2 เพลิงปรารถนาคุกรุ่น

3532 คำ
2 เพลิงปรารถนาคุกรุ่น นับจากค่ำคืนแรกที่ลู่เม่ย ได้ถวายการปรนนิบัติฮ่องเต้หลงอี้ ชีวิตของนางในวังหลวงก็เปลี่ยนไปจากหน้ามือเป็นหลังมือจากสตรีอุ่นเตียงที่ควรจะถูกลืมเลือนไปตามธรรมเนียมกลับกลายเป็นผู้ที่ได้รับความโปรดปรานจากองค์ฮ่องเต้เหนือกว่าสนมคนใด ฮ่องเต้ทรงเรียกหานางแทบทุกค่ำคืน มิได้เพียงเพื่อปรนนิบัติบนเตียงบรรทม หากแต่ทรงใช้เวลาตรัสถามถึงเรื่องราวชีวิตของนาง ความคิดความอ่าน และบางครั้งก็ทรงระบายความโดดเดี่ยวในพระทัยให้แก่นางฟัง ลู่เม่ยเองก็มิได้คาดคิดว่าฮ่องเต้หลงอี้จะทรงมีอีกด้านที่อ่อนโยนและเข้าถึงได้ พระองค์มิได้เป็นเพียงราชันผู้ยิ่งใหญ่แต่ทรงเป็นบุรุษที่มีหัวใจ มีความอ้างว้างและความต้องการความเข้าใจเช่นเดียวกับคนทั่วไป ความใกล้ชิดที่ก่อร่างสร้างขึ้นในแต่ละคืน ไม่ใช่แค่เพียงสัมพันธ์ทางกายแต่เป็นความผูกพันทางใจที่ถักทออย่างเงียบงัน ความปรารถนาของพระองค์ที่มีต่อนางมิได้ลดลง หากแต่ทวีคูณขึ้นพร้อมกับความห่วงใยและการปกป้องที่แสดงออกอย่างชัดเจน เช้าวันหนึ่งลู่เม่ยตื่นขึ้นมาบนเตียงบรรทมอันกว้างใหญ่ หันไปเห็นฮ่องเต้หลงอี้ทรงนอนอยู่ข้างๆ พระพักตร์ที่ยามปกติเต็มไปด้วยความเคร่งขรึม ยามนี้กลับผ่อนคลายลงอย่างน่าประหลาด พระหัตถ์ของพระองค์โอบรัดเอวของนางไว้อย่างเป็นธรรมชาติ ลู่เม่ยทอดมองพระพักตร์นั้นด้วยความรู้สึกที่ซับซ้อนปนเปไปด้วยความเสน่หาความเกรงใจและความหวาดหวั่นต่ออนาคตที่ไม่อาจคาดเดา “ตื่นแล้วรึเม่ยเอ๋อร์” เสียงทุ้มแหบพร่าดังขึ้น ฮ่องเต้ทรงลืมพระเนตรขึ้นช้าๆ รอยแย้มสรวลปรากฏขึ้นที่มุมพระโอษฐ์ เมื่อทรงเห็นใบหน้าของนางอยู่ใกล้เพียงปลายจมูก “เพคะ ฝ่าบาท” ลู่เม่ยตอบเสียงแผ่ว พลางพยายามจะขยับตัวออกจากอ้อมแขนของพระองค์อย่างระมัดระวังแต่ฮ่องเต้กลับกระชับอ้อมกอดแน่นขึ้น “อยู่เฉยๆ เถิด ข้ายังไม่อยากให้เจ้าลุก” พระองค์ตรัส พลางจรดริมฝีปากลงบนหน้าผากของนางแผ่วเบา สัมผัสที่อ่อนโยนนี้ทำให้หัวใจของลู่เม่ยอบอุ่นอย่างประหลาด นางรู้สึกได้ถึงความผูกพันที่เกินกว่าจะปฏิเสธได้ ความสัมพันธ์ที่แน่นแฟ้นขึ้นระหว่างฮ่องเต้กับลู่เม่ยย่อมไม่รอดพ้นจากสายตาของเหล่าสนมในตำหนักหลังที่ต่างเฝ้ารอโอกาสจะได้รับความโปรดปราน ฮองเฮาหมิ่นเจียผู้สูงศักดิ์และทรงอำนาจที่สุดในวังหลัง