1 ดอกเหมยแรกแย้มในเงามืด

1617 คำ
1 ดอกเหมยแรกแย้มในเงามืด แสงจันทร์สีเงินยวงสาดส่องลงมายังลานวังหลวงต้าเหลียง อาบไล้หมู่ตำหนักที่สูงตระหง่านให้ดูขาวนวลตา ทว่าเบื้องล่างความงดงามนั้นคือความตึงเครียดที่แขวนอยู่กลางอากาศ วันนี้เป็นวันคัดเลือกสตรีเข้าวัง ซึ่งเป็นธรรมเนียมปฏิบัติมาแต่โบราณ แต่สำหรับหญิงสาวนับร้อยนับพันที่ถูกเรียกตัวมา ทุกคนต่างรู้ดีว่านี่คือการตัดสินชะตาชีวิต บางคนมาด้วยความหวังอันเปี่ยมล้นที่จะได้เฉิดฉายในฐานะสนม บางคนมาด้วยความหวาดหวั่นพรั่นพรึงต่ออนาคตที่ไม่อาจคาดเดา ท่ามกลางเสียงกระซิบกระซาบและความตื่นเต้นที่ปะปนกับความหวาดกลัวนั้น มีหญิงสาวผู้หนึ่งยืนอยู่ท่ามกลางหมู่มวล เธอมีเรือนผมดำขลับยาวสลวย ใบหน้ารูปไข่งดงามประดุจภาพวาด ดวงตากลมโตเป็นประกายภายใต้แพขนตายาวงอน ริมฝีปากอิ่มสีระเรื่อคล้ายกลีบกุหลาบแรกแย้ม และผิวพรรณที่ขาวผ่องดุจหิมะยามแรกผลินั่นคือลู่เม่ย หญิงสาวสามัญชนที่ชีวิตไม่เคยข้องเกี่ยวกับวังหลวงเธอถูกคัดเลือกมาด้วยความงามที่โดดเด่นเหนือใคร จนได้รับฉายาจากชาวบ้านว่าดอกเหมยแห่งสายน้ำ เมื่อรายชื่อของเธอถูกขานขึ้น ลู่เม่ยรู้สึกราวกับโลกทั้งใบหยุดหมุน ขันทีหลี่กงกง ขันทีใหญ่ผู้คุมกฎระเบียบของวังหลวง ชี้ไปที่เธอด้วยใบหน้าที่เรียบเฉย “ลู่เม่ยเจ้าคือผู้ที่ถูกเลือกให้เป็นสตรีอุ่นเตียงในค่ำคืนนี้ จงเตรียมตัวให้พร้อม” คำประกาศนั้นดังก้องอยู่ในโสตประสาทของลู่เม่ย ราวกับระฆังแห่งชะตากรรมที่ไม่อาจหลีกเลี่ยงสตรีอุ่นเตียงคือตำแหน่งที่น่าอับอายสำหรับหญิงสาวผู้สูงศักดิ์ แต่มันคือเส้นทางเดียวที่หญิงสามัญชนอย่างเธอจะสามารถก้าวเข้ามาในวังหลวงได้ หัวใจของเธอบีบรัดด้วยความหวาดกลัวและความอับอายที่ต้องเผชิญกับราชันผู้ยิ่งใหญ่ในค่ำคืนแรกของการเข้าวัง เธอไม่รู้จักฮ่องเต้หลงอี้เลยแม้แต่น้อย นอกจากข่าวลือที่ว่าทรงเป็นบุรุษผู้เข้มแข็ง เด็ดขาด และทรงอำนาจที่สุดในแคว้นต้าเหลียง นางกำนัลกลุ่มหนึ่งเข้ามาต้อนรับลู่เม่ยนำพาเธอไปยังห้องอาบน้ำที่อบอวลไปด้วยกลิ่นหอมของสมุนไพรและดอกไม้นานาชนิด