บรรยากาศภายในห้องทำงานของคฤหาสน์สุดหรูของหนึ่งในสมาชิกตระกูลบวรวรพงศ์อยู่ในความเงียบและอึมครึมอย่างมากเมื่อได้พูดเรื่องสำคัญกับลูกชายเพียงคนเดียวของครอบครัวไป
“ฟังพ่อเขาสักครั้งเถอะลูก ทั้งหมดนี้ก็เพื่อตัวลูกนะ” คุณอรวีร์โน้มน้าวลูกชายขึ้นอีกครั้งกับสิ่งที่เธอและสามีอยากให้ลูกชายทำ
“ฟังสักครั้งเหรอครับ...”
“ถ้าผมไม่ฟังพ่อกับแม่สักครั้งผมคงไม่ได้นั่งอยู่ตรงนี้และคงได้แต่งงานมีลูกไปแล้วก็ได้” น้ำเสียงเย้ยหยันดังขึ้นย้อนคำพูดของผู้เป็นแม่ คนที่พูดเหมือนเขาไม่เคยฟังพวกท่านเลยสักครั้ง
“ถ้าฉันกับแม่แกไม่สนใจไยดีแกคงปล่อยให้แกคว้าเอาผู้หญิงที่ไหนก็ได้มาทำเมีย แล้วแกก็จะถูกวางไว้ตรงไหนของตระกูลก็ได้แบบนี้เหรอ” คุณอนันต์ถามกลับลูกชายอย่างหัวเสียเพียงเพราะเรื่องของผู้หญิงคนหนึ่งที่สามารถฉุดรั้งชีวิตของลูกชายได้อย่างง่ายดายเพียงเลือกแต่งงานกับผู้หญิงคนนั้น
“ผมไม่ได้สนใจ” อัค หรือ อัครบดินทร์ ตอบกลับไปอย่างไม่เคยคิดสนใจเลยว่าตัวเองจะถูกวางไว้ตรงไหนของตระกูล
“แกเกิดมาตัวคนเดียวสินะ พวกฉันให้กำเนิดแกมาก็หมดสิ้นตัวตนในชีวิตแกจนไม่ต้องสนใจสินะ!” น้ำเสียงขุ่นเคืองของคุณอนันต์ดังขึ้นกับคำพูดเดิมๆ ของลูกชาย
ไม่เคยสนใจหรือคิดจะแข่งขันกับใครในตระกูลทั้งที่ตัวเองเก่งกาจและมากความสามารถ ลูกชายที่ยอมละทิ้งความสามารถที่สร้างความอกสั่นขวัญแขวนของคนในตระกูลได้เพียงเพื่อผู้หญิงคนเดียว ทำเหมือนกับว่าพ่อแม่อย่างพวกเขาไม่ได้สำคัญอะไรด้วย
“.....” อัครบดินทร์เงียบอย่างไม่ได้ตอบอะไร
แต่ที่ไม่ตอบไม่ใช่ว่าสิ่งที่พ่อพูดมันถูกทั้งหมด แต่เพราะเขาเห็นความสำคัญของพ่อแม่อยู่ไงเขาถึงไม่เลือกจะหันหลังแล้วไปครองรักกับผู้หญิงที่เขารัก คนที่กำลังถอยหนีจากเขาเพียงเพราะความกดดันจากครอบครัวเขาที่ไม่ยอมรับในตัวเธอทั้งที่คบหากับเขามาถึงหกปีกว่า
แต่กลับเป็นหกปีที่ดูไร้อนาคตจนน่าสงสารและน่าเห็นใจเธอ
“ความรักมันเป็นสิ่งสำคัญต่อการสร้างครอบครัวก็จริง แต่ลูกแน่ใจเหรอว่าสุดท้ายแล้วถ้าลูกพาเธอเข้ามาในตระกูลได้ตัวของเธอจะสบายใจ แล้วตัวของลูกเองจะปกป้องเธอได้ดีพอ” แล้วคุณอรวีร์ก็ถามลูกชายขึ้นอีกครั้งเพื่อให้คิดตาม
“ในวันที่แกแข็งแกร่งมากพอจนใครก็โค่นแกไม่ได้ แกยังต้องกลัวอีกเหรอว่าแกจะเลือกใคร” แล้วคุณอนันต์ก็เตือนสติลูกชายขึ้น บอกให้รู้ว่าเมื่อถึงตอนที่ตัวเองอยู่เหนือคนอื่นมันก็ไม่มีความจำเป็นให้ต้องหวาดกลัวสิ่งใด อีกทั้งยังปกป้องคนของตัวเองได้อีกด้วย
“หมายความว่าถ้าผมทำได้ พ่อกับแม่ก็จะไม่กีดกันอย่างนั้นเหรอ” อัครบดินทร์เข้าใจความหมายแฝงที่พ่อเขาสื่อออกมาอย่างดีจึงย้อนถามกลับไป เพราะสุดท้ายตัวของพ่อแม่เขาเองก็ไม่ยอมรับในตัวของหญิงสาวอีกคนด้วยฐานะของเธอด้วยเช่นกัน
“แกคงมองว่าฉันเห็นแก่ตัวที่บังคับแกมันก็สิทธิ์ของแก...”