ทรงรับรู้ถึงการมีอยู่ของลู่เม่ยตั้งแต่คืนแรก แต่ก็ยังคงวางท่าทีสงบนิ่ง แม้ในพระทัยจะเต็มไปด้วยความไม่พอใจ เช้าวันหนึ่งหลังจากที่ลู่เม่ยกลับจากห้องบรรทมของฮ่องเต้ นางกำนัลชิงเอ๋อร์ ซึ่งเป็นนางกำนัลส่วนตัวที่ภักดีต่อนางมาตั้งแต่เข้าวัง ได้รออยู่แล้วที่เรือนพักอันเล็กกระทัดรัดของลู่เม่ย “นายหญิงเพคะ หม่อมฉันได้ยินข่าวลือหนาหูจากตำหนักอื่น ว่าฮองเฮาทรงไม่พอพระทัยที่ฝ่าบาททรงโปรดปรานนายหญิงมากถึงเพียงนี้เพคะ” ชิงเอ๋อร์กระซิบด้วยน้ำเสียงเป็นกังวล ลู่เม่ยถอนหายใจยาว นางรู้ดีว่าสักวันเรื่องเช่นนี้จะต้องเกิดขึ้น “ข้ารู้ชิงเอ๋อร์ วังหลวงแห่งนี้มิเคยมีที่ว่างสำหรับผู้ที่ได้รับความโปรดปรานเกินหน้าเกินตาผู้อื่น” “แล้วนายหญิงจะทำเช่นไรเพคะ ฮองเฮาทรงมีอำนาจล้นฟ้าในวังหลัง หากทรงคิดจะทำร้ายนายหญิง...” ชิงเอ๋อร์ยังคงกังวล ลู่เม่ยสบตาชิงเอ๋อร์นางกำนัลผู้นี้เป็นคนเดียวที่นางสามารถวางใจได้ในวังแห่งนี้ “ข้ามิอาจทำสิ่งใดได้ นอกจากใช้สติปัญญาและความระมัดระวังให้มากที่สุด” คำพูดของชิงเอ๋อร์ไม่ใช่แค่ข่าวลือ วันต่อมาความไม่พอใจของฮองเฮาก็เริ่มปรากฏเป็นรูปธรรมขึ้น ฮองเฮาหมิ่นเจียทรงเรียกตัวลู่เม่ยเข้าเฝ้าที่ตำหนัก ตำหนักที่โอ่อ่าที่สุดในวังหลัง ลู่เม่ยสวมชุดที่เรียบง่ายที่สุดเพื่อแสดงความนอบน้อม เมื่อมาถึงตำหนักของฮองเฮา เธอเห็นฮองเฮาประทับอยู่บนบัลลังก์สูงสง่า ใบหน้าของพระนางเรียบเฉยไร้อารมณ์ใดๆ ดวงตาคมกริบจ้องมองมาที่ลู่เม่ยราวกับกำลังสำรวจสิ่งของ “เจ้าคือนางลู่เม่ยใช่หรือไม่” ฮองเฮาตรัสถาม เสียงเรียบแต่แฝงด้วยอำนาจ “เพคะ หม่อมฉันลู่เม่ย ขอถวายบังคมฮองเฮาเพคะ” ลู่เม่ยคุกเข่าลง คำนับอย่างนอบน้อม “ลุกขึ้นเถิด” ฮองเฮาตรัส “ได้ยินว่าฝ่าบาททรงโปรดปรานเจ้ามากถึงเพียงนี้ ช่างเป็นบุญของเจ้าจริงๆ” น้ำเสียงของฮองเฮาเต็มไปด้วยความหมายแฝง ลู่เม่ยรู้ดีว่าคำกล่าวชื่นชมเหล่านั้นไม่ได้มาจากความจริงใจ ฮองเฮาทรงตรัสถามถึงเรื่องราวชีวิตของลู่เม่ยอย่างละเอียด เหมือนจะแสดงความเมตตาแต่ทุกคำถามกลับแฝงด้วยการสำรวจและจับผิด ลู่เม่ยตอบคำถามด้วยความระมัดระวัง เลือกใช้ถ้อยคำที่ไม่ก่อให้เกิดความขัดแย้งและแสดงความนอบน้อมที่สุด “เจ้าคงเป็นคนฉลาดเฉลียว” ฮองเฮาตรัสในที่สุด “วังหลวงแห่งนี้มีกฎระเบียบมากมาย เจ้าจงเรียนรู้ให้ดีและจงระมัดระวังตัวให้มาก