ผิวกายของเธอถูกขัดสีฉวีวรรณอย่างพิถีพิถัน เรือนผมถูกหวีสางอย่างอ่อนโยน เสื้อผ้าแพรไหมเนื้อดีสีอ่อนถูกสวมทับ ความรู้สึกแปลกแยกเข้าครอบงำ ลู่เม่ยรู้สึกราวกับตนเองไม่ใช่คน แต่เป็นเพียงวัตถุชิ้นหนึ่งที่กำลังถูกเตรียมพร้อมเพื่อถวายแด่องค์ฮ่องเต้ เมื่อยามค่ำคืนมาเยือนลู่เม่ยถูกนำตัวไปยังห้องบรรทมของฮ่องเต้หลงอี้ ประตูบานใหญ่แกะสลักลวดลายวิจิตรบรรจงเปิดออก เผยให้เห็นห้องที่กว้างขวาง ประดับประดาอย่างหรูหราด้วยโคมไฟระยิบระยับและภาพเขียนพู่กันงดงาม กลิ่นกำยานหอมอ่อนๆ ลอยอบอวล ท่ามกลางความมืดสลัวที่ปกคลุมอยู่ เธอเห็นร่างสูงใหญ่ของบุรุษผู้หนึ่งประทับอยู่บนบัลลังก์ข้างเตียงบรรทมที่กว้างใหญ่ ฮ่องเต้หลงอี้ ผู้ที่อีกไม่กี่อึดใจจะเป็นผู้กำหนดชะตาชีวิตของเธอ หัวใจของลู่เม่ยเต้นรัวระรัวราวกับกลองศึก เธอพยายามสงบจิตใจและก้าวเข้าไปอย่างสง่างามที่สุดเท่าที่จะทำได้ นางกำนัลผายมือให้เธอนั่งคุกเข่าลงเบื้องหน้าบัลลังก์เบื้องล่าง ฮ่องเต้หลงอี้ยังคงนั่งนิ่ง ดวงตาคมกริบของพระองค์จับจ้องมาที่เธอตั้งแต่ศีรษะจรดปลายเท้า ลู่เม่ยสัมผัสได้ถึงสายตาที่ทรงพลังนั้น แม้จะไม่ได้มองตรงๆ แต่ก็ทำให้เธอรู้สึกราวกับถูกเปลื้องผ้าจนหมดสิ้น ความเงียบงันปกคลุมอยู่เนิ่นนาน จนลู่เม่ยเริ่มรู้สึกถึงความอึดอัดที่แผ่ซ่าน ฮ่องเต้หลงอี้ไม่ได้ตรัสอะไรเลย ทรงเพียงแค่จ้องมองเธอด้วยแววตาที่ยากจะคาดเดา มีทั้งความสงสัย ความเฉยเมย และบางสิ่งที่ลึกซึ้งกว่านั้น ในที่สุด เสียงทุ้มต่ำของพระองค์ก็ดังขึ้น “เงยหน้าขึ้น” ลู่เม่ยค่อยๆ เงยหน้าขึ้นช้าๆ สบเข้ากับดวงตาที่คมกริบราวเหยี่ยวของฮ่องเต้หลงอี้ พระพักตร์ของพระองค์หล่อเหลา คมเข้ม มีเคราบางๆ ปกคลุม แสดงถึงความเป็นชายชาตรีที่น่าเกรงขาม ลู่เม่ยพยายามสกัดกั้นความรู้สึกประหม่าและมองตอบด้วยแววตาที่จริงใจที่สุดเท่าที่จะทำได้ “เจ้าคือลู่เม่ย” ฮ่องเต้ตรัสถาม น้ำเสียงเรียบเฉย ไร้อารมณ์ “เพคะ ฝ่าบาท” ลู่เม่ยตอบเสียงแผ่ว พยายามรักษามารยาทให้สมบูรณ์แบบที่สุด “เจ้าเกรงกลัวที่จะมองข้าอย่างนั้นหรือ” ฮ่องเต้ตรัสอีกครั้ง คราวนี้แฝงแววขันเล็กน้อยในพระสุรเสียง ลู่เม่ยเงียบไปครู่หนึ่ง คิดทบทวนคำตอบอย่างถี่ถ้วน “หม่อมฉันเพียงอยากให้ฝ่าบาทเห็นว่าหม่อมฉันมิได้มีสิ่งใดปิดบังเพคะ” นางตอบอย่างฉะฉาน ทว่าก็ยังคงความนอบน้อมไว้ คำตอบของลู่เม่ยทำให้ฮ่องเต้หลงอี้ทรงเลิกพระขนงเล็กน้อย ทรงทอดพระเนตรนางด้วยแววตาที่เปลี่ยนไปจากเดิม ทรงเห็นความจริงใจและแววตาอันเฉลียวฉลาดที่ซ่อนอยู่ภายใต้ความงามที่เย้ายวน “ดีลุกขึ้นเถิด” ฮ่องเต้ตรัสรับสั่ง ลู่เม่ยลุกขึ้นยืนช้าๆ ร่างกายยังคงสั่นสะท้านเล็กน้อยด้วยความประหม่า ฮ่องเต้หลงอี้ทรงเสด็จลงจากบัลลังก์ ก้าวเข้ามาหานางช้าๆ ทุกย่างก้าวเปี่ยมด้วยอำนาจและบารมี จนกระทั่งหยุดยืนอยู่ตรงหน้าลู่เม่ย พระหัตถ์ของพระองค์เอื้อมขึ้นเชยคางนางเบาๆ ลู่เม่ยสัมผัสได้ถึงความร้อนจากปลายนิ้วที่สัมผัสผิวกาย ความใกล้ชิดที่ไม่อาจหลีกเลี่ยงทำให้หัวใจของเธอเต้นรัวยิ่งกว่าเดิม “เจ้าช่างงามสมคำร่ำลือ” ฮ่องเต้ตรัสเสียงทุ้มต่ำ สายพระเนตรจับจ้องลึกเข้าไปในดวงตาของลู่เม่ย ราวกับจะค้นหาบางสิ่งบางอย่างที่ซ่อนอยู่ภายใน “แต่มิได้มีเพียงแค่ความงาม เจ้ามีบางอย่างที่แตกต่างจากผู้อื่น” ลู่เม่ยไม่รู้จะตอบอย่างไร เธอได้แต่ก้มหน้าหลบสายตาที่ร้อนแรงนั้น ฮ่องเต้ทรงค่อยๆ เลื่อนพระหัตถ์ลงมาไล้ตามแก้มเนียน ก่อนจะจรดริมฝีปากลงบนหน้าผากของนางแผ่วเบา สัมผัสที่อ่อนโยนนี้ทำให้ลู่เม่ยประหลาดใจ มันไม่ใช่การกระทำที่รุนแรงหรือบังคับขืนใจอย่างที่เธอกังวลตั้งแต่แรก “มานี่สิ” ฮ่องเต้ตรัสชวน พระองค์ทรงจูงมือลู่เม่ยเบาๆ พาไปยังเตียงบรรทมที่ประดับด้วยผ้าม่านโปร่งแสงสีทอง หอมกลิ่นกำยานอ่อนๆ คลุ้งไปทั่ว ลู่เม่ยรู้สึกราวกับตกอยู่ในภวังค์ เธอปล่อยให้พระองค์จูงมือไปโดยไม่ขัดขืนใดๆ เมื่อนั่งลงบนเตียง ฮ่องเต้ทรงประทับอยู่ข้างๆ ทรงปลดอาภรณ์ที่ปกคลุมพระวรกายออกทีละชิ้นอย่างช้าๆ เผยให้เห็นกล้ามเนื้ออันกำยำสมส่วนของบุรุษเพศ ลู่เม่ยหลุบตาลงด้วยความเขินอาย แต่ก็อดไม่ได้ที่จะแอบชำเลืองมอง ฮ่องเต้หลงอี้ทรงเห็นปฏิกิริยาของนางแย้มสรวลเบาๆ ทรงโน้มพระพักตร์ลงมาใกล้กระซิบข้างหู “อย่าได้อายเลยเม่ยเอ๋อร์ เจ้าเป็นของข้าแล้วในค่ำคืนนี้” เสียงทุ้มต่ำและลมหายใจอุ่นร้อนที่รินรดข้างหู ทำให้ลู่เม่ยรู้สึกถึงเปลวไฟที่เริ่มคุกรุ่นขึ้นในกาย เธอไม่เคยใกล้ชิดบุรุษใดเท่านี้มาก่อน ความรู้สึกประหม่า ความตื่นเต้น และความปรารถนาที่ไม่คุ้นเคยผสมปนเปกันไปหมด ฮ่องเต้ทรงเริ่มปลดอาภรณ์ของลู่เม่ยออกอย่างช้าๆ ทีละชิ้นอย่างอ่อนโยน ราวกับกำลังถอดกลีบดอกเหมยที่บอบบางออกทีละกลีบ ผืนผ้าไหมสีอ่อนหลุดร่วงลงสู่พื้น เผยให้เห็นเรือนร่างอันงดงามของลู่เม่ยที่เปล่งปลั่งภายใต้แสงจันทร์ที่ลอดเข้ามาทางหน้าต่าง ฮ่องเต้ทรงทาบทับพระหัตถ์ลงบนเอวคอดของนาง พลางเลื่อนขึ้นไปตามแผ่นหลังเนียน สัมผัสที่อ่อนโยนแต่หนักแน่นนั้น ทำให้ลู่เม่ยสะท้านไปทั้งร่าง เธอหลับตาพริ้ม สัมผัสถึงความร้อนที่แผ่ซ่านเข้ามาในกาย ความปรารถนาอันรุนแรงที่ไม่อาจควบคุมได้อีกต่อไป ฮ่องเต้ทรงโน้มพระพักตร์ลงมา ประทับจุมพิตลงบนริมฝีปากของลู่เม่ยอย่างอ่อนโยนในตอนแรก ก่อนจะลึกซึ้งและร้อนแรงขึ้นเรื่อยๆ ลู่เม่ยตอบรับจุมพิตของพระองค์อย่างไม่มีประสบการณ์ แต่ด้วยสัญชาตญาณและความรู้สึกที่ถูกปลุกเร้า เสียงถอนหายใจแผ่วเบาของฮ่องเต้บ่งบอกถึงความพึงพอใจและความโหยหาที่ทรงมีต่อนาง ค่ำคืนนั้นภายใต้แสงจันทร์ที่ส่องสว่างเข้ามาในห้องบรรทม ทุกสัมผัส ทุกจุมพิต และทุกเสียงกระซิบ ถักทอรวมกันเป็นบทเพลงแห่งความปรารถนาที่ไม่อาจลืมเลือน ลู่เม่ย สตรีอุ่นเตียงผู้บริสุทธิ์ ได้ถวายกายและใจแด่ราชันผู้ยิ่งใหญ่เป็นครั้งแรกในชีวิต และในห้วงลึกของหัวใจ ฮ่องเต้หลงอี้ทรงรู้ดีว่า สตรีผู้นี้มิได้เป็นเพียงแค่ดอกเหมยแรกแย้มที่งดงาม แต่เป็นเปลวไฟเล็กๆ ที่พร้อมจะจุดประกายบางสิ่งบางอย่างในพระทัยของพระองค์ให้ลุกโชนขึ้นมาและนั่นคือจุดเริ่มต้นของเรื่องราวอันซับซ้อนในวังหลวงที่เต็มไปด้วยอำนาจ เล่ห์กล และความรักที่ไม่คาดฝัน
อ่านฟรีสำหรับผู้ใช้งานใหม่
สแกนเพื่อดาวน์โหลดแอป
Facebookexpand_more
  • author-avatar
    ผู้เขียน
  • chap_listสารบัญ
  • likeเพิ่ม