“แต่ที่ฉันกับแม่แกทำก็เพื่อหวังให้แกปลอดภัยจากวงตระกูลนี้โดยที่ยังเหลือทุกอย่างในมือ” นั่นคือความจริงที่คุณอนันต์คิดและหวัง อดีตเขาเคยยิ่งใหญ่และอยู่ในจุดสูงสุดของตระกูลในรุ่นปัจจุบัน แต่เพราะเขาเคยพลาดท่าไว้เนื้อเชื่อใจพี่น้องตัวเองมากเกินไป นั่นทำให้เขาต้องตกลงมาอยู่ในจุดที่ต้องเจียมเนื้อเจียมตัว
เขาไม่อยากให้ลูกชายเป็นแบบเขา ลูกชายที่ความสามารถโด่ดเด่นกว่าใครในรุ่น แต่หากไม่คิดจะสู้รบก็ไม่ได้หมายความว่าจะได้รับความปลอดภัยและความไว้ใจจากคนอื่น แต่นั่นจะเป็นเหมือนเป้านิ่งให้คนกำจัดเพื่อให้ตัวเลือกเหลือน้อยที่สุด
“.....” อัครบดินทร์ได้ยินแบบนั้นก็ทบทวนทุกอย่างสำหรับเรื่องนี้ และสิ่งที่พ่อเขาพูดก็ไม่ผิด ต่อให้เขาจะหันหลังออกจากตระกูลไปแต่ก็ใช่ว่าทุกคนจะเชื่อใจและสบายใจ เพราะถ้าวันไหนเขาอยากกลับมาและพิสูจน์ตัวเองเขาก็สามารถกลับมาอยู่ที่เดิมได้ ทางเดียวที่จะหมดเสี้ยนหนามและลดคู่แข่งก็คือการกำจัดให้พ้นทางไม่ทางใดก็ทางหนึ่ง
“แม่รู้ว่าสิ่งที่พ่อกับแม่ทำมันทำให้ลูกไม่พอใจ แต่อย่ามองพ่อกับแม่เป็นตัวร้ายนักเลยอัค” คุณอรวีร์พูดขึ้นอย่างน้อยใจในตัวลูกชายที่พอโตขึ้นก็มักจะเห็นคนรักสำคัญกว่า ซึ่งมันไม่ผิดหรอก แต่บางครั้งพ่อแม่อย่างพวกเธอก็น้อยใจที่ถูกมองเป็นตัวร้ายของชีวิตลูกไปได้
“ผมไม่ได้คิดแบบนั้น” อัครบดินทร์พูดขึ้นอย่างไม่ได้คิดว่าพ่อแม่ของเขาเป็นตัวร้าย เขาก็แค่ไม่พอใจและไม่เข้าใจว่าด้วยฐานะของเขาที่เป็นอยู่บางทีก็ไม่ได้จำเป็นที่จะต้องหาคู่ครองร่ำรวย
แต่นั่นสินะ วงตระกูลที่ยิ่งใหญ่และการแข่งขันสูงเพื่อขึ้นเป็นผู้นำตระกูลในแต่ละรุ่นมันเป็นสิ่งหอมหวานดึงดูดใจคน หากมีช่องโหว่หรือข้อด้อยเปรียบนั่นก็อาจจะถูกโจมตีได้ง่ายๆ
“ลูกสาวคนโตของบูรณะไพศาลใช่ไหมครับ” สุดท้ายอัครบดินทร์ก็ถามออกมาอย่างเข้าใจทุกอย่างดี
“ลูกตกลงจะแต่งงานแล้วใช่ไหม!” คุณอรวีร์ถามขึ้นอย่างตื่นเต้นดีใจ
“ครับ” แล้วอัครบดินทร์ก็ตอบรับออกมาอย่างที่เขามีแผนการในใจแล้วเช่นกัน
“ใช่ ลูกสาวคนโตของบูรณะไพศาล ว่าที่ภรรยาของแก”