หากเจ้าทำสิ่งใดผิดพลาด เพียงเล็กน้อยก็อาจนำมาซึ่งภัยใหญ่หลวงได้” คำกล่าวของฮองเฮาเป็นดั่งคำเตือนและคำขู่ไปพร้อมกัน ลู่เม่ยรับคำด้วยความนอบน้อม “หม่อมฉันจะน้อมรับพระบัญชาเพคะ” หลังจากกลับจากตำหนักฮองเฮา ลู่เม่ยรู้ดีว่าชีวิตในวังของเธอกำลังจะเข้าสู่ช่วงที่ยากลำบากยิ่งขึ้น เธอต้องเรียนรู้ที่จะใช้ไหวพริบและเสน่ห์ ไม่ใช่เพียงเพื่อเอาตัวรอด แต่เพื่อปกป้องตัวเองจากเล่ห์กลต่างๆ วันต่อมาเรื่องการกลั่นแกล้งก็เริ่มต้นขึ้น นางกำนัลที่ดูแลเรือนพักของลู่เม่ยเริ่มปฏิบัติกับเธออย่างเย็นชา อาหารที่ส่งมาให้มีคุณภาพแย่ลง หรือบางครั้งก็ถูกส่งมาล่าช้า อากาศหนาวเย็นยามค่ำคืนแต่กลับไม่ได้รับถ่านอุ่นเตียงอย่างเพียงพอลู่เม่ยต้องอดทนและเรียนรู้ที่จะแก้ปัญหาด้วยตนเอง มีครั้งหนึ่งเสื้อผ้าแพรไหมที่ฮ่องเต้พระราชทานให้ลู่เม่ยถูกขโมยไปจากห้องพัก ชิงเอ๋อร์ตกใจและกังวลอย่างมาก “นายหญิงเพคะ จะทำเช่นไรดีเพคะ หากฮ่องเต้ทรงทราบเรื่องนี้” ชิงเอ๋อร์หน้าซีดเผือด ลู่เม่ยพยายามสงบสติอารมณ์ “ช่างเถิดชิงเอ๋อร์ เรื่องเล็กน้อยเช่นนี้ไม่จำเป็นต้องรบกวนฝ่าบาท” เธอรู้ดีว่านี่คือการทดสอบจากเหล่าสนม หากเธอโวยวายหรือฟ้องฮ่องเต้ ก็จะถูกมองว่าเป็นคนอ่อนแอและไม่มีไหวพริบ ลู่เม่ยตัดสินใจแก้ปัญหาด้วยวิธีของตนเอง เธอใช้ความสามารถในการเย็บปักถักร้อยที่ติดตัวมาตั้งแต่เด็ก ซ่อมแซมและปรับเปลี่ยนชุดเก่าๆ ของตัวเองให้ดูดีขึ้นและประดิษฐ์เครื่องประดับเล็กๆ น้อยๆ ด้วยดอกไม้หรือผ้าไหมเหลือใช้ ทำให้เธอดูโดดเด่นและเป็นธรรมชาติในแบบของตนเอง ซึ่งสร้างความประหลาดใจให้กับเหล่าสนมที่จับตามอง ไม่กี่วันต่อมาฮ่องเต้หลงอี้ทรงเรียกหานางอีกครั้ง เมื่อทรงเห็นลู่เม่ยสวมชุดที่เรียบง่ายแต่ดูดี มีเครื่องประดับทำมือที่งดงามก็ทรงสังเกตเห็นถึงความแตกต่าง “ชุดนี้ช่างแปลกตา ไม่เคยเห็นเจ้าสวมมาก่อน” ฮ่องเต้ตรัสถาม ลู่เม่ยไม่ปิดบังความจริง “เสื้อผ้าที่พระราชทานให้ถูกนำไปซ่อนเพคะ หม่อมฉันจึงนำผ้าเก่าๆ มาประดิษฐ์ขึ้นใหม่เพคะ” ฮ่องเต้ทรงเลิกพระขนง “บังอาจนัก! ผู้ใดกล้าทำเช่นนี้” แววตาของพระองค์ฉายแววไม่พอพระทัยอย่างเห็นได้ชัด “หม่อมฉันไม่ทราบเพคะ อาจจะเป็นความผิดพลาดของนางกำนัลเพคะ” ลู่เม่ยตอบอย่างถ่อมตน ไม่ได้เอ่ยถึงผู้ใดโดยเฉพาะเจาะจง คำตอบของลู่เม่ยทำให้ฮ่องเต้ทรงนิ่งคิด