------------------------
ฮึก…
เสียงสะอื้นอันแผ่วเบา แต่กลับก้องกังวานอยู่ภายในใจ นิชกานต์ปาดน้ำตาจนสองแก้มแทบถลอก ขณะที่สองมือกวาดเอาของใช้จำเป็นเข้ากระเป๋าเป้ใบใหญ่ แต่เพราะทุกอย่างจำเป็นไปเสียหมด เธอจึงจำต้องเทมันออกมาแล้วเลือกเฉพาะสิ่งที่ขาดไม่ได้จริง ๆ ไม่งั้นคงจนหลังหักก่อนจะแบกไปถึงกรุงเทพฯเป็นแน่
เธอผิดเธอรู้ เธอดื้ออันนี้ก็ยอมรับเช่นกัน แต่หากพ่อรับฟังกันบ้างสักนิดก็คงไม่ต้องมาทะเลาะกันอย่างนี้ และด้วยความน้อยเนื้อต่ำใจที่อัดแน่นอยู่ในอก ทำให้คนตัวเล็กตัดสินใจแพ็กกระเป๋าหนีออกจากบ้าน
ใครอยากไปงานก็ไปเถอะ เธอคนหนึ่งแหละที่จะไม่ไป แล้วก็จะไม่อยู่ที่นี่ด้วยเหมือนกัน!
บ้านหลังโตของนักธุรกิจหนุ่มใหญ่วัยกลางคนเจ้าของโรงแรมอันดับหนึ่งของจังหวัด บัดนี้ถูกบรรยากาศตึงเครียดปกคลุมจนบ้านดูหดเล็กลงไปถนัดตาไร้ซึ่งความอบอุ่น ต่างจากเมื่อก่อนตอนที่แม่ของเธอยังอยู่ ทุกอย่างเปลี่ยนไปหมด ปากพ่อบอกว่ารัก แต่บังคับเธอทุกอย่าง แถมยังเอาผู้หญิงคนใหม่มาแทนที่ ปล่อยให้เชิดหน้าชูคอพร้อมลูกเลี้ยงของนาง ถ้าอย่างนั้นเธอจะเป็นคนออกไปเอง
อ้อ… เธอไม่ได้ยอมแพ้หรอกนะ แค่ถอยไปตั้งหลัก!
ประตูห้องทำงานของภคพงศ์ถูกเปิดออก ก่อนที่ร่างแบบบางจะก้าวเข้าไปอย่างช้า ๆ ท่ามกลางความมืดมิด มือน้อยบรรจงวางบัตรและของใช้มีค่าที่เหลือคืนให้บนโต๊ะทำงานของพ่อ ดวงตากลมโตกวาดมองรอบห้องทั้งที่เห็นเพียงเลือนราง กักเก็บทุกความรู้สึกเอาไว้ แล้วหอบเอาใจพัง ๆ ออกจากบ้านอย่างเงียบเชียบ
แน่นอนว่าทุกการกระทำไม่มีทางเล็ดลอดสายตาของวิมลพรไปได้ หญิงวัยกลางคนยืนแอบอยู่มุมหนึ่งของบ้านจากชั้นบน เมื่อเห็นสามีของนางก้าวออกมาจากห้องนอนก็รีบถลาเข้าไปขวางทาง หนุ่มใหญ่วัยกลางคนมีท่าทางร้อนใจแบบนี้คงจะรีบไปง้องอนยัยลูกสาวตัวแสบสินะ ไม่รู้เสียบ้างเลยว่าช้าเกินไป เพราะแม่ตัวดีใกล้จะหนีออกจากบ้านสำเร็จแล้วยังไงล่ะ!
