยาวถึงประตูท่าแพ
เวลาใกล้เที่ยงคืนหญิงสาวหมุนจี้ออกมานอกคอเสื้อเพื่อให้รับแสงจันทร์ตามที่มารดาสั่ง
“หืม อะไรน่ะ” มินตราทัก
“จี้น่ะ คุณแม่เพิ่งให้มา”
“สวยดีนะ” มินตราชมแต่เธอก็ย่นคอด้วยความรู้สึกแปลกๆ สีแดงของทับทิมเม็ดนั้นมันชวนให้ขนลุกอย่างประหลาดแต่หญิงสาวก็ไม่ได้พูดอะไรออกไป
หลังจากลอยกระทงแล้วสองสาวชวนกันเดินชมงานต่อ คืนนี้เป็นงานตรงวันลอยกระทงคือเดือนเพ็ญคืนสิบสองและมีมหรสพมากมายสมกับเป็นงานยี่เป็งที่ชาวเชียงใหม่รอคอย
อากาศเย็นปะทะวูบมาถูกตัวหนาวเยือกจนทำให้พิมพิกายกมือขึ้นกอดอกไว้ เธอเดินตรงไปยังร้านขายผ้าทอมองหาผ้าคลุมไหล่ที่ถูกใจสักผืนและตั้งใจจะซื้อไปฝากคุณนภดาราด้วย
“ผืนนี้ไหมจ๊ะสวยนะลูก” แม่ค้าวัยกลางคนผมสีดอกเลาเกล้ามวยสวยงาม หยิบผ้าสีแดงเข้มมาคลี่ออกให้เธอดูมันเป็นผ้าลายเส้นล้านนาลายหงส์ พิมพิกาจับผ้าเนื้ออ่อนนุ่มอย่างถูกใจ
“เท่าไหร่คะคุณป้า”
“ผืนนี้ลายเส้นโบราณปกติป้าขายสองพันห้า แต่ถ้าหนูชอบป้าจะลดให้”
“ชอบค่ะ ขอผืนนี้ด้วยนะคะ” พิมพิกาตกลงใจทันที หญิงสาวหยิบอีกผืนแต่ต่างลายขึ้นมาจะนำไปฝากมารดาด้วย
มินตราที่ไปซื้อน้ำกลับมาในมือเธอมีน้ำอีกแก้วที่ซื้อมาเผื่อเพื่อน คุณครูสาวมองผ้าคลุมไหล่ที่อยู่บนตัวเพื่อนสาวอย่างสนใจ
“ซื้อมาร้านไหนเหรอแก”
“นั่นไง คุณป้าเจ้าของร้านใจดีมากด้วย” เธอเอี้ยวตัวหันหลังไปชี้ร้านผ้าให้เพื่อนดูก่อนจะชะงัก
“เฮ้ย ร้านหายไปไหนน่ะ” พิมพิกาขยี้ตา
“แกว่าอะไรนะแรม” มินตรารอฟัง
“ก็ร้านผ้าที่แกถาม เมื่อกี้อยู่ตรงนี้ตอนนี้หายไปไหนแล้ว” พิมพิกาพูดเหมือนละเมอ เธองงมากจริงๆ
“ไม่เป็นไรหรอก ป้าเขาอาจจะกลับไปแล้วก็ได้คงมีธุระ” มินตราไม่ได้ติดใจอะไร หญิงสาวส่งแก้วน้ำที่ซื้อมาเผื่อเพื่อนส่งให้พิมพิกา
“เอ้ากินซะ แล้วจะกลับกันยังเดี๋ยวปวดฉี่ ฉันไม่อยากเข้าห้องน้ำที่งาน” มินตราชวนกลับบ้าน
“ไปสิ กลับกันเลย”
คืนนั้นพิมพิกาเข้านอน เธอปิดหน้าต่างดังเคยแต่เมื่อเธอหลับแล้วมีลมวูบหนึ่งเกิดที่หน้าต่าง จากนั้นผ้าคลุมไหล่ผืนที่เธอเพิ่งซื้อมามันเคลื่อนตัวราวมีชีวิต ผ้าผืนนั้นคลี่ตัวออกคลุมร่างเธอไว้เหมือนจะโอบกอดและนั่นยิ่งทำให้เธอหลับสนิทลึกขึ้นจนไม่เห็นว่าริมหน้าต่างปรากฎร่างชายคนหนึ่งยืนมองเธออยู่แบบนั้น
“เจ้านางจันทร์แรมเจ้าขา ขึ้นจากน้ำเถอะเจ้าค่ะ” นางกำนัลร้องเรียกนายของตนที่กำลังลงเล่นน้ำในสระใหญ่อย่างกังวล
“อีกเดี๋ยวเถิด ข้าชอบเล่นน้ำมันเย็นดี” หญิงงามในผ้าแพรผืนบางที่ชุ่มน้ำร้องตอบ เธอมีผิวขาวนวลละเมียดละไมไปทั้งกายผิดกับชื่อจันทร์แรม ดวงหน้าเปียกน้ำนั้นงามแฉล่มผุดผาดด้วยวัยสาวเต็มตัวในยามไร้เครื่องประทินผิวนั้นดูงามยิ่ง
“เดี๋ยวพ่อหลวงอินทรจะกลับมาแล้วนะเจ้าคะเจ้านาง วันนี้เป็นเวรที่เจ้านางจะต้องถวายการปรนนิบัติพ่อหลวง รีบไปกันเถอะเจ้าค่ะ” นางกำนัลทูลตอบ
“จริงสิ ข้าลืมว่าเจ้าพี่จะรองั้นไปก็ได้” จันทร์แรมลุกขึ้นจากน้ำ ท่าทางเยื้องกายนั้นดูเฉิดฉายยิ่งกว่านางหงส์ บรรดานางกำนัลต้นห้องมองเจ้านายของตนอย่างชื่นชม
“เจ้านางจันทร์แรมของข้าสวยมากจริงๆ เจ้าค่ะ ถ้าท่านมีเจ้านายเล็กๆ เมื่อไหร่ พ่อหลวงคงยิ่งรักและหลงท่านมากขึ้นไปอีก”
ร่างระหงชะงักครู่หนึ่ง ก่อนที่นางจะหยิบผ้าซิ่นมาเปลี่ยนหลังผ้าที่ถูกขึงไว้มิให้การผลัดผ้าปรากฏแก่สายตาผู้คนอื่นๆ ที่อาจจะเข้ามาในบริเวณฝ่ายใดได้
“ข้ายังไม่อยากมีลูก ตราบใดที่เจ้าพี่ยังมีเมียเต็มวังแบบนี้”
“เจ้านางเจ้าขา แต่ถึงจะเป็นเช่นนั้นท่านก็ยังเป็นมหาเทวีที่เหนือว่าสตรีผู้อื่นนะเจ้าคะ” เสียงนางกำนัลเหมือนจะปลอบประโลมแต่จันทร์แรมมิได้ยินดี
“ข้าไม่ได้อยากเป็นเมียเอก แต่ข้าอยากเป็นเมียคนเดียว พวกเจ้าไม่เข้าใจดอก”