พระองค์รู้ดีว่านี่ไม่ใช่เรื่องผิดพลาดธรรมดา แต่ทรงพอพระทัยในความสงบนิ่งและไหวพริบของนาง ที่ไม่ร้องฟ้องหรือกล่าวโทษผู้อื่นทันที นั่นแสดงถึงความฉลาดในการรับมือกับสถานการณ์ในวังหลวงได้เป็นอย่างดี “เจ้าช่างฉลาดเฉลียวจริงๆ เม่ยเอ๋อร์” ฮ่องเต้ตรัสชมเชย พลางทรงโอบกอดนางแน่น “ต่อไปหากมีสิ่งใดที่เจ้าต้องการ หรือมีผู้ใดกล้าล่วงเกินเจ้า เจ้าจงบอกข้าตรงๆ ไม่ต้องเกรงใจ” ความห่วงใยและการปกป้องที่ได้รับจากฮ่องเต้ ทำให้ลู่เม่ยรู้สึกอบอุ่นในหัวใจ นางซบลงกับแผงอกของพระองค์อย่างอ่อนหวาน “หม่อมฉันขอขอบพระทัยฝ่าบาทเพคะ” แต่ความโปรดปรานที่เพิ่มขึ้นของฮ่องเต้ ยิ่งเป็นดั่งเชื้อเพลิงที่เติมเต็มเปลวไฟแห่งความริษยาในใจของเหล่าสนมให้ลุกโชนมากขึ้น โดยเฉพาะสนมเหม่ยฮวาผู้ซึ่งเคยได้รับความโปรดปรานจากฮ่องเต้ก่อนหน้านี้ บัดนี้กลับถูกมองข้ามนางมีรูปโฉมงดงามแต่ขาดไหวพริบและอ่อนแอทางจิตใจจึงถูกฮองเฮาหมิ่นเจียและท่านเสนาบดีหวัง ผู้เป็นบิดาของฮองเฮา ใช้เป็นเครื่องมือในการกำจัดลู่เม่ย วันหนึ่งสนมเหม่ยฮวาแกล้งป่วยหนัก อ้างว่าถูกลู่เม่ยร่ายมนต์ใส่ ทำให้ฮ่องเต้ทรงไม่โปรดปรานตนเอง นางร้องห่มร้องไห้ต่อหน้าฮองเฮาและบรรดาขุนนางที่เข้าวัง ฮองเฮาทรงฉวยโอกาสนี้สั่งให้มีการไต่สวนลู่เม่ยอย่างเปิดเผย ข้อกล่าวหาคือการใช้ไสยศาสตร์มนต์ดำเพื่อควบคุมจิตใจฮ่องเต้ซึ่งเป็นอาชญากรรมร้ายแรงถึงขั้นประหารชีวิต ลู่เม่ยถูกเรียกตัวเข้าสู่ศาลหลวงที่เต็มไปด้วยขุนนางผู้ใหญ่และเหล่าสนมที่ต่างจับจ้องมาที่เธอด้วยสายตาเย็นชา ฮองเฮาประทับอยู่บนบัลลังก์ไต่สวน ข้างๆ คือสนมเหม่ยฮวาที่แกล้งทำเป็นอ่อนแอและหวาดกลัว “ลู่เม่ย เจ้ากล้าปฏิเสธหรือไม่ว่าเจ้าใช้ไสยศาสตร์เพื่อควบคุมจิตใจฮ่องเต้” ฮองเฮาตรัสด้วยน้ำเสียงเย็นชา ลู่เม่ยยืนนิ่งใบหน้าสงบ “หม่อมฉันขอยืนยันว่าหม่อมฉันมิได้กระทำการใดๆ เช่นนั้นเพคะ หม่อมฉันมิได้มีความรู้เรื่องไสยศาสตร์แม้แต่น้อย" สนมเหม่ยฮวาสำทับ “นางโกหกเพคะฝ่าบาท หม่อมฉันเคยเห็นนางถือตำราแปลกๆ และมักจะทำท่าทีลับๆ ล่อๆ” เหล่าสนมที่เกลียดชังลู่เม่ยต่างพากันส่งเสียงสนับสนุน ทันใดนั้น ฮ่องเต้หลงอี้ก็เสด็จมายังศาลหลวงอย่างกะทันหัน ทำให้ทุกคนในที่นั้นตกอยู่ในความเงียบงัน พระองค์ทรงรับรู้ข่าวการไต่สวนนี้จากขันทีหลี่กงกง ขันทีคนสนิทที่ภักดีต่อพระองค์ “เกิดอะไรขึ้น” ฮ่องเต้ตรัสถามด้วยน้ำเสียงกังวาน สายพระเนตรกวาดมองไปทั่วศาลหลวง ก่อนจะหยุดที่ลู่เม่ยที่ยืนสงบนิ่ง “ฝ่าบาทเพคะ หม่อมฉันกำลังไต่สวนนางลู่เม่ย ผู้ต้องสงสัยใช้ไสยศาสตร์มนต์ดำเพื่อควบคุมพระทัยของฝ่าบาทเพคะ” ฮองเฮาทรงกราบทูล ฮ่องเต้หลงอี้ทรงทอดพระเนตรลู่เม่ยอย่างพิจารณา พระองค์ทรงมองเห็นความบริสุทธิ์ในแววตาของนาง รวมถึงความเข้มแข็งที่ซ่อนอยู่ภายใน “ไร้สาระ” ฮ่องเต้ตรัสเสียงดุดัน “ความโปรดปรานของข้ามีสาเหตุมาจากหัวใจของข้าเอง มิใช่เพราะมนต์ดำใดๆ ทั้งสิ้น ผู้ใดที่กล่าวหาเช่นนี้ ถือเป็นการดูหมิ่นองค์ฮ่องเต้เช่นกัน” คำตรัสของฮ่องเต้ทำให้ทุกคนในที่นั้นตกตะลึง ฮองเฮาเองก็ทรงซีดเผือดลงเล็กน้อย “แต่ฝ่าบาท...” สนมเหม่ยฮวาพยายามจะโต้แย้ง “พอได้แล้ว!” ฮ่องเต้ตรัสเสียงดัง “หากไร้ซึ่งหลักฐานที่แท้จริง มิอาจตัดสินโทษได้ และข้าจะทรงสอบสวนเรื่องนี้ด้วยพระองค์เอง” ฮ่องเต้ทรงตัดสินใจด้วยพระองค์เองว่า จะเป็นผู้พิจารณาคดีนี้ โดยมีลู่เม่ยอยู่ภายใต้การคุ้มครองของพระองค์เป็นการชั่วคราว ทำให้สนมเหม่ยฮวาและฮองเฮาไม่สามารถทำอันตรายลู่เม่ยได้ในตอนนี้ ในช่วงเวลาต่อมา ลู่เม่ยต้องเผชิญกับการถูกจับตามองอย่างหนัก ฮ่องเต้ทรงเรียกนางเข้าพบแทบทุกวัน ไม่เพียงเพื่อแสดงความโปรดปราน แต่เพื่อสอบถามเกี่ยวกับเรื่องราวในอดีตของนางอย่างละเอียด เพื่อหาเบาะแสเกี่ยวกับข้อกล่าวหาเรื่องราวในอดีตของลู่เม่ยค่อยๆ ถูกเปิดเผย เธอเล่าถึงชีวิตในวัยเด็กที่เป็นเด็กกำพร้าถูกเก็บมาเลี้ยงโดยหญิงชราใจดีผู้หนึ่ง นางกำนัลชิงเอ๋อร์เองก็ให้การยืนยันถึงความบริสุทธิ์ของลู่เม่ย ฮ่องเต้ทรงสังเกตเห็นถึงความฉลาดและซื่อตรงของลู่เม่ย ทำให้พระองค์เชื่อมั่นในความบริสุทธิ์ของนางมากยิ่งขึ้น วันหนึ่งในขณะที่ลู่เม่ยกำลังดูแลแปลงดอกไม้เล็กๆ ที่เรือนพักของตนเอง ซึ่งเป็นสิ่งที่เธอทำเพื่อผ่อนคลายจิตใจจากความตึงเครียดในวัง ขันทีหลี่กงกงก็ปรากฏตัวขึ้น “ลู่เม่ย หม่อมฉันมีเรื่องจะแจ้งให้ทราบ” หลี่กงกงกระซิบเสียงเบา “ท่านเสนาบดีหวังได้จัดให้มีงานเลี้ยงน้ำชาที่ตำหนักของฮองเฮาในวันพรุ่งนี้ และมีชื่อเจ้าอยู่ในรายชื่อแขกผู้ร่วมงานด้วย” ลู่เม่ยเลิกคิ้วเล็กน้อย งานเลี้ยงน้ำชาเช่นนี้มักเป็นเวทีสำหรับการชิงไหวชิงพริบ “ขอบใจท่านหลี่กงกงที่แจ้งให้ทราบ” “พึงระวังให้มาก” หลี่กงกงกล่าวเตือน “ท่านเสนาบดีหวังมิใช่คนที่จะยอมแพ้ง่ายๆ โดยเฉพาะเมื่ออำนาจของฮองเฮากำลังสั่นคลอน” คืนนั้นฮ่องเต้หลงอี้ทรงเสด็จมายังเรือนพักของลู่เม่ยอีกครั้ง พระองค์ทรงเข้ามาโอบกอดนางจากด้านหลังขณะที่นางกำลังนั่งอยู่ริมหน้าต่าง “เจ้ากังวลเรื่องงานเลี้ยงน้ำชาในวันพรุ่งนี้หรือไม่” ฮ่องเต้ตรัสถามลู่เม่ยพยักหน้าเล็กน้อย “หม่อมฉันกังวลเพคะ แต่หม่อมฉันจะระมัดระวังตัวให้มากที่สุด” “ดีแล้ว” ฮ่องเต้ตรัส “เจ้าจงระมัดระวังคำพูดและการกระทำทุกอย่าง โดยเฉพาะจากท่านเสนาบดีหวังและสนมเหม่ยฮวา” ความห่วงใยที่ฮ่องเต้ทรงมีต่อนาง ทำให้ลู่เม่ยรู้สึกปลอดภัยอย่างประหลาด นางหันหน้าเข้าหาพระองค์ สบตาเข้ากับดวงตาคมกริบที่เต็มไปด้วยความรักและความปรารถนา “ฝ่าบาท...”ลู่เม่ยกระซิบ “หม่อมฉัน...หม่อมฉันขอบพระทัยที่ฝ่าบาททรงเชื่อใจหม่อมฉันเพคะ” ฮ่องเต้ทรงเชยคางนางขึ้น ทรงประทับจุมพิตลงบนริมฝีปากอิ่มอย่างอ่อนโยน ก่อนจะเปลี่ยนเป็นร้อนแรงขึ้นเรื่อยๆ เปลวไฟแห่งความปรารถนาที่คุกรุ่นอยู่ภายในใจของทั้งสองปะทุขึ้นอีกครั้ง ค่ำคืนนั้น มีเพียงเสียงกระซิบกระซาบและเสียงหอบหายใจที่คลอไปกับความรักอันลึกซึ้งที่ก่อตัวขึ้นอย่างเงียบงันในวังหลวงที่เต็มไปด้วยอันตราย ลู่เม่ยรู้ดีว่าเส้นทางที่เธอเลือกเดินนั้นไม่ได้โรยด้วยกลีบกุหลาบ ความโปรดปรานจากฮ่องเต้เป็นทั้งพรและคำสาปในคราวเดียวกัน มันมอบความสุขความใกล้ชิดที่ไม่อาจหาได้จากที่ใด แต่ก็ล่อแหลมและนำมาซึ่งภัยร้ายที่พร้อมจะคืบคลานเข้ามาได้ทุกเมื่อ สิ่งที่เธอต้องเรียนรู้คือการใช้สติปัญญา ความอ่อนโยน และเสน่ห์ที่ฮ่องเต้หลงใหล เพื่อเอาตัวรอดในเกมแห่งอำนาจนี้ และรักษาความผูกพันอันลึกซึ้งที่กำลังก่อตัวขึ้นกับราชันผู้ยิ่งใหญ่ของแคว้นต้าเหลียง ในอ้อมกอดอันอบอุ่นของฮ่องเต้ ลู่เม่ยรู้สึกถึงความปลอดภัยที่แสนพิเศษ ความตึงเครียดและความกังวลที่สะสมมาตลอดวันค่อยๆ จางหายไปเหลือเพียงความรู้สึกเสน่หาที่เอ่อล้นอยู่ในหัวใจ นางเงยหน้าขึ้นเล็กน้อย มองสบดวงตาคมกริบที่ทอประกายอบอุ่น สายตาของทั้งสองเชื่อมโยงกัน ราวกับโลกทั้งใบเหลือเพียงแค่พวกเขาสองคน ฮ่องเต้ทรงโน้มพระพักตร์ลงมาใกล้ ริมฝีปากหยักได้รูปแตะลงบนหน้าผากของนางอย่างอ่อนโยน ก่อนจะเลื่อนลงมาสัมผัสเปลือกตาที่ปิดสนิท แล้วจึงแตะที่แก้มนวลเบาๆ ทุกสัมผัสของพระองค์ช่างอ่อนโยนและทะนุถนอม จนลู่เม่ยรู้สึกราวกับเป็นดอกไม้ที่กำลังได้รับการดูแลเอาใจใส่ “ข้ารักเจ้า เม่ยเอ๋อร์” เสียงกระซิบแผ่วเบาของฮ่องเต้ดังอยู่ข้างหู เป็นถ้อยคำที่ลึกซึ้งและจริงจัง จนหัวใจของลู่เม่ยพองโตด้วยความสุข นางลืมความหวาดกลัวและความไม่แน่นอนทั้งหมด ตอบกลับด้วยน้ำเสียงที่สั่นเครือเล็กน้อย “หม่อมฉันก็รักฝ่าบาทเพคะ” คำสารภาพรักที่แสนหวานนั้นเป็นดั่งเชื้อเพลิงที่โหมกระหน่ำเปลวไฟแห่งความปรารถนาที่คุกรุ่นอยู่ภายในใจของทั้งสอง ฮ่องเต้ทรงกระชับอ้อมกอดแน่นขึ้น พลิกกายของลู่เม่ยให้หันมาเผชิญหน้ากันอย่างเต็มตัว แสงเทียนที่ส่องสลัวขับให้เห็นประกายในดวงตาของทั้งคู่ที่เต็มไปด้วยความเสน่หา พระหัตถ์แกร่งของฮ่องเต้ลูบไล้ไปตามโครงหน้าอ่อนหวานของลู่เม่ย สัมผัสที่นุ่มนวลแต่หนักแน่นนั้นทำให้ผิวของนางร้อนผ่าวขึ้นมาอย่างห้ามไม่อยู่ ลู่เม่ยเองก็ยกมือขึ้นสัมผัสพระพักตร์คมสันของพระองค์บ้าง นิ้วเรียวค่อยๆ ลากไล้ไปตามแนวพระกรามที่แข็งแรง ก่อนจะหยุดอยู่ที่ริมฝีปากหยักได้รูป ทั้งสองจ้องมองกันอย่างลึกซึ้ง ราวกับกำลังสื่อสารกันด้วยสายตาเพียงอย่างเดียว ความปรารถนาที่เอ่อล้นอยู่ในอกนั้นไม่อาจเก็บซ่อนได้อีกต่อไป ฮ่องเต้ทรงโน้มพระพักตร์ลงมาอีกครั้ง ริมฝีปากของพระองค์ประกบเข้ากับริมฝีปากของลู่เม่ยอย่างดูดดื่ม จุมพิตนั้นเริ่มต้นด้วยความอ่อนโยน ก่อนจะค่อยๆ ทวีความเร่าร้อนและลึกซึ้งขึ้น ลู่เม่ยตอบสนองต่อจุมพิตนั้นอย่างเต็มที่ นางเปิดริมฝีปากออกเล็กน้อย เชิญชวนให้พระองค์รุกล้ำเข้ามา ลิ้นร้อนของทั้งสองเกี่ยวพันกันอย่างแนบแน่น สัมผัสที่วาบหวามนั้นส่งผ่านความรู้สึกปรารถนาอย่างท่วมท้นไปทั่วร่างของทั้งคู่ “อืมมม...” แผ่วเบาเล็ดลอดออกมาจากลำคอของลู่เม่ยเมื่อจุมพิตนั้นทวีความเร่าร้อนขึ้น พระหัตถ์ของฮ่องเต้เริ่มซุกซน เลื่อนลงมาสัมผัสลาดไหล่มนของลู่เม่ย ก่อนจะค่อยๆ ปลดเปลื้องอาภรณ์เนื้อบางที่นางสวมใส่อยู่อย่างช้าๆ ผืนผ้าไหมลื่นหลุดลงไปกองกับพื้น เผยให้เห็นผิวขาวผ่องที่เปล่งปลั่งภายใต้แสงเทียน ลู่เม่ยเองก็ช่วยปลดอาภรณ์ของพระองค์ออกเช่นกัน สัมผัสของเนื้อผ้าที่เสียดสีกับผิวเนื้อเปลือยเปล่า ยิ่งกระตุ้นความรู้สึกให้ร้อนรุ่มมากยิ่งขึ้น เมื่อเรือนกายเปลือยเปล่าของทั้งสองแนบชิดกัน ความรู้สึกวาบหวามก็แล่นริ้วไปทั่วร่าง ลู่เม่ยซบหน้าลงกับแผงอกกว้างของฮ่องเต้ สัมผัสถึงความแข็งแกร่งและความอบอุ่นที่แผ่ซ่านออกมา พระหัตถ์ของพระองค์ลูบไล้ไปตามแผ่นหลังเนียนอย่างอ่อนโยน ก่อนจะวนเวียนอยู่ตรงสะโพกกลมกลึง สัมผัสที่แผ่วเบาแต่หนักแน่นนั้น ทำให้ลู่เม่ย สะท้านเฮือก ฮ่องเต้ทรงอุ้มนางขึ้นอย่างง่ายดาย พลางวางร่างของนางลงบนเตียงบรรทมอย่างทะนุถนอม พระองค์ทาบทับลงมา จ้องมองลึกเข้าไปในดวงตาของลู่เม่ยอีกครั้ง แววตาของพระองค์เต็มไปด้วยความรักใคร่และปรารถนาอย่างลึกซึ้ง “เจ้าช่างงดงามเหลือเกิน เม่ยเอ๋อร์” พระองค์ตรัสชมเชยด้วยน้ำเสียงพร่าเสน่ห์ พลางจรดริมฝีปากลงบนทรวงอกอวบอิ่มของนาง สัมผัสที่ร้อนเร่าและดูดดื่มนั้น ทำให้ลู่เม่ย ครางแผ่ว ในลำคอ มือเรียวของนางกำแน่นบนผืนผ้าปูเตียง ความปรารถนาที่เก็บกดไว้ปะทุขึ้นอย่างรุนแรง ฮ่องเต้ทรงเคลื่อนไหวอย่างช้าๆ แต่หนักแน่น มอบความสุขสมที่แสนหวานให้กับลู่เม่ย ทุกสัมผัส ทุกการเคลื่อนไหว เต็มไปด้วยความรักใคร่และความปรารถนาที่จะเติมเต็มซึ่งกันและกัน “อืมมม... อ่า” คลอเคล้ากันไปในห้องบรรทม แสงเทียนสั่นไหวเบาๆ ราวกับกำลังเต้นระบำไปกับบทเพลงแห่งความรักของคนทั้งสอง ลู่เม่ยบิดกายอย่างอ่อนหวาน ตอบสนองต่อทุกสัมผัสของพระองค์อย่างเต็มที่ นางโอบกอดพระองค์ไว้แน่น ปล่อยให้ความรู้สึกสุขสมนำพาไป สองร่างแนบชิดเป็นหนึ่งเดียวกัน ราวกับไม่มีสิ่งใดในโลกนี้สำคัญไปกว่าช่วงเวลานี้อีกแล้ว เมื่อถึงจุดที่ความรู้สึกทั้งหมดถาโถมเข้ามา ลู่เม่ยร้องครวญคราง เสียงหวานปานน้ำผึ้งดังแผ่วเบาในความมืดเป็นเสียงที่เต็มไปด้วยความสุขสมและความพึงพอใจ ฮ่องเต้ทรงเงยหน้าขึ้นมองสบดวงตาที่ฉ่ำหวานของนาง พระองค์ทรงประทับจุมพิตลงบนริมฝีปากที่เผยอออกเล็กน้อยอีกครั้ง ราวกับจะเก็บเกี่ยวความสุขทั้งหมดไว้ในจูบนั้น ค่ำคืนแห่งความรักดำเนินต่อไปอย่างไม่มีที่สิ้นสุดท่ามกลางแสงจันทร์ที่ส่องลอดหน้าต่างเข้ามา แสงเทียนที่ริบหรี่และเสียงกระซิบกระซาบแผ่วเบาของคนทั้งสอง เป็นค่ำคืนที่ความรักและความปรารถนาหลอมรวมกันเป็นหนึ่งเดียว สร้างความทรงจำอันแสนหวานและลึกซึ้งที่ยากจะลืมเลือนไปตลอดกาล
อ่านฟรีสำหรับผู้ใช้งานใหม่
สแกนเพื่อดาวน์โหลดแอป
Facebookexpand_more
  • author-avatar
    ผู้เขียน
  • chap_listสารบัญ
  • likeเพิ่ม