“คุณพงศ์ปล่อยน้องมินนี่ไปก่อนเถอะค่ะ” กอดแขนสามีพร้อมใช้ตัวเองบังประตูชั้นล่างเอาไว้ “ให้เวลาแกอีกสักหน่อยไหมคะ”
“คุณก็รู้มินนี่ขี้น้อยใจแค่ไหน ปล่อยให้อยู่คนเดียวแกคงจะคิดมาก”
ภคพงศ์ดึงแขนตนออกมาอย่างสุภาพก่อนจะเดินไปหยุดอยู่หน้าห้องของลูกสาว ทว่ามือหนาที่กำลังจะเคาะประตูห้องกลับชะงักค้าง ทางด้านวิมลพรเองก็ยื่นใจเต้นตุ๊ม ๆ ต่อม ๆ อยู่ด้านหลัง ไม่กล้าแสดงออกโจ่งแจ้งเกินไป
ชายวัยกลางคนผู้นี้รู้ดีว่าการที่เขามีนิสัยสุขุม และเข้มงวดกับงานนั้นทำให้เขาเคยชินและนำนิสัยนี้มาใช้กับคนในบ้าน จนเกิดระยะห่างระหว่างเขากับลูกสาว เขาไม่ชอบเอ่ยออกมาตรง ๆ ว่าเขารักลูกสาวคนเดียวที่เหลืออยู่มากแค่ไหน
เขาเพียงแต่ต้องการให้เธอได้รับสิ่งที่ดีที่สุด แต่เด็กสาววัยรุ่นฮอร์โมนพลุ่งพล่านกลับคิดว่าเขาชอบบังคับ จึงต่อต้านกันเสมอมา อาจไม่เคยถามความต้องการ แต่ก็ไม่เคยปล่อยให้ผู้เป็นลูกต้องลำบาก อยากได้อะไรพร้อมประเคนให้เสมอ หวงแหนเป็นอย่างมากด้วยเป็นแก้วตาดวงใจคนเดียวของเขา
แต่นั่นแหละ… เขาแสดงออกไม่เก่ง สุดท้ายลูกสาวจึงเข้าใจว่าถูกบังคับอยู่ร่ำไป
ภคพงศ์ถอนหายใจหนัก ๆ ก่อนจะกลับเข้าห้องนอน โดยวิมลพรเองก็ลอบหายใจเบา ๆ ลับหลังอย่างโล่งอก
ปล่อยให้เตลิดไปไกลกว่านี้ก่อนดีแล้ว จะได้ตามหายาก ๆ
------------------------
การเดินทางในต่างจังหวัดที่ไม่มีรถไฟฟ้าช่างยากลำบาก แท็กซี่ก็ไม่มีผ่าน นิชกานต์ไม่แน่ใจว่าที่จังหวัดบ้านเกิดของเธอมีบริการขนส่งสาธารณะอะไรบ้าง เพราะตอนเด็กมีคนขับรถ พอโตเป็นสาวก็มีรถยนต์ส่วนตัว
พูดถึงรถแล้วก็เจ็บใจนัก จำเป็นต้องคืนกุญแจและปล่อยให้น้องนวลลออ หรือมินิคูเปอร์สีขาวสะอาดคู่ใจนั้นจอดนิ่งอยู่ที่บ้านทั้งที่อยากพามาด้วยแทบตาย
ก็พ่อเล่นบอกว่าจะเอาทั้งรถทั้งบัตรคืนขนาดนั้น ขืนเอามาด้วยคงโดนหัวเราะเยาะตาย!
โชคดีที่พอจะมีสกิลซ้อนวินมอเตอร์ไซค์ติดตัวอยู่บ้าง จากตอนเรียนมหาวิทลาลัย เพราะบางครั้งแว้นวินก็ทำให้เธอไปหาผู้ชายได้ไวกว่าขับรถไปเอง
เมื่อเดินมาถึงปากซอยจึงทำการโบกวินพุ่งตรงไปยังท่ารถตู้อย่างเร็วที่สุด เพราะพี่วินบอกว่าอีกไม่นานรถตู้เข้ากรุงเทพฯ รอบสุดท้ายกำลังจะออกจากท่า
ซิ่งเลยค่ะพี่สุชาติ!
และแล้วพี่วินที่ถูกติ๊ต่างว่าชื่อสุชาติก็สามารถพานิชกานต์มาถึงท่ารถตู้ได้ทันท่วงที โชคดียิ่งกว่าก็คือยังเหลือที่นั่งสุดท้ายให้เธอ ขอบคุณที่วันนี้ไม่ได้เลวร้ายกับเธอมากจนเกินไป
หญิงสาวผู้ไม่เคยลำบากกลับต้องมานั่งกอดกระเป๋าเป้ใบโต หัวสั่นหัวคลอนอยู่บนเบาะแถวหลังสุดของรถตู้ที่ต้องนั่งเบียดเสียดกับคนอื่นและไม่สบายตัวเอาเสียเลย ดวงตากลมโตเหม่อมองออกไปนอกหน้าต่างซึ่งตอนนี้ท้องฟ้าทอสีเข้ม มีแสงจากไฟข้างทางเล็ดลอดเข้ามาเป็นระยะ
และแล้วภายในรถที่เงียบเชียบก็เกิดเสียงเรียกเข้าแผดร้องดังลั่น ทำให้นิชกานต์รีบล้วงหามือถือมากดรับแทบไม่ทัน รู้สึกราวกับว่ามีหยาดน้ำรินรดลงบนหัวใจอันแห้งแล้งเมื่อเห็นว่าคนที่โทรเข้ามาคือเพื่อนสาวตัวแสบที่เธอกำลังจะไปหา
จะว่าไป… เธอก็มัวแต่ยุ่งกับการดิ้นรนหาทางหนีออกจากบ้านจนลืมโทรไปบอกยัยมัดหมี่เสียสนิท
(ฮัลโหลมินนี่ฉันอยากจะคุยกับแกตอนนี้เดี๋ยวนี้)
เสียงของมนฑิดาเพื่อนสาวของเธอดังมาตามสายทันทีที่กดรับ
“ฉันกำลังจะโทรฯ หาแกเลยยัยมัด” นิชกานต์ใช้มืออีกข้างป้องปากกระซิบตอบกลับไปด้วยกลัวจะรบกวนผู้โดยสารคนอื่น “แต่แกโทรฯ มาก็ดีแล้ว ฉันกำลังจะไปหาแกนะ”
(หา! อะไรนะ ทำไมอยู่ ๆ แกมาหาฉันอะ)
ไม่แปลกที่มนฑิดาจะงงเป็นไก่ตาแตก เพราะเธอยังไม่ได้อัปเดตเรื่องที่ทะเลาะกับพ่อให้เพื่อนฟังเลยสักแอะ อีกอย่างหญิงสาวไม่เคยทะเลาะกับพ่อร้ายแรงถึงขนาดหนีออกจากบ้านเหมือนเช่นครั้งนี้มาก่อน
“เอาตรง ๆ เลยนะ ฉันทะเลาะกับพ่อว่ะ พ่อบังคับฉัน และตอนนี้ยัยมินนี่คนนี้ก็ไม่มีที่ไปด้วย ขอไปอยู่บ้านแกหน่อย”
ทำเสียงหวานออดอ้อน แม้จะรู้ดีว่าไม่ว่าจะเจอปัญหาหรือเดือดร้อนอะไรมาเพื่อนรักคนนี้ก็พร้อมช่วยเหลือเธอเสมอ
(เดี๋ยว ๆ บังคับเรื่องอะไร)
“จะเรื่องอะไรก็กักบริเวณไม่ให้ออกบ้านไง ทำอย่างกับลูกตัวเองเป็นนักโทษ สั่งนู่นสั่งนี่จะให้ทำตามคำสั่งอยู่นั่นแหละ”
(เออใช่คนแก่เป็นอะไร ชอบบังคับ)
ฟังจากน้ำเสียงของมนฑิดาแล้วคาดว่าเธอเองก็คงมีเรื่องหนักใจ หากไม่ใช่พ่อนัด ก็คงหนีไม่พ้นอาภู คุณอาข้างบ้านที่เพื่อนของเธอพยายามโปรยเสน่ห์ใส่คนนั้น
“ใช่ไหมล่ะ ฉันไม่เข้าใจเลยอะ ครั้งนี้ฉันไม่ยอมพ่อแล้ว และตอนนี้เงินก็ไม่มี” นิชกานต์บ่นด้วยเสียงกระซิบและยังคงน้อยใจ “แต่ดีนะที่มีเงินค่ารถตู้ไปหาแก แกคือความหวังสุดท้ายของฉันแล้วนะยัยมัดหมี่”
(งั้นไปเที่ยวกันฉันอยากเมา)
คำชักชวนของมนฑิดาทำเอาหญิงสาวมึนงงไปชั่วขณะ อารมณ์ตอนนี้หากถามว่าอยากออกไปแรดไหม แน่นอนว่าอยากไป แต่ยัยเพื่อนตัวแสบลืมหรือเปล่า เธอเพิ่งบอกไปหยก ๆ ว่าไม่มีเงิน
มันใช่เวลาชวนเที่ยวไหม!
“ตลกแล้วยัยมัด แกก็รู้ว่าฉันไม่มีเงิน มีเงินมาหาแกก็บุญละ อีกอย่างกินเหล้ามันไม่ดี”
(ฉันเลี้ยงจบนะ)
“อ๋อ ฉันยังพูดไม่จบ กินเหล้ามันไม่ดี… แต่ถ้ากินฟรีก็ไม่มีปัญหา”
“โอเคดีล!”
คืนนี้ทั้งชนิกานต์และมนฑิดาจะไม่สนใจพวกผู้ชายชอบบังคับ เธอจะไปดื่มให้เมาและจะแรดให้โลกรู้ไปเลย!